เลเวอเรจ คือ อะไร คู่มือฉบับเข้าใจง่าย พร้อมสูตรคำนวณและตัวอย่างจริง
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

เลเวอเรจ คือ อะไร คู่มือฉบับเข้าใจง่าย พร้อมสูตรคำนวณและตัวอย่างจริง

เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-14   
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-14

Laverage หรือ เลเวอเรจ คือ เครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดเปิดออเดอร์มูลค่าสูงกว่าเงินทุนที่มีอยู่จริง โดยใช้เงินทุนส่วนหนึ่งจากโบรกเกอร์เข้ามาเสริม เรียกได้ว่าเป็น “พลังเสริม” ที่ช่วยเพิ่มอำนาจในการซื้อให้คุณได้ แต่สิ่งที่มือใหม่ในการเทรดมักเข้าใจผิดคือคิดว่าเลเวอเรจแค่ช่วยให้ได้กำไรเยอะขึ้น ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การเทรดด้วย Laverage สามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและขาดทุนได้พอ ๆ กัน

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่อง Laverage (เลเวอเรจ) ตั้งแต่หลักการทำงาน สูตรคำนวณมาร์จิ้น ไปจนถึงวิธีเลือกอัตราเลเวอเรจที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณเอง โดยไม่ต้องเดาหรือลองผิดลองถูกด้วยเงินจริง

ประเด็นสำคัญ

  • เลเวอเรจ คือ อัตราส่วนที่แสดงว่าคุณควบคุมมูลค่าสัญญาได้มากกว่าเงินทุนของตัวเองกี่เท่า      เช่น 1:100 หมายถึงเงินทุน 1 บาท สามารถควบคุมสัญญาได้ 100      บาท

  • เลเวอเรจไม่ได้เพิ่มเงินในบัญชีของคุณ      แต่เพิ่ม “ขนาดโพซิชัน” ที่เปิดได้      ส่วนกำไรขาดทุนยังคำนวณจากมูลค่าสัญญาเต็มจำนวนเหมือนเดิม

  • เลเวอเรจสูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป      เพราะยิ่งเลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่ใช้ยิ่งน้อย แต่ความเสี่ยงต่อการถูก Margin Call ก็ยิ่งเร็วขึ้นตามไปด้วย

  • การเลือกเลเวอเรจที่เหมาะสมควรพิจารณาควบคู่กับการบริหารขนาดโพซิชัน      (Position Sizing)  และ Stop Loss เสมอ

เลเวอเรจ คือ อะไร กับนิยามที่ต้องเข้าใจก่อนเทรดจริง

เลเวอเรจ คือ อัตราส่วนเงินทุนที่โบรกเกอร์อนุญาตให้นักเทรดยืมเพื่อเปิดโพซิชันที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนของตัวเอง โดยแสดงในรูปแบบอัตราส่วน เช่น 1:50, 1:100, 1:200 หรือ 1:500

ตัวเลขด้านหลังเครื่องหมายทวิภาค (:) คือจำนวนเท่าของมูลค่าสัญญาที่คุณควบคุมได้ เทียบกับเงินทุนของคุณ 1 หน่วย ตัวอย่างเช่น เลเวอเรจ 1:100 หมายความว่า เงินทุน 1,000 บาท จะสามารถเปิดออเดอร์ที่มีมูลค่ารวมได้ถึง 100,000 บาท

สิ่งที่ควรเข้าใจให้ชัดคือ เลเวอเรจไม่ใช่เงินที่โบรกเกอร์ “ให้ฟรี” แต่เป็นกลไกที่ทำให้คุณใช้เงินทุนหรือมาร์จิ้น (Margin) เพียงบางส่วน เป็นหลักประกันสำหรับมูลค่าสัญญาทั้งหมด กำไรและขาดทุนทุกกรณีจะถูกคำนวณจากมูลค่าสัญญาเต็มจำนวน ไม่ใช่จากมาร์จิ้นที่วางไว้

สูตรคำนวณมาร์จิ้นจากเลเวอเรจ

มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = มูลค่าสัญญา (Notional Value) ÷ อัตราเลเวอเรจ

ตัวอย่างเช่น หากต้องการเปิดสัญญา EUR/USD มูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1 ล็อตมาตรฐาน) ที่เลเวอเรจต่างกัน มาร์จิ้นที่ต้องวางจะแตกต่างกันดังตาราง


อัตราเลเวอเรจ

มาร์จิ้นที่ต้องใช้
(สำหรับสัญญามูลค่า 100,000 USD)

สัดส่วนมาร์จิ้นต่อมูลค่าสัญญา
1:20 5,000 USD 5%
1:50 2,000 USD 2%
1:100 1,000 USD 1%
1:200 500 USD 0.5%
1:500 200 USD 0.2%

จากตารางจะเห็นว่ายิ่งเลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่ต้องวางยิ่งต่ำ นั่นหมายความว่าคุณสามารถควบคุมมูลค่าสัญญาก้อนใหญ่ได้ด้วยเงินทุนก้อนเล็ก แต่ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวของราคาแม้เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อสัดส่วนเงินทุนของคุณรุนแรงกว่าเดิมมาก

เลเวอเรจ กับ มาร์จิ้น ต่างกันอย่างไร

สองคำนี้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ความหมายไม่เหมือนกันเลย ซึ่งหลายคนยังสับสนระหว่างสองคำนี้อยู่


หัวข้อ เลเวอเรจ (Leverage) มาร์จิ้น (Margin)
ความหมาย อัตราส่วนที่ขยายอำนาจซื้อของเงินทุน จำนวนเงินจริงหรือเงินทุนที่ต้องวางเป็นหลักประกัน
หน่วย อัตราส่วน เช่น 1:100 จำนวนเงิน เช่น 1,000 บาท
ความสัมพันธ์ เลเวอเรจสูง → มาร์จิ้นที่ต้องใช้ต่ำ มาร์จิ้นต่ำ → เปิดโพซิชันได้มากขึ้นด้วยทุนเท่าเดิม
ใครเป็นผู้กำหนด โบรกเกอร์ (ภายใต้กรอบหน่วยงานกำกับดูแล) คำนวณอัตโนมัติจากเลเวอเรจและขนาดโพซิชัน


พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Laverage หรือ เลเวอเรจ คือ “กติกา” ส่วน Margin หรือมาร์จิ้น คือ “เงินสด/เงินจริง” ที่คุณต้องจ่ายจริงตามกติกานั้น

ตัวอย่างการคำนวณเลเวอเรจแบบละเอียด

สมมติคุณมีเงินทุน 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,600 บาท ที่อัตราแลกเปลี่ยนราว 33 บาทต่อดอลลาร์) และต้องการเปิดโพซิชันที่มีมูลค่าสัญญารวม 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ

หากไม่มีเลเวอเรจ (1:1)

คุณต้องมีเงินทุนเต็มจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 660,000 บาท) ซึ่งเกินเงินทุนที่มีอยู่มาก ทำให้ไม่สามารถเปิดโพซิชันนี้ได้เลย

หากใช้เลเวอเรจ 1:100

    มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = มูลค่าสัญญา ÷ อัตราเลเวอเรจ = 20,000 ÷ 100 = 200 ดอลลาร์สหรัฐ

Featured_เลเวอเรจ คือ อะไร คู่มือฉบับเข้าใจง่าย พร้อมสูตรคำนวณและตัวอย่างจริง (1).jpg


พอดีกับเงินทุนทั้งหมดที่มี นั่นหมายความว่าเงิน 200 ดอลลาร์ของคุณ ควบคุมมูลค่าสัญญาได้ถึง 20,000 ดอลลาร์ หรือ 100 เท่าของเงินทุน

 

สมมติราคาสินทรัพย์ปรับขึ้น 1% กำไรจะคำนวณจากมูลค่าสัญญาเต็มจำนวน ไม่ใช่จากมาร์จิ้น 200 ดอลลาร์ที่วางไว้

    กำไร = มูลค่าสัญญา × % การเปลี่ยนแปลงราคา = 20,000 × 1% = 200 ดอลลาร์สหรัฐ


Featured_เลเวอเรจ คือ อะไร คู่มือฉบับเข้าใจง่าย พร้อมสูตรคำนวณและตัวอย่างจริง (2).jpg

 

เงิน 200 ดอลลาร์ที่ได้ เท่ากับ 100% ของมาร์จิ้นที่วางไว้ จากราคาที่ขยับเพียง 1% เท่านั้น นี่คือพลังของเลเวอเรจ 100 เท่า


แต่หากราคาเคลื่อนไหว สวนทาง 1% ในทิศทางตรงกันข้าม คุณจะขาดทุน 200 ดอลลาร์ในสัดส่วนเดียวกัน ซึ่งเท่ากับมาร์จิ้นทั้งหมดที่มีในบัญชี และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก Margin Call ทันที เพราะราคาสินทรัพย์ขยับเพียง 1% แต่เงินทุนของคุณหายไปทั้งหมด

เทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น

หากใช้เลเวอเรจ 1:20 แทน (มาร์จิ้นสำหรับสัญญา 20,000 ดอลลาร์ = 1,000 ดอลลาร์) 

การเปลี่ยนแปลงราคา 1% เดียวกันจะสร้างกำไรหรือขาดทุน 200 ดอลลาร์เช่นกัน แต่คิดเป็นเพียง 20% ของมาร์จิ้น ไม่ใช่ 100% แสดงให้เห็นว่าเลเวอเรจที่สูงขึ้นไม่ได้เปลี่ยนกำไร/ขาดทุนที่เป็นตัวเงิน แต่เปลี่ยน “สัดส่วนความเสี่ยง” ต่อเงินทุนที่วางไว้อย่างมาก

ทั้งนี้ คุณควรศึกษาวิธีคำนวณขนาดล็อต มาร์จิ้น และ Position Size ด้วย เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

เลเวอเรจในสินทรัพย์แต่ละประเภทไม่เท่ากัน

หลายคนเข้าใจว่าเลเวอเรจใช้ได้เฉพาะ Forex (ฟอเร็กซ์) แต่จริง ๆ แล้วสินทรัพย์แต่ละประเภทมักมีเพดานเลเวอเรจต่างกัน เนื่องจากระดับความผันผวนไม่เท่ากัน โดยทั่วไปมีแนวทางดังนี้


ประเภทสินทรัพย์

เลเวอเรจโดยทั่วไป
(สำหรับบัญชีที่ไม่ถูกจำกัดแบบรายย่อยยุโรป/ออสเตรเลีย)

เหตุผล
คู่เงินหลัก (Major Pairs) สูงสุดถึง 1:1,000 สภาพคล่องสูง ความผันผวนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบรายวัน
คู่เงินรอง/คู่เงินแปลกใหม่ (Minor/Exotic) ต่ำกว่าคู่เงินหลัก สภาพคล่องน้อยกว่า สเปรดกว้างกว่า
ทองคำ (XAU/USD) มักต่ำกว่าฟอเร็กซ์คู่หลัก ความผันผวนสูงกว่า โดยเฉพาะช่วงข่าวสำคัญ
น้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ต่ำกว่าทองคำ ผันผวนสูง อ่อนไหวต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และอุปทาน
ดัชนีหุ้น ปานกลาง ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการ
หุ้นรายตัว (Share CFD) ต่ำที่สุดในกลุ่ม ความเสี่ยงเฉพาะบริษัทสูงกว่าสินทรัพย์อื่น


หมายเหตุสำคัญ: ตัวเลขเลเวอเรจสูงสุดของ EBC เปลี่ยนแปลงได้ตามประเภทบัญชีและเงื่อนไขตลาด ณ ขณะนั้น (เช่น อาจลดลงชั่วคราวในช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ) แนะนำให้ตรวจสอบอัตราเลเวอเรจและมาร์จิ้นก่อนเปิดโพซิชันจริงทุกครั้ง

ข้อดีและข้อเสียของเลเวอเรจ

ข้อดี ข้อเสีย
ใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อยลงในการเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูง กำไรและขาดทุนขยายตัวในสัดส่วนเดียวกัน
เพิ่มโอกาสทำกำไรเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับเงินทุนที่วางจริง เสี่ยงต่อการถูก Margin Call หากบริหารความเสี่ยงไม่ดี
กระจายเงินทุนไปยังหลายสินทรัพย์ได้มากขึ้นในเวลาเดียวกัน อาจมีต้นทุนการถือสถานะข้ามคืน (Overnight Funding) สะสม
เหมาะกับกลยุทธ์ระยะสั้นที่ต้องการอัตราทุนหมุนเวียนสูง สร้างแรงจูงใจให้เทรดเกินขนาดที่เหมาะสม (Overleveraging) หากขาดวินัย

กฎระเบียบเลเวอเรจ: ทำไมแต่ละโบรกเกอร์ให้ไม่เท่ากัน

เลเวอเรจสูงสุดที่โบรกเกอร์เสนอได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลที่คุมใบอนุญาตของแต่ละนิติบุคคล

  • หน่วยงานกำกับดูแลระดับ      Tier-1 อย่าง FCA (สหราชอาณาจักร) และ ASIC      (ออสเตรเลีย) จำกัดเลเวอเรจสำหรับลูกค้ารายย่อยไว้ที่ไม่เกิน 1:30      สำหรับคู่เงินหลัก      และต่ำกว่านั้นสำหรับสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงกว่า เช่น ทองคำ ดัชนีหุ้น

  • นิติบุคคลที่อยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลนอกยุโรป/ออสเตรเลีย      เช่น หน่วยงานในหมู่เกาะเคย์แมนหรือเซนต์วินเซนต์      มักเสนอเลเวอเรจได้สูงกว่ามาก เนื่องจากกรอบกฎหมายที่แตกต่างกัน

EBC Financial Group ดำเนินธุรกิจผ่านหลายนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจาก FCA (เลขที่ 927552), ASIC (เลขที่ 500991) และ CIMA (เลขที่ 2038223) ซึ่งหมายความว่าอัตราเลเวอเรจสูงสุดที่คุณจะได้รับจริงขึ้นอยู่กับว่าบัญชีของคุณเปิดภายใต้นิติบุคคลใด นักเทรดไทยควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากำลังเทรดกับนิติบุคคลที่มีการกำกับดูแลชัดเจน และเข้าใจเงื่อนไขเลเวอเรจของบัญชีตัวเองก่อนเริ่มเทรดจริงเสมอ

เลือกเลเวอเรจเท่าไหร่ดี แนวทางสำหรับมือใหม่และมือโปร

ไม่มีตัวเลขเลเวอเรจที่ “ถูกต้องที่สุด” สำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับเงินทุน สไตล์การเทรด และความสามารถในการรับความเสี่ยง แต่มีแนวทางกว้าง ๆ ดังนี้

สำหรับมือใหม่

  • เริ่มต้นด้วยเลเวอเรจต่ำ      เช่น 1:20 ถึง 1:50 เพื่อจำกัดผลกระทบจากความผันผวนขณะที่ยังเรียนรู้การอ่านตลาด

  • ฝึกเทรดผ่านบัญชีทดลอง      (Demo Account) ก่อนใช้เงินจริง เพื่อทำความเข้าใจว่าเลเวอเรจส่งผลต่อ Equity      ในบัญชีอย่างไรในสถานการณ์จริง

  • ยึดหลักใช้เงินทุนจริงเปิดโพซิชันไม่เกิน      10-30% ของยอดเงินในบัญชี เพื่อสำรองส่วนที่เหลือรองรับความผันผวน

สำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์

  • อาจเลือกเลเวอเรจสูงขึ้นสำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น      เช่น Scalping หรือ Day Trading ที่ต้องการอัตราทุนหมุนเวียนสูง      แต่ยังคงต้องกำหนด Stop Loss ทุกครั้ง

  • ปรับเลเวอเรจตามประเภทสินทรัพย์และช่วงเวลาตลาด      เช่น ลดเลเวอเรจลงก่อนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่มีความผันผวนสูง

  • คำนวณขนาดโพซิชัน (Position Sizing) จากเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อไม้ (เช่น ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง) แทนการเลือกเลเวอเรจสูงสุดที่มี

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร หลักการที่ใช้ร่วมกันได้เสมอคือ เลเวอเรจกำหนดว่าคุณ “สามารถ” เปิดโพซิชันได้ใหญ่แค่ไหน แต่การบริหารความเสี่ยงต่างหากที่กำหนดว่าคุณ “ควร” เปิดโพซิชันใหญ่แค่ไหน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้เลเวอเรจ

  • ใช้เลเวอเรจสูงสุดเท่าที่โบรกเกอร์เสนอโดยไม่พิจารณาขนาดโพซิชัน เลเวอเรจสูงไม่ใช่ปัญหาถ้าขนาดโพซิชันเหมาะสม แต่การรวมเลเวอเรจสูงกับขนาดโพซิชันใหญ่พร้อมกันคือสาเหตุหลักของการล้างพอร์ต

  • ไม่ตั้ง Stop Loss เมื่อใช้เลเวอเรจ การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยส่งผลกระทบต่อเงินทุนรุนแรงกว่าปกติ การไม่จำกัดขาดทุนไว้ล่วงหน้าจึงมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

  • มองข้ามต้นทุนการถือสถานะข้ามคืน โพซิชันที่ใช้เลเวอเรจสูงและถือข้ามคืนเป็นเวลานานอาจสะสมค่าธรรมเนียมที่กัดกินกำไรโดยไม่รู้ตัว

  • ไม่เข้าใจระดับ Margin Call และ Stop Out ของบัญชีตัวเอง แต่ละโบรกเกอร์กำหนดระดับที่แตกต่างกัน การไม่รู้ตัวเลขเหล่านี้ล่วงหน้าอาจทำให้โพซิชันถูกปิดอัตโนมัติโดยไม่ทันตั้งตัว

สรุป

เลเวอเรจเป็นเครื่องมือทรงพลังที่เปิดโอกาสให้นักเทรดเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ด้วยเงินทุนจำกัด แต่พลังของมันมาพร้อมความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การเข้าใจสูตรคำนวณมาร์จิ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเลเวอเรจกับขนาดโพซิชัน และกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้คุณใช้เลเวอเรจเป็นเครื่องมือทำกำไร ไม่ใช่กับดักที่ล้างพอร์ตในเวลาอันสั้น

หากต้องการฝึกฝนการใช้เลเวอเรจในสถานการณ์จำลองก่อนลงสนามจริง สามารถเปิดบัญชีทดลองกับ EBC เพื่อทดลองปรับอัตราเลเวอเรจและดูผลกระทบต่อพอร์ตแบบไม่มีความเสี่ยง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความแนะนำ
การใช้เลเวอเรจในการซื้อขายและการซื้อด้วยมาร์จินทำงานอย่างไร
การซื้อขาย CFD คืออะไร และทำงานอย่างไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์
วิธีการทำงานของการซื้อขาย CFD: คู่มือฉบับสมบูรณ์ก่อนเริ่มต้น
การซื้อขายฟอเร็กซ์ในปากีสถาน: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้เริ่มต้น
Prop Trade คืออะไร? คู่มือสำหรับมือใหม่