เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-18
ถ้าคุณเปิดข่าวในช่วงนี้แล้วรู้สึกว่าโลกกำลังจะพัง แต่พอเปิดดูราคาหุ้นกลับเห็นตัวเลขสีเขียว คุณคงตั้งคำถามในใจว่า "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
วันที่ 18 มีนาคม 2026 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณที่ดูเหมือนขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ดัชนี S&P 500 (ดัชนีที่ติดตามบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งในสหรัฐฯ) ปรับขึ้น 0.25% ดัชนี Nasdaq 100 (ดัชนีที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม) ขยับบวก 0.5% ขณะที่ทั่วโลกกำลังลุ้นกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่ง และ Fed ยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องดอกเบี้ย
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไรตลาดถึงยืนหยัดได้ และนักลงทุนมืออาชีพกำลังมองเห็นอะไรที่คนทั่วไปยังมองไม่เห็น

ไฟสงครามในตะวันออกกลางลุกลามหนัก
เหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือนในช่วงนี้เริ่มจากการที่อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศจนทำให้ อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน เสียชีวิตพร้อมบุตรชาย ลาริจานีถือเป็นบุคคลสำคัญในสายการทูตและเคยมีส่วนร่วมในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 การสูญเสียครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางทหาร แต่กระทบสมดุลทางการเมืองภายในอิหร่านอย่างลึกซึ้ง
อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติใน UAE และปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่งของโลก เส้นทางนี้รองรับน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลกทั้งหมด การปิดกั้นแม้เพียงบางส่วนก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพลังงานระส่ำได้ทันที
ผลคือราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate หรือน้ำมันดิบมาตรฐานที่ใช้กำหนดราคาในสหรัฐฯ) พุ่งขึ้น 2.9% ไปแตะ 96.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ขยับแตะ 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผชิญกับการปฏิเสธจากพันธมิตรอย่าง NATO, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ที่ไม่ยอมส่งกองเรือมาช่วยคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศพุ่งขึ้นสูงในชั่วข้ามคืน
นี่คือคำถามที่หลายคนถามมากที่สุด และคำตอบมีหลายมิติที่ซ้อนกันอยู่
1. ตลาดหุ้นมองอนาคต ไม่ได้มองปัจจุบัน
ตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อขายตามข่าวที่เห็น แต่ซื้อขายตาม "ความคาดหวัง" ของนักลงทุนว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นักลงทุนสถาบันที่มีข้อมูลและทีมวิเคราะห์ขนาดใหญ่มักประเมินว่าวิกฤตนี้จะคลี่คลายในระยะเวลาที่กำหนดได้ และพวกเขาเริ่มเข้าซื้อก่อนที่ข่าวดีจะปรากฏ
ในอดีตมีตัวอย่างชัดเจนมาก เช่น ช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990-1991 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักก่อนสงครามเริ่ม แต่พอสงครามเริ่มต้นจริงๆ หุ้นกลับพุ่งขึ้น เพราะความไม่แน่นอนถูกขจัดออกไปแล้ว
2. ข่าวร้ายถูก "Price In" ไปแล้วก่อนหน้านี้
ในโลกการเงินมีคำว่า "Buy the rumor, sell the news" (ซื้อตอนข่าวลือ ขายตอนข่าวจริง) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดมักปรับราคาไปล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงเสมอ เมื่อข่าวร้ายออกมาจริง ตลาดที่ปรับลดลงไปแล้วล่วงหน้าก็มักจะไม่ตกเพิ่ม
3. พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง
แม้สงครามจะดุเดือด แต่ภาคธุรกิจสหรัฐฯ โดยรวมยังคงดำเนินงานได้ดี ตัวเลขการจ้างงานยังอยู่ในระดับดี ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคาดว่าจะเติบโต และการบริโภคภายในประเทศยังไม่ถดถอยชัดเจน
สัญญาณซื้อจาก Barclays ที่นักลงทุนต้องอ่านให้ขาด
หนึ่งในสัญญาณที่น่าตื่นเต้นที่สุดในช่วงนี้คือรายงานจากอเล็กซ์ อัลต์แมน์ (Alex Altmann) นักวิเคราะห์จาก Barclays ที่ระบุว่าดัชนี BETI (Barclays Equity Timing Indicator หรือดัชนีชี้วัดจังหวะเข้าลงทุนในหุ้น) ร่วงลงมาแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตกำแพงภาษีเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว
BETI เป็นดัชนีที่วัด "ความเชื่อมั่นของตลาด" โดยรวม เมื่อดัชนีนี้ตกต่ำมากผิดปกติ มักหมายความว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังตื่นกลัวและขายหุ้นออกมาอย่างไม่มีเหตุผลเพียงพอ สร้างภาวะที่เรียกว่า Oversold (ถูกขายออกมากเกินจริง) ซึ่งในอดีตมักเป็นจุดที่ตลาดพลิกกลับขึ้นมาเสมอ
พูดง่ายๆ คือ ตอนที่คนส่วนใหญ่กลัวและวิ่งออกจากตลาด มักเป็นตอนที่ "ของถูก" และนักลงทุนมืออาชีพมักเดินเข้าหาแทน
Warren Buffett เคยพูดไว้ว่า "Be fearful when others are greedy, and greedy when others are fearful" (จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และโลภเมื่อคนอื่นกลัว) หลักการนี้ฟังดูง่าย แต่ทำได้ยากมากในชีวิตจริง เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์มักดึงให้เราวิ่งตามฝูงชน
ข้อมูลทางสถิติจาก S&P 500 ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาชี้ว่า การซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีความกลัว (Fear Index หรือ VIX) พุ่งสูง มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีกว่าการซื้อในช่วงที่ตลาดเงียบสงบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ "สัญญาณซื้อ" ไม่ได้แปลว่าราคาจะขึ้นทันที อาจมีการร่วงต่ออีกก่อนที่จะพลิกกลับ การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

Fed อยู่ในสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี ด้านหนึ่ง สงครามและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจฉุดเศรษฐกิจให้ชะลอตัว ซึ่งโดยปกติจะเป็นเหตุผลให้ "ลดดอกเบี้ย" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงกำลังเป็นตัวเร่งให้ "เงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน" กลับมา ซึ่งปกติจะเป็นเหตุผลให้ "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อควบคุมราคา
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดว่า Fed จะเลือก "ตรึงดอกเบี้ย" ไว้ที่ระดับเดิมก่อน เพื่อรอดูว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด
เงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ส่งผลยังไงต่อนักลงทุน?
เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าก็สูงขึ้นตาม ซึ่งผลักดันราคาสินค้าทั่วไปให้แพงขึ้น เรียกว่าเป็น Cost-Push Inflation (เงินเฟ้อจากต้นทุน) ผลกระทบต่อนักลงทุนมีหลายมิติดังนี้
กลุ่มที่ได้ประโยชน์: หุ้นกลุ่มพลังงาน บริษัทขุดเจาะน้ำมัน และหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)
กลุ่มที่เสียประโยชน์: สายการบิน บริษัทขนส่ง และธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง รวมถึงผู้บริโภคทั่วไปที่กำลังซื้อลดลง
กลุ่มที่กลาง: หุ้นเทคโนโลยีและ AI ซึ่งมีต้นทุนพลังงานต่ำกว่าภาคการผลิต แต่ก็ไม่ได้หนีผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ทั้งหมด
Bond Yield (ผลตอบแทนพันธบัตร) คืออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ถือเป็น "มาตรฐานทอง" ของตลาดการเงินโลก เพราะมันสะท้อนทั้งความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต
ความสัมพันธ์หลักที่ต้องเข้าใจคือ เมื่อ Bond Yield ลดลง มักหมายถึงนักลงทุนคาดว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาหุ้นพึ่งพาการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต
ข้อมูลวันนี้บอกอะไร?
วันที่ 18 มีนาคม 2026 Bond Yield ปรับตัวลดลงทั่วโลก ได้แก่ พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 2 Basis Point (จุดพื้นฐาน ซึ่ง 100 Basis Point เท่ากับ 1%) มาอยู่ที่ 4.20% พันธบัตรเยอรมนีลดลง 5 Basis Point มาอยู่ที่ 2.91% และพันธบัตรอังกฤษลดลง 8 Basis Point มาอยู่ที่ 4.69%
การที่ Bond Yield ลดลงพร้อมกันทั่วโลกสะท้อนว่านักลงทุนกำลังเดิมพันว่าธนาคารกลางหลักๆ จะ "หยุดขึ้นดอกเบี้ย" หรือแม้แต่อาจ "ลดดอกเบี้ย" ในอนาคต ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
วันนี้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY ซึ่งวัดค่าดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) อ่อนค่าลง 0.2% สวนทางกับเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้น 0.3% แตะ 1.1540 ดอลลาร์ และปอนด์อังกฤษที่ขยับขึ้น 0.3% เป็น 1.3358 ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าเกิดจากสาเหตุใด?
สาเหตุหลักมาจากความคาดหวังว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะเมื่อดอกเบี้ยไม่ขึ้น ผลตอบแทนจากการถือดอลลาร์ก็น่าดึงดูดน้อยลง นักลงทุนต่างชาติจึงลดน้ำหนักดอลลาร์และกระจายไปสู่สกุลเงินอื่น
ผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์ไทย:
สำหรับนักลงทุนไทย ดอลลาร์อ่อนค่ามักหมายถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่มส่งออกของไทยมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น แต่กลับเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
Nvidia กับการกลับสู่ตลาดจีน
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ประกาศเดินหน้าส่งออกชิป H200 ไปยังจีนอีกครั้งหลังได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลทรัมป์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 อย่างไรก็ดี เส้นทางนี้มีอุปสรรคหนาแน่น ทั้งภาษีนำเข้า 25% โควตาการขาย 75,000 ชิ้นต่อลูกค้าหนึ่งราย และเพดานส่งออกรวม 1 ล้านชิ้น ทำให้หุ้น Nvidia ปรับลดลง 1% มาอยู่ที่ 181.93 ดอลลาร์ และยังติดลบ 2.5% นับตั้งแต่ต้นปี
ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการลงทุนใน หุ้นเทคโนโลยี ในยุคที่สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจยังไม่จบสิ้น
Qualcomm ส่งสัญญาณความเชื่อมั่น
Qualcomm ประกาศซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์พร้อมเพิ่มเงินปันผล การ Buyback ถือเป็นสัญญาณที่บริษัทส่งให้กับตลาดว่า "เราเชื่อว่าราคาหุ้นตัวเองถูกเกินไป" และมักผลักดันราคาหุ้นขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง
Boeing เตือนผลประกอบการไตรมาสแรก
Boeing ส่งสัญญาณว่าผลประกอบการไตรมาสแรกจะออกมาต่ำกว่าคาด สาเหตุจากความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบิน ปัญหาระบบสายไฟในรุ่น 737 Max และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงซัพพลายเออร์หลัก ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า แม้ตลาดโดยรวมจะบวก แต่หุ้นรายตัวยังมีความเสี่ยงเฉพาะของตัวเองที่ต้องวิเคราะห์แยกต่างหาก
Eli Lilly ร่วงหลัง HSBC ปรับลดน้ำหนัก
HSBC ออกมาเตือนว่านักลงทุนตั้งความคาดหวังต่อยาลดน้ำหนักของ Eli Lilly สูงเกินความเป็นจริง และปรับลดคำแนะนำการลงทุนลง ส่งผลให้หุ้นปรับตัวลง นี่คือตัวอย่างของ Valuation Risk (ความเสี่ยงจากการที่ราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง) ซึ่งนักลงทุนต้องระวังในหุ้นกลุ่มที่ตลาดให้ความสนใจสูง
ทองคำและ Bitcoin วันนี้: สินทรัพย์ทางเลือกยืนได้แค่ไหน?
ราคาทองคำทรงตัวค่อนข้างนิ่งในวันนี้ สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่ได้แห่หนีเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าความกลัวในตลาดยังไม่ถึงระดับขั้นวิกฤต
ส่วน Bitcoin ปรับขึ้น 0.3% ยืนอยู่ที่ 74,477.1 ดอลลาร์ แม้ Ether จะปรับลดลง 1% มาที่ 2,321.29 ดอลลาร์ ตลาดคริปโทฯ วันนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีแรงซื้อประคองอยู่ แม้บรรยากาศโดยรวมจะไม่ได้หนุนการเก็งกำไรแบบร้อนแรง
ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสอนเราไว้หลายครั้งว่า ตลาดมักวิ่งสวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วไป ในช่วงวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสงคราม โรคระบาด หรือวิกฤตการเงิน ตลาดหุ้นมักเริ่มฟื้นตัวก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงเสมอ เพราะนักลงทุนมืออาชีพซื้อหุ้นล่วงหน้าตามสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนในสถานการณ์แบบนี้คือการมีกรอบความคิดที่ชัดเจน บริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์
คำถามที่ 1: ตอนนี้ควรซื้อ ดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq 100 ดีกว่ากัน?
ดัชนี S&P 500 มีการกระจายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายกว่า ทำให้ความเสี่ยงกระจายดีกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงระยะยาว ในขณะที่ Nasdaq 100 เน้นหนักที่หุ้นเทคโนโลยีและ AI ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงกว่าแต่ก็ผันผวนมากกว่า ทั้งสองดัชนีมีจุดแข็งต่างกัน การเลือกขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ และไม่ใช่สิ่งที่ควรตัดสินใจโดยอิงจากข่าวรายวันเพียงอย่างเดียว
คำถามที่ 2: Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไหมในปี 2026?
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะตรึงดอกเบี้ยไว้ก่อนในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากเผชิญกับสัญญาณที่ขัดแย้งกัน ทั้งความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงคราม และความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งต่อเนื่องและเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอย่างชัดเจน ความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีก็ยังมีอยู่
คำถามที่ 3: Bond Yield ลดลงมีผลต่อการลงทุนในหุ้นไทยอย่างไร?
เมื่อ Bond Yield ของสหรัฐฯ ลดลง นักลงทุนต่างชาติมักมองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้ในระยะถัดไป แต่ต้องติดตามว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะกดดันการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติมากน้อยแค่ไหน
คำถามที่ 4: ราคาทองคำยืนนิ่งหมายความว่าอะไร?
ทองคำมักเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนแห่เข้าหาเมื่อความกลัวสูงมาก การที่ราคาทองคำยังทรงตัวในวันนี้ แม้จะมีข่าวสงครามหนัก สะท้อนว่าตลาดโดยรวมยังไม่ได้มองว่านี่คือวิกฤตระดับที่ต้องหนีเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นนัยที่ค่อนข้างบวกต่อตลาดหุ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินวันที่ 18 มีนาคม 2026 สะท้อนบทเรียนสำคัญหลายประการ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ที่ยังบวกอยู่ท่ามกลางสงคราม ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลของกระบวนการคิดเชิงระบบของนักลงทุนสถาบันที่มองผ่านความโกลาหลระยะสั้นไปหาโอกาสระยะกลางและยาว
สัญญาณซื้อจาก Barclays ผ่านดัชนี BETI, Bond Yield ที่ปรับลง, ดอลลาร์ที่อ่อนค่า และทองคำที่ทรงตัว ล้วนเป็นชิ้นส่วนของภาพที่ใหญ่กว่า ซึ่งบอกว่า "ตลาดยังไม่ตื่นตระหนก" และนักลงทุนที่มีหลักการยังเห็นคุณค่าในสินทรัพย์ที่ถูกเทขายไป
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้ต้องใช้ทั้งความรู้ ความใจเย็น และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าตลาดจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้ แต่นักลงทุนที่เตรียมพร้อมและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนมักอยู่รอดและเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด
หากคุณต้องการเรียนรู้การวิเคราะห์ตลาด ติดตามสัญญาณจากดัชนีชี้วัดต่างๆ และเข้าถึงเครื่องมือลงทุนระดับมืออาชีพ EBC Financial Group พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลและมั่นใจมากขึ้น เริ่มต้นศึกษาและวางแผนการลงทุนของคุณกับ EBC ได้เลยวันนี้
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ