เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-19
BOI ปี 2568 ทุบสถิติ 60 ปี โมเมนตัมยังไม่หยุด: คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.876 ล้านล้านบาท (US$60.23B) ใน 3,370 โครงการ เพิ่ม 67% จากปีก่อน และใน Q1/2569 เพียงไตรมาสเดียว BOI รับคำขออีก 1.01 ล้านล้านบาท เพิ่ม 2.4 เท่า อุตสาหกรรมดิจิทัลกวาด 870,000 ล้านบาทจากยอดนั้น
ทุนจีนใหญ่กว่าที่เห็น 71%: จีนปรากฏเป็น FDI อันดับสามในตัวเลข BOI ที่ 5.52 พันล้านดอลลาร์ใน 982 โครงการ แต่เลขาธิการ BOI ระบุเองว่าสิงคโปร์ผู้นำอันดับหนึ่ง (17.57 พันล้านดอลลาร์) ส่วนใหญ่มีบริษัทแม่เป็นจีน ญี่ปุ่น หรืออเมริกา รวม SG+HK+จีนโดยตรงได้ 30.97 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 71% ของ FDI ทั้งหมด
Data Center 9 เท่ายานยนต์: อุตสาหกรรมดิจิทัลดึง 23.95 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 เทียบกับยานยนต์ที่ 2.70 พันล้านดอลลาร์ AMATA รายงานกำไรสุทธิ Q1/2569 ที่ 1,379 ล้านบาท โต 67% จากปีก่อน มีแบ็กล็อกที่ดิน 19,700 ล้านบาทรองรับรายได้ในอนาคต
Deadline 10 พฤศจิกายน 2569: ข้อตกลงพักรบสหรัฐฯ-จีนและ Section 301 exclusions หมดอายุพร้อมกัน ปัจจุบันภาษีสินค้าจีนอยู่ที่ 35-110% ขณะที่ไทยจ่าย 10% ตาม Section 122 ที่หมดอายุ 24 กรกฎาคม 2569 และ Section 301 ฉบับใหม่จ่อเก็บไทย 12.5% แทน ความได้เปรียบด้านภาษียังคงอยู่ แต่ตัวเลขกำลังเปลี่ยน
ในปี 2568 สิงคโปร์ขึ้นเป็นแหล่ง FDI อันดับหนึ่งของไทยด้วยมูลค่า 17.57 พันล้านดอลลาร์ และจีนอยู่อันดับสาม แต่เลขาธิการ BOI ระบุในรายงานปลายปีเองว่า การลงทุนจากสิงคโปร์ส่วนใหญ่มาจากโครงการที่บริษัทแม่เป็นจีน ญี่ปุ่น หรืออเมริกา รวมสามแหล่งนั้นเข้าด้วยกัน ยอดทะลุ 30.97 พันล้านดอลลาร์ หรือ 71% ของ FDI ทั้งหมดที่ไหลเข้าไทย
BOI ปิดปี 2568 ที่ 1.876 ล้านล้านบาท เพิ่ม 67% ทุบสถิติ 60 ปีทุกมิติ และในไตรมาสแรกปี 2569 ยอดพุ่งต่ออีก 1.01 ล้านล้านบาท เพิ่ม 2.4 เท่า อุตสาหกรรมดิจิทัลกวาด 870,000 ล้านบาทจากยอดนั้น มากกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งปี 2568 เกือบสิบเท่า

กลยุทธ์ China+1 คือการที่บริษัทข้ามชาติกระจายความเสี่ยงด้วยการรักษาฐานการผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน แต่ย้ายหรือขยายสายการผลิตส่วนหนึ่งออกมายังประเทศที่สาม เหตุผลเชิงตัวเลขชัดเจน สินค้าจากจีนที่ส่งไปสหรัฐฯ เสียภาษีรวม 35-110% ตาม Section 301 และ Section 122 ขณะที่สินค้าจากไทยเสียเพียง 10% ตาม Section 122 ที่มีผลอยู่ในปัจจุบัน ส่วนต่างนี้ทำให้การตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมีตัวเลขรองรับที่จับต้องได้
ไทยมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาหลายสิบปี ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับโรงงานขนาดใหญ่ได้ทันที ระบบ FastPass ของ BOI ลดระยะเวลาอนุมัติโครงการลง 20-50% โดยประสาน 7 หน่วยงานหลักพร้อมกัน ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์จากการลงทุนของญี่ปุ่นตลอด 40 ปีสร้าง Supply Chain ที่ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
ในช่วงต้นปี 2569 สหรัฐฯ และไทยลงนามกรอบการเจรจาการค้าร่วมกัน พร้อมข้อตกลงความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญในระหว่างการเยือนเอเชียของประธานาธิบดีทรัมป์ สัญญาณนี้บอกว่าไทยกำลังสร้างสถานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับวอชิงตัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในอาเซียนที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา
BOI รายงานว่าจีนเป็นแหล่ง FDI อันดับสามในปี 2568 ด้วยมูลค่า 5.52 พันล้านดอลลาร์ใน 982 โครงการ ขณะที่สิงคโปร์นำอันดับหนึ่งที่ 17.57 พันล้านดอลลาร์ใน 457 โครงการ และฮ่องกงตามมาที่ 7.88 พันล้านดอลลาร์ใน 266 โครงการ แต่เลขาธิการ BOI เปิดเผยในรายงานปลายปี 2568 ว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการลงทุนจากสิงคโปร์ส่วนใหญ่มาจากโครงการที่บริษัทแม่เป็นจีน ญี่ปุ่น หรืออเมริกา”
กลไกนี้เป็นที่รู้จักในแวดวงนักวิเคราะห์ว่า “ซองสิงคโปร์” บริษัทจีนจำนวนมากจดทะเบียนบริษัทโฮลดิ้งในสิงคโปร์หรือฮ่องกงก่อนลงทุนในไทย เพื่อประโยชน์ทางภาษีและกรอบการคุ้มครองการลงทุน เมื่อรวมทั้งสามแหล่งเข้าด้วยกัน ยอดรวมสูงถึง 30.97 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 71% ของ FDI รวม 43.65 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขจีนในรายงาน BOI จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพจริง
นักวิเคราะห์ตลาดนิคมอุตสาหกรรมรายงานว่า AMATA City ระยองมีผู้ผลิตจีนเข้ามาต่อเนื่อง และกระแสนี้จะเร่งตัวขึ้นหากความตึงเครียดสหรัฐฯ-จีนยืดเยื้อหลัง Deadline เดือนพฤศจิกายน ทุนที่กำลังสร้างไทยให้เป็นทางเลือกแทนจีนนั้น 71% มีรากมาจากจีนเอง และกระแสนั้นจะยิ่งเข้มข้นขึ้นตามความตึงเครียดทางการค้าในครึ่งหลังปี 2569

อุตสาหกรรมดิจิทัลดึงเงินลงทุนจาก BOI 23.95 พันล้านดอลลาร์ใน 151 โครงการในปี 2568 ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทำได้ 2.70 พันล้านดอลลาร์ใน 288 โครงการ สัดส่วนนี้พลิกความเข้าใจเดิม เพราะ Data Center ดึงเงินได้มากกว่าต่อโครงการ ใช้พื้นที่มากกว่า และสร้างรายได้ต่อไร่สูงกว่าการผลิตแบบเดิมหลายเท่า BOI อนุมัติโครงการ Data Center ในช่วงต้นปี 2569 แล้ว 7 โครงการ มูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาท รวมถึง True Internet Data Center, GSA Data Center (ร่วมทุน Gulf, Singtel, AIS) และ Bridge Data Centres
ขนาดธุรกรรมที่ดินของ WHA และ AMATA พุ่งจากเฉลี่ย 10-20 ไร่ต่อลูกค้าโรงงานทั่วไป ไปเป็น 100-500 ไร่ต่อโครงการสำหรับ Data Center AMATA รายงานกำไรสุทธิ Q1/2569 ที่ 1,379 ล้านบาท โต 67% จากปีก่อน มีแบ็กล็อกรอโอน 19,700 ล้านบาท นักวิเคราะห์ 11 จาก 13 รายแนะนำ “ซื้อ” ตาม Bualuang Securities ขณะที่ตลาด Data Center ไทยเติบโต 12.64% ต่อปี คาดแตะ 3.19 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ตาม Arizton Research (อ่านเพิ่มเติม: ไทยมุ่งเป็นศูนย์กลาง Data Center แห่งอาเซียน)
ในไตรมาสแรกปี 2569 คลื่น Data Center ลูกใหม่ยังไม่หยุด BOI รายงานว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลกวาด 870,000 ล้านบาทจากยอดรวม 1.01 ล้านล้านบาทในไตรมาสนั้น Maybank Securities ประเมินว่าความจุรวมของ Data Center ในไทยอาจขยายแตะ 2.6 กิกะวัตต์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Data Center อันดับต้นของอาเซียน
China+1 ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2567 ไทยสูญเสียโรงงานกว่า 3,500 แห่ง หรือเฉลี่ยกว่า 100 แห่งต่อเดือน ตามข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรม สาเหตุหลักคือสินค้าราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้าตลาดและกดราคาจนผู้ผลิตไทยที่ไม่อาจแข่งขันได้ต้องปิดตัว
อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญผลกระทบหนักที่สุด ยอดผลิตรถยนต์ทั่วประเทศลดลง 20% ในปี 2567 ยอดขายในประเทศแตะต่ำสุดในรอบ 15 ปี ลดลง 26% Subaru หยุดผลิตในไทยปี 2567 Suzuki ตามมาในปี 2568 และบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ไทย 10-12 แห่งปิดตัวหลัง BYD เปิดโรงงาน 150,000 คันต่อปีมูลค่า 900 ล้านดอลลาร์ในระยอง สถาบัน ISEAS ประเมินว่าแรงงานกว่า 100,000 คนในอุตสาหกรรมนี้มีความเสี่ยงถูกเลิกจ้างหากไม่เร่งพัฒนาทักษะ
หนี้ครัวเรือนที่ 89% ต่อ GDP ซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์จนผู้สมัครกู้ราว 20-30% ไม่ผ่านเกณฑ์ สงครามราคาจาก EV จีนที่ตั้งราคา 250,000-500,000 บาท กดดันรถยนต์ญี่ปุ่นที่ราคาเริ่มต้น 815,000 บาทขึ้นไป ยอดขายในประเทศจึงยังไม่มีสัญญาณฟื้น
สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการ Anti-Circumvention เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าจากประเทศที่สามผลิตขึ้นจริงหรือเพียงเปลี่ยนป้ายสินค้าจีน กรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือปี 2568 ที่แผงโซลาร์จากไทยถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 375-972% หลังพบว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าจีนที่ขนส่งผ่านไทยโดยไม่มีกระบวนการผลิตจริงในประเทศ
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศว่าปี 2569 จะเป็น “ปีแห่งการบังคับใช้กฎ” โดยเน้นตรวจสอบสินค้าที่มี Local Content ต่ำและพึ่งพาวัตถุดิบจีนสูง ธุรกิจที่มีกระบวนการผลิตจริงในไทย ใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศ จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับนักลงทุนในหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ควรประเมินว่าลูกค้าหลักของ WHA และ AMATA อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงด้านนี้สูงแค่ไหน
ข้อตกลงพักรบการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ลงนามในการประชุมระดับผู้นำที่เมืองปูซาน เดือนตุลาคม 2568 กำหนดระงับการเพิ่มภาษีแบบตอบโต้ไว้จนถึง 10 พฤศจิกายน 2569 พร้อมกับ Section 301 exclusions ที่หมดอายุวันเดียวกัน ปัจจุบันภาษีสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนอยู่ที่ 35-110% รวม Section 301 และ Section 122 ขณะที่ภาษีสินค้าไทยอยู่ที่ 10% ตาม Section 122 ความได้เปรียบในช่วงว่างนี้คือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของ China+1
ตัวแปรที่ใกล้กว่านั้นคือ Section 122 สำหรับไทยที่หมดอายุ 24 กรกฎาคม 2569 USTR เสนอให้แทนที่ด้วย Section 301 ฉบับใหม่ที่จะเก็บไทย 12.5% ซึ่งยังต่ำกว่าจีนมาก แต่สูงกว่าปัจจุบัน 2.5 จุด และการพิจารณายังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นสาธารณะในต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้ภาษีตามอำนาจ IEEPA เป็นโมฆะ ซึ่งทำให้ภาษีไทยเดิม 36% ถูกยกเลิกและลดลงมาที่ 10% ในปัจจุบัน
สำหรับนักเทรด USDTHB กระแส FDI ที่ต่อเนื่องเป็นแรงหนุนระยะกลางต่อค่าเงินบาท แต่ช่วงกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2569 คือช่วงที่ต้องติดตามสัญญาณจากวอชิงตันอย่างใกล้ชิด ถ้าการเจรจาสหรัฐฯ-จีนล่มหลัง 10 พฤศจิกายน USD มักแข็งค่าและกดดัน EM ทุกสกุลรวมถึงบาท ถ้าต่อสัญญาได้ ความไม่แน่นอนลด กระแส FDI มีโอกาสเร่งตัวอีกรอบ
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดจากทั้งสองกระแสพร้อมกันคือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA และ AMATA ซึ่งมีรายได้จากทั้งการขายที่ดินให้โรงงาน China+1 และลูกค้า Data Center ที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าโรงงานทั่วไปหลายสิบเท่า กลุ่มพลังงานสะอาดและโทรคมนาคมที่เป็นทั้งผู้จัดหาพลังงานให้โรงงานและผู้ร่วมทุนใน Data Center ก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์ที่รองรับการขนส่งจากฐานการผลิตที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคืออุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมและชิ้นส่วนสำหรับเครื่องยนต์สันดาป นักลงทุนในกลุ่มนี้ควรประเมินว่าบริษัทเหล่านั้นได้เริ่มปรับตัวรองรับ Supply Chain EV แล้วหรือไม่ เพราะ BYD ที่ครองส่วนแบ่ง 40% ของตลาด EV ในไทยและ 85% ของ EV ที่ขายในไทยมาจากจีนนั้น กำลังกำหนดทิศทางของซัพพลายเชนยานยนต์ไทยทั้งระบบ
China+1 กับ Nearshoring ต่างกันอย่างไร?
Nearshoring คือการย้ายการผลิตกลับใกล้บ้าน เช่น บริษัทอเมริกาย้ายจากจีนมาเม็กซิโก ส่วน China+1 กว้างกว่า คือกระจายจากจีนโดยไม่จำเป็นต้องใกล้ประเทศต้นทาง ไทยได้ประโยชน์จาก China+1 ทั้งจากบริษัทเอเชียและยุโรปที่ต้องการฐานการผลิตใน ASEAN
เวียดนามได้เปรียบเรื่องค่าแรงที่ต่ำกว่า แต่ไทยมีความได้เปรียบด้าน Supply Chain ที่สมบูรณ์กว่า แรงงานทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง EV และ Data Center ที่ต้องการพลังงานและน้ำเพียงพอ
คือความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีสูงหากพบว่าสินค้าไทยจริงๆ แล้วเป็นสินค้าจีนที่เปลี่ยนป้าย กรณีแผงโซลาร์ที่ถูกเก็บ 375-972% เป็นตัวอย่างล่าสุด ธุรกิจที่มี Local Content จริงและ Supply Chain ในประเทศจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนใหญ่ประเมินเป็นเทรนด์ระยะ 10-15 ปี เพราะบริษัทที่ลงทุนสร้างโรงงานแล้วไม่ย้ายในระยะสั้น ตราบใดที่ส่วนต่างภาษีสหรัฐฯ ระหว่างจีนและไทยยังกว้าง China+1 จะเป็นแรงหนุนระยะยาวต่อ FDI และนิคมอุตสาหกรรมไทย
ช่วงสามเดือนข้างหน้าของปี 2569 มีตัวแปรนโยบายสำคัญสองตัวที่กำหนดทิศทางของ FDI ไทยพร้อมกัน Section 122 หมดอายุ 24 กรกฎาคมและ USTR กำลังพิจารณาแทนที่ด้วย Section 301 ที่ 12.5% และข้อตกลงพักรบสหรัฐฯ-จีนพร้อม Section 301 exclusions หมดอายุ 10 พฤศจิกายน ผลลัพธ์ของทั้งสองตัวแปรนี้จะกำหนดว่า “ส่วนต่างภาษี” ที่ขับเคลื่อน China+1 จะยังกว้างพอที่จะดึง FDI ต่อไปหรือไม่
สิ่งที่ชัดกว่าคือโครงสร้างของ FDI ที่กำลังเปลี่ยนแปลง Data Center ดึงเงินลงทุนสูงกว่ายานยนต์ 9 เท่าในปี 2568 และในไตรมาสแรกปี 2569 สัดส่วนนั้นยิ่งสูงขึ้นอีก WHA และ AMATA ได้ลูกค้า Data Center ที่ต้องการพื้นที่ 100-500 ไร่ต่อโครงการ เทียบกับโรงงานทั่วไปที่ใช้ 10-20 ไร่ รายได้ต่อไร่จึงสูงกว่าเดิมหลายเท่า
สำหรับนักเทรดและนักลงทุนที่ติดตามตลาดไทย ตัวเลข FDI รายไตรมาสจะยังดีต่อเนื่อง แต่ตัวชี้วัดที่ต้องดูควบคู่กันคือความเคลื่อนไหวของ Section 301 และสถานะการเจรจาสหรัฐฯ-จีนในครึ่งหลังของปี ทั้งสองตัวนั้นต่างหากที่จะบอกว่ากระแส China+1 ในไทยจะเร่งตัวหรือชะลอในปี 2570