เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-11
ในโลกของการลงทุนหุ้นเทคโนโลยี ไม่มีอะไรพลิกอารมณ์ตลาดได้เร็วเท่ากับวันที่งบออก
Oracle (NYSE: ORCL) คือชื่อที่นักลงทุนจับตามองอย่างใจจดใจจ่อในคืนวันที่ 10 มีนาคม 2026 หลังจากที่ราคาหุ้นร่วงลงมากกว่า 56% จากจุดสูงสุด พร้อมกับข้อกังวลเรื่องหนี้สิน กระแสเงินสดติดลบ และคดีความ Securities Fraud ที่ยังคาราคาซัง
แต่แล้ว ตัวเลขที่ออกมาก็เปลี่ยนทุกอย่างในชั่วข้ามคืน
หุ้น Oracle พุ่งขึ้น 9% ใน After Hours ทันทีที่งบออก Larry Ellison ประกาศว่านี่คือ "ไตรมาสที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ" และตัวเลขก็บอกเองว่าไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด
บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกทุกมุมของ Oracle Q3 FY2026 ทั้งด้านที่สวยงาม และด้านที่ยังต้องระวัง เพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมของ oracle หุ้น ได้อย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจใดๆ
Oracle คือบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ก่อตั้งโดย Larry Ellison เมื่อปี 1977 จุดเด่นดั้งเดิมของบริษัทคือระบบฐานข้อมูล (Database) ระดับองค์กร ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกใช้งาน
แต่ในยุคปัจจุบัน Oracle ไม่ได้เป็นแค่บริษัทฐานข้อมูลอีกต่อไป บริษัทได้แปลงตัวเองเข้าสู่สนามแข่งขันด้าน Cloud Computing และ AI Infrastructure อย่างเต็มตัว ผ่านบริการที่ชื่อว่า OCI (Oracle Cloud Infrastructure) ซึ่งกำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก AWS, Azure และ Google Cloud อย่างดุดัน
oracle คือ บริษัทที่นักลงทุนจัดให้อยู่ในกลุ่ม "Old Tech ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน" เหมือนกับ IBM หรือ Microsoft ในยุคก่อน โดย oracle stock ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะตัวเดิมพันสำคัญของกระแส AI Infrastructure
รายได้และกำไร: ชนะคาดทุกแนวรบ
Oracle รายงานรายได้รวม 17,190 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส Q3 FY2026 เติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน (Year-over-Year) ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 16,890 ล้านดอลลาร์
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุง (Adjusted EPS) อยู่ที่ 1.79 ดอลลาร์ เติบโต 21% YoY และชนะคาดที่ 1.70 ดอลลาร์อย่างชัดเจน
สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือ นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปีที่ทั้งรายได้และ EPS เติบโตพร้อมกันมากกว่า 20% ในไตรมาสเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้มาจากการตัดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการขยายธุรกิจจริงๆ
Cloud Infrastructure: ดาวเด่นที่โตเร็วที่สุด
หากจะบอกว่าอะไรคือหัวใจของงบรอบนี้ คำตอบคือ Cloud Infrastructure หรือที่เรียกว่า IaaS (Infrastructure as a Service)
รายได้ Cloud IaaS อยู่ที่ 4,900 ล้านดอลลาร์ เติบโต 84% YoY ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ "ดี" แต่เป็นตัวเลขที่แม้แต่ผู้ที่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับ oracle หุ้น ก็ยังแปลกใจ
Cloud SaaS (Software as a Service) อยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์ เติบโต 13% รวมรายได้ Cloud ทั้งหมดอยู่ที่ 8,900 ล้านดอลลาร์ เติบโต 44%
RPO: ตัวเลขที่บอกอนาคต
RPO (Remaining Performance Obligation) หรือมูลค่าสัญญาที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้ พุ่งขึ้นไปที่ 553,000 ล้านดอลลาร์ เติบโต 325% YoY และเพิ่มขึ้น 30,000 ล้านดอลลาร์จากไตรมาสก่อนหน้า
ตัวเลขนี้คือ "ท่อส่งรายได้ในอนาคต" ที่บอกว่า Oracle มีออเดอร์รออยู่มหาศาล
Oracle ให้ Guidance สำหรับไตรมาส Q4 ไว้อย่างแข็งแกร่ง
รายได้รวม Q4: เติบโต 19-21% YoY คิดเป็นประมาณ 18,930–19,240 ล้านดอลลาร์
Cloud Revenue Q4: เติบโต 46-50% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 44% ของ Q3
Adjusted EPS Q4: 1.96–2.00 ดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.93 ดอลลาร์
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการปรับเป้าหมายรายได้ปีการเงิน FY2027 ขึ้นจาก 86,000 ล้านดอลลาร์เป็น 90,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริหารว่า Cloud และ AI จะโตเกินกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
ประเด็นที่นักลงทุนติดตามมาโดยตลอดคือแผนลงทุนขนาดใหญ่ 50,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้าง Data Center รองรับ AI
อัปเดตล่าสุดคือ Oracle ระดมทุนได้แล้ว 30,000 ล้านดอลลาร์ จากเป้า 50,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านหุ้นกู้ประเภท Investment-grade และ Mandatory Convertible Preferred Stock โดยมียอดจองซื้อสูงเป็นประวัติการณ์แบบ Oversubscribed
จุดสำคัญที่นักลงทุนโล่งใจคือ Oracle ยังไม่ได้ขายหุ้นสามัญเพิ่มในตลาด ซึ่งหมายความว่าสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมไม่ถูกเจือจาง (Dilution)
สิ่งที่ผู้บริหาร Oracle พูดในงาน Earnings Call มักบอกอะไรได้มากกว่าตัวเลขในงบ ลองมาดูประเด็นสำคัญ
เรื่อง AI Demand: ผู้บริหารระบุว่าความต้องการ Cloud Computing สำหรับ AI นั้นโตเร็วกว่า Supply ที่มีอยู่ แปลง่ายๆ คือ Oracle สร้าง Data Center ไม่ทันความต้องการ ไม่ใช่ขายไม่ได้
เรื่องกำลังการผลิต: กำลังการผลิตที่ส่งมอบในปัจจุบันทั้งหมดถูกจองล่วงหน้าในราคาที่ทำกำไรได้ดีแล้ว นั่นหมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่อง Idle Capacity หรือการสร้างแล้วไม่มีคนใช้
เรื่อง AI กับการพัฒนาซอฟต์แวร์: Oracle ใช้ AI ลดต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในองค์กรเอง โดยปรับโครงสร้างทีมพัฒนาให้เล็กลงแต่ผลิตผลสูงขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ส่งผลบวกต่อ Operating Margin โดยตรง
เรื่อง Sovereign Cloud (คลาวด์สำหรับรัฐบาล): Oracle กำลังขาย Full-stack Cloud ให้รัฐบาลทั่วโลก ซึ่งเป็นตลาดที่มีสัญญายาว กำไรดี และมีการแข่งขันน้อยกว่าตลาดเอกชน
แม้ตัวเลขจะสวยงาม แต่ในฐานะนักลงทุนที่มีวินัย เราต้องมองให้ครบทั้งสองด้าน
1. Free Cash Flow ยังเป็นคำถาม
ไตรมาสก่อนหน้า Free Cash Flow ติดลบ 10,000 ล้านดอลลาร์ แม้ Operating Cash Flow (LTM) จะอยู่ที่ 23,500 ล้านดอลลาร์และเติบโต 13% แต่นักลงทุนยังต้องติดตามตัวเลข FCF รายไตรมาสอย่างใกล้ชิด เพราะ Capex ยังสูงมาก
2. Capex/Revenue สูงผิดปกติ
Capex ปีการเงิน FY2026 อยู่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สูงกว่า Hyperscaler รายอื่นทุกเจ้า ถ้าความต้องการ AI ชะลอตัวลง เงินก้อนนี้อาจกลายเป็นภาระหนักแทน
3. RPO พึ่งลูกค้าไม่กี่ราย
มูลค่า RPO 553,000 ล้านดอลลาร์ฟังดูน่าประทับใจ แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ลูกค้าไม่กี่รายหลักอย่าง Meta, NVIDIA และ OpenAI ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของรายได้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
4. CDS พุ่งสูงขึ้น 3 เท่า
CDS (Credit Default Swap) หรือตัวชี้วัดความเสี่ยงด้านเครดิต ของ Oracle พุ่งขึ้นถึง 3 เท่านับตั้งแต่กันยายน 2025 สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้มองว่าความเสี่ยงในการกู้ยืมของ Oracle เพิ่มสูงขึ้น แม้จะยัง Oversubscribed อยู่ก็ตาม
5. คดี Securities Fraud
Oracle ถูกฟ้องร้องในคดี Securities Fraud เมื่อกุมภาพันธ์ 2026 และยังไม่มีข้อสรุป คดีนี้อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในอนาคต
6. Stargate ขยายตัวชะงัก?
มีรายงานว่าการเจรจาขยายโปรเจกต์ Stargate เริ่มหยุดชะงัก แม้สัญญาหลัก 4.5 GW ยังคงอยู่ แต่ถ้าส่วนขยายไม่เกิดขึ้น RPO ในอนาคตอาจไม่เติบโตเท่าที่ผู้บริหารคาดไว้
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ oracle stock มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในช่วงถัดไป ได้แก่
Free Cash Flow รายไตรมาส ถ้าเริ่มกลับเป็นบวก คือสัญญาณที่ดีที่สุด
RPO Conversion Rate 553,000 ล้านดอลลาร์จะแปลงเป็นรายได้จริงเร็วแค่ไหน
OCI Capacity 147 Regions ที่เปิดแล้ว กับอีก 64 ที่กำลังสร้าง จะเสร็จตามแผนมั้ย
Stargate Progress โปรเจกต์ขยายตัวต่อไปได้หรือไม่
Debt Level หนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ในไตรมาส Q4
Sovereign Cloud Deals สัญญารัฐบาลใหม่ๆ จะเข้ามาเพิ่มเติมอีกมั้ย
Oracle คือบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญด้านฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์องค์กร และ Cloud Infrastructure ปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจ AI Cloud ผ่านบริการ OCI ที่แข่งขันกับ AWS, Azure และ Google Cloud
เพราะผลประกอบการ Q3 FY2026 ชนะการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทุกตัว ทั้งรายได้ กำไร และ Guidance ไตรมาสถัดไป รวมถึงการปรับเป้าหมายรายได้ FY2027 ขึ้นเป็น 90,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก
RPO (Remaining Performance Obligation) คือมูลค่าสัญญาที่ลูกค้าตกลงซื้อบริการแล้ว แต่ Oracle ยังไม่ได้รับรู้เป็นรายได้ ยิ่ง RPO สูง ยิ่งหมายความว่า "ท่อส่งรายได้ในอนาคต" ใหญ่มาก แต่ต้องระวังว่าส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าไม่กี่ราย
Oracle stock มีลักษณะเป็นหุ้น High Growth ที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีหนี้มาก จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ มีระยะเวลาการลงทุนยาว และเข้าใจโมเดลธุรกิจ Cloud/AI Infrastructure เป็นอย่างดี ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยของเงินต้นสูง
Oracle พิสูจน์ตัวเองได้อย่างน่าประทับใจในไตรมาสนี้ ตัวเลขทุกบรรทัดสวยงาม ทั้งรายได้ กำไร และ Guidance ล้วนชนะคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ การที่ Cloud IaaS โต 84% ในไตรมาสเดียวคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า Oracle ไม่ได้แค่ "อยู่รอด" ในยุค AI แต่กำลัง "ผงาด" ขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในตลาดนี้
แต่คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า "งบดีไหม?" เพราะทุกคนเห็นแล้วว่าดีมาก คำถามที่แท้จริงคือ "ความเร็วในการเปลี่ยน RPO เป็นรายได้จริง จะเร็วพอที่จะจ่ายคืนหนี้ก้อนใหญ่ได้ไหม?"
ถ้าทำได้ oracle หุ้น มีโอกาสวิ่งต่อได้อีกมาก ถ้าทำได้ช้า ภาระหนี้จะกดดันราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ