เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-11
ทฤษฎี Elliott Wave เป็นวิธีการวิเคราะห์ตลาดโดยการระบุรูปแบบคลื่นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในการเคลื่อนไหวของราคา ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ราคาเคลื่อนไหวเป็นคลื่นเนื่องจากอารมณ์ของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างความมองโลกในแง่ดี ความสงสัย ความกลัว และความโลภ

วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำความเข้าใจทฤษฎี Elliott Wave คือการนึกถึงตลาดที่มักเคลื่อนไหวเป็นห้าคลื่นในทิศทางหลัก ตามด้วยสามคลื่นในทิศทางตรงกันข้าม รูปแบบนี้มักแสดงเป็น 1-2-3-4-5 แล้วตามด้วย ABC
ทฤษฎี Elliott Wave ให้กรอบการทำงานแก่นักเทรดในการอ่านโครงสร้างตลาดและจุดเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นได้
ทฤษฎี Elliott Wave พื้นฐานมีสองส่วน คือ การเคลื่อนไหวแบบแรงกระตุ้นและการปรับตัว การเคลื่อนไหวแบบแรงกระตุ้นมีห้าคลื่นที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลัก
คลื่นลูกที่ 1: แนวโน้มใหม่เริ่มต้นขึ้น แต่เทรดเดอร์หลายคนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับแนวโน้มนี้
คลื่นลูกที่ 2: ราคาปรับตัวลงหลังจากเคลื่อนไหวครั้งแรก
คลื่นลูกที่ 3: โดยทั่วไปแล้วคลื่นลูกนี้แข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากมีเทรดเดอร์เข้าร่วมแนวโน้มมากขึ้น
คลื่นที่ 4: ราคาทรงตัวหรือปรับตัวลงหลังจากเคลื่อนไหวอย่างแข็งแกร่ง
คลื่นลูกที่ 5: การผลักดันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์ที่เข้ามาทีหลังเข้าสู่แนวโน้ม
หลังจากคลื่นทั้งห้าลูก ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงปรับฐาน โดยปกติการปรับฐานจะมีสามคลื่น ได้แก่ A, B และ C คลื่น A เป็นการเคลื่อนไหวสวนทางกับแนวโน้ม คลื่น B เป็นการดีดตัวขึ้นระยะสั้น และคลื่น C เป็นการสิ้นสุดการปรับฐาน

นักลงทุนใช้ทฤษฎี Elliott Wave เพื่อวิเคราะห์ว่าตลาดอยู่ในช่วงใดของแนวโน้มหรือการปรับฐานครั้งใหญ่
ทฤษฎี Elliott Wave ช่วยให้เทรดเดอร์ตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์ได้ เช่น ตลาดกำลังเริ่มต้นแนวโน้มใหม่หรือไม่? การเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงการปรับตัวลงหรือไม่? แนวโน้มเริ่มแออัดแล้วหรือยัง? ราคาอาจใกล้ถึงจุดปรับฐานหรือไม่? นี่ทำให้ทฤษฎี Elliott Wave มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจช่วงต่างๆ ของตลาด ช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นสิ่งที่อยู่เหนือการเคลื่อนไหวของราคาแบบสุ่ม
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรใช้การวิเคราะห์คลื่นเอลเลียตเพียงอย่างเดียว พวกเขามักจะนำการวิเคราะห์นี้มาผสมผสานกับการวิเคราะห์เส้นแนวโน้ม ระดับฟิโบนาชชี แนวรับและแนวต้าน การเคลื่อนไหวของราคา และการบริหารความเสี่ยง
ทฤษฎี Elliott Wave มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวิธีคิดและการกระทำของกลุ่มคนในตลาด
เมื่อแนวโน้มเริ่มขึ้น เทรดเดอร์หลายคนรู้สึกไม่แน่ใจ เมื่อราคาสูงขึ้นหรือลดลง ผู้คนก็จะเริ่มมั่นใจมากขึ้น และมีเทรดเดอร์เข้าร่วมมากขึ้น ทำให้แนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น จนกระทั่งถึงคลื่นลูกสุดท้าย อารมณ์อาจพุ่งสูงเกินไป และตลาดอาจพร้อมที่จะปรับตัวลง
ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎี Elliott Wave จึงไม่ใช่แค่การวาดคลื่นบนกราฟเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมของเทรดเดอร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแต่ละช่วงของตลาดด้วย
เทรดเดอร์หลายคนที่ใช้ทฤษฎี Elliott Wave มักใช้ระดับการย้อนกลับและการขยายตัวของฟิโบนาชี่ด้วยเช่นกัน
ระดับ Fibonacci retracement สามารถช่วยประเมินได้ว่าการปรับฐานอาจจะไปไกลแค่ไหน ส่วนระดับ Fibonacci extension สามารถช่วยระบุเป้าหมายที่เป็นไปได้สำหรับคลื่นลูกถัดไป
ตัวอย่างเช่น คลื่นที่ 2 อาจดึงกลับบางส่วนของคลื่นที่ 1 ในขณะที่คลื่นที่ 3 อาจเคลื่อนตัวไปไกลกว่าการเคลื่อนไหวครั้งก่อนมาก
ระดับเหล่านี้ไม่ใช่ระดับที่สมบูรณ์แบบ ใช้เป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่กฎตายตัว เทรดเดอร์ควรตรวจสอบความถูกต้องกับโครงสร้างตลาดและการควบคุมความเสี่ยงเสมอ
ทฤษฎี Elliott Wave มีหลักเกณฑ์มากมาย แต่สำหรับผู้เริ่มต้นควรเน้นที่กฎหลักสามข้อ:
คลื่นลูกที่ 2 ไม่ควรเคลื่อนตัวเลยจุดเริ่มต้นของคลื่นลูกที่ 1 ไป
โดยปกติแล้วคลื่นที่ 3 จะไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุดในบรรดาคลื่นที่ 1, 3 และ 5
ในรูปแบบคลื่นแรงกระตุ้นมาตรฐาน คลื่นที่ 4 ไม่ควรทับซ้อนกับช่วงราคาของคลื่นที่ 1
กฎเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการฝืนนับคลื่นที่ไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาเห็นบนกราฟ
จุดอ่อนสำคัญของทฤษฎี Elliott Wave คือความเป็นอัตวิสัย นักลงทุนสองคนอาจดูแผนภูมิเดียวกันและนับคลื่นในวิธีที่แตกต่างกัน
สิ่งนี้อาจทำให้ผู้เริ่มต้นสับสนได้ หากพวกเขาคิดว่าทฤษฎีนี้เป็นเครื่องมือทำนายที่สมบูรณ์แบบ ตลาดอาจเคลื่อนไหวไปไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้ กลับตัว หรือทรงตัวนานกว่าที่ผู้คนคาดคิด
การใช้ทฤษฎี Elliott Wave เป็นแนวทางในการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดนั้นปลอดภัยกว่า มันสามารถช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการตั้งจุดตัดขาดทุน การกำหนดขนาดตำแหน่ง หรือแผนการซื้อขายที่ชัดเจน

ระดับฟิโบนาชี่ (Fibonacci Retracement): เครื่องมือที่เทรดเดอร์ใช้ในการประเมินพื้นที่ที่อาจมีการปรับตัวลงระหว่างช่วงแนวโน้ม
ส่วนขยายฟิโบนาชี่ : เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป้าหมายราคาที่เป็นไปได้นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน
การวิเคราะห์ทางเทคนิค : การศึกษาแผนภูมิราคา รูปแบบ และตัวชี้วัดต่างๆ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของตลาด
แนวโน้ม : ทิศทางโดยรวมของการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้น ขาลง หรือทรงตัว
การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา : การศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาโดยตรง ซึ่งมักไม่พึ่งพาตัวชี้วัดมากนัก
การจัดการความเสี่ยง : กระบวนการควบคุมความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นก่อนและระหว่างการซื้อขาย
ทฤษฎี Elliott Wave สามารถช่วยให้ผู้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มและการปรับฐานได้ แต่ในตอนแรกอาจดูยาก เทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยรูปแบบคลื่น 5 ลูกและ 3 ลูกพื้นฐานก่อนที่จะก้าวไปสู่แนวคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น
ไม่ ทฤษฎี Elliott Wave ไม่สามารถทำนายตลาดได้อย่างแน่นอน แต่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาได้ เนื่องจากการนับคลื่นอาจเปลี่ยนแปลงได้ เทรดเดอร์จึงควรใช้ทฤษฎีนี้ควบคู่ไปกับเครื่องมืออื่นๆ และการบริหารความเสี่ยงที่ดี
รูปแบบพื้นฐานประกอบด้วยคลื่นห้าลูกที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับแนวโน้มหลัก ตามด้วยคลื่นแก้ไขสามลูกที่เคลื่อนไหวสวนทางกับแนวโน้มหลัก โดยปกติจะเขียนเป็น 1-2-3-4-5 แล้วตามด้วย ABC
นักลงทุนใช้ระดับ Fibonacci เพื่อคาดเดาว่าการปรับตัวลงและเป้าหมายอาจอยู่ที่ใดในรูปแบบคลื่น ตัวอย่างเช่น การปรับฐานอาจหยุดอยู่ใกล้ระดับ Fibonacci retracement ในขณะที่คลื่นแนวโน้มอาจไปถึงระดับ Fibonacci extension
ทฤษฎี Elliott Wave เป็นวิธีการศึกษาตลาดโดยการมองหารูปแบบคลื่นที่ซ้ำกัน แนวคิดหลักคือ ตลาดมักเคลื่อนไหวเป็นคลื่นห้าลูกตามแนวโน้ม จากนั้นเป็นคลื่นสามลูกสวนทางกับแนวโน้ม
ทฤษฎี Elliott Wave มีประโยชน์เพราะแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างของตลาดทำงานอย่างไร ช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นแนวโน้ม การดึงกลับ และการแก้ไขได้ง่ายขึ้น แต่เนื่องจากการนับคลื่นเป็นเรื่องอัตวิสัย ทฤษฎีนี้จึงควรใช้เป็นแนวทางมากกว่าเป็นการคาดการณ์ที่แน่นอน