เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-12
Historical Volatility วัดว่าราคาของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดเมื่อเวลาผ่านไป ช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุได้ว่าตลาดมีความสงบ นิ่ง หรือคาดเดาไม่ได้ในช่วงเวลาที่กำหนด
เมื่อราคาหุ้น คู่สกุลเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์มีการขึ้นลงอย่างมาก แสดงว่ามี Historical Volatility สูง แต่หากราคาอยู่ในช่วงแคบๆ Historical Volatility ก็จะต่ำ

ในการคำนวณ Historical Volatility คุณจะต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงราคาในอดีตในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 10, 30 หรือ 90 วัน หรือแม้แต่หนึ่งปี
ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปคือ ความผันผวนย้อนหลัง 30 วัน ซึ่งจะดูว่าราคามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดในช่วง 30 วันทำการที่ผ่านมา
ความผันผวนในอดีตมักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างเช่น หากความผันผวนในอดีตของหุ้นอยู่ที่ 25% หมายความว่าราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนนั้นในแต่ละปี
คุณไม่จำเป็นต้องคำนวณความผันผวนในอดีตด้วยตนเอง แพลตฟอร์มการซื้อขาย เครื่องมือสร้างกราฟ และผู้ให้บริการข้อมูลส่วนใหญ่จะคำนวณให้คุณแล้ว
Historical Volatility ที่สูงหมายความว่าราคาได้เคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางในอดีต ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงการประกาศผลประกอบการ การตัดสินใจของธนาคารกลาง ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตื่นตระหนกในตลาด หรือแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
Historical Volatility ที่สูงอาจทำให้เทรดเดอร์มีโอกาสในการเทรดมากขึ้น เนื่องจากราคาเคลื่อนไหวบ่อยขึ้น แต่ก็หมายความว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นเช่นกัน ตลาดอาจเคลื่อนไหวสวนทางกับคุณอย่างรวดเร็ว คำสั่งหยุดขาดทุนอาจถูกเรียกใช้เร็วกว่าปกติ และคุณอาจต้องใช้ขนาดตำแหน่งที่เล็กลง
เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง คุณจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น
Historical Volatility ที่ต่ำหมายความว่าราคามีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงที่แคบกว่า สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงตลาดที่เงียบสงบ ช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำ การซื้อขายแบบทรงตัว หรือการรวมตัวก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กว่า
ความผันผวนในอดีตที่ต่ำอาจทำให้ตลาดดูสงบลง แต่ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงออกไปทั้งหมด บางครั้ง ตลาดที่เงียบสงบก็กลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อมีข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้น
สำหรับผู้เริ่มต้น ประเด็นสำคัญนั้นง่ายมาก: ความผันผวนต่ำหมายความว่าการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงที่ผ่านมามีขนาดเล็กกว่า ไม่ได้หมายความว่าตลาดปลอดภัยโดยสมบูรณ์
Historical Volatility เป็นการมองย้อนกลับไป โดยวัดว่าราคาได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
ความผันผวนโดยนัยเป็นการมองไปข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่าตลาดออปชั่นคาดการณ์ว่าจะมีการเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใดในอนาคต
ตัวอย่างเช่น หุ้นอาจมีความผันผวนในอดีตต่ำ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวอย่างสงบในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หากมีการประกาศผลประกอบการในเร็วๆ นี้ ความผันผวนโดยนัยอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอนาคต
ความแตกต่างง่ายๆ คือ Historical Volatility แสดงถึงการเคลื่อนไหวในอดีต ส่วนความผันผวนโดยนัยสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คาดการณ์ไว้ในอนาคต

Historical Volatility และช่วงราคาเฉลี่ยที่แท้จริง (Average True Range หรือ ATR) ต่างก็ใช้วัดความผันผวน แต่แสดงผลแตกต่างกัน ATR แสดงช่วงราคาเฉลี่ยในหน่วยของสินทรัพย์นั้นๆ เช่น ดอลลาร์ พิป หรือพอยต์ ในขณะที่ความผันผวนในอดีตมักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น ATR อาจบ่งชี้ว่าราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงประมาณ 3 ดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่ความผันผวนในอดีตอาจแสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นมีความผันผวนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 30%
โดยทั่วไปแล้ว ATR จะง่ายกว่าสำหรับการวางแผนการตั้งจุดตัดขาดทุน ความผันผวนในอดีตมีประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวและความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ
นักลงทุนใช้ข้อมูลความผันผวนในอดีตเพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดนั้นมีความคึกคักหรือมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ข้อมูลนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบสินทรัพย์ ปรับขนาดตำแหน่งการลงทุน วางแผนจุดตัดขาดทุน และหลีกเลี่ยงการมองทุกตลาดในลักษณะเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น หุ้นที่มีความผันผวนต่ำและหุ้นที่มีความผันผวนสูงไม่ควรใช้แผนบริหารความเสี่ยงเดียวกันเสมอไป สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงกว่าอาจต้องการขนาดการลงทุนที่เล็กกว่าหรือการตั้งจุดตัดขาดทุนที่กว้างกว่า
ความผันผวนในอดีตช่วยให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับการเคลื่อนไหวของราคาในลักษณะที่สินทรัพย์นั้น ๆ ได้แสดงให้เห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้
ความผันผวนโดยนัย (Implied Volatility) : วัดว่าตลาดออปชั่นคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตมากน้อยเพียงใด
ดัชนีความผันผวน : ตัวชี้วัดตลาดที่สะท้อนถึงความผันผวนที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความกลัวหรือความไม่แน่นอนของนักลงทุน
การจัดการความเสี่ยง : กระบวนการควบคุมความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นก่อนและระหว่างการซื้อขาย
คำสั่ง Stop Loss : คำสั่งที่ใช้ปิดการซื้อขายเมื่อราคาแตะระดับขาดทุนที่กำหนดไว้
Drawdown : มูลค่าบัญชีลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า
มูลค่าความเสี่ยง (Value at Risk) : ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ประเมินความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด
ไม่ครับ Historical Volatility ไม่ได้ทำนายว่าราคาจะขึ้นหรือลง มันเป็นเพียงการวัดว่าราคาเคลื่อนไหวไปมากน้อยแค่ไหนในอดีต นักลงทุนใช้มันเพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อคาดการณ์ทิศทาง
Historical Volatility ที่สูงหมายความว่าสินทรัพย์นั้นเคยมีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างมากในอดีต ซึ่งอาจสร้างโอกาสในการซื้อขายมากขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน เพราะราคาอาจเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วสวนทางกับสถานะการลงทุน
Historical Volatility ที่ต่ำหมายความว่าราคามีการเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบกว่า ตลาดอาจสงบกว่า แต่ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง ความผันผวนต่ำอาจเกิดขึ้นก่อนการทะลุแนวต้านครั้งใหญ่หรือการเคลื่อนไหวที่ได้รับแรงหนุนจากข่าว
Historical Volatility พิจารณาการเคลื่อนไหวของราคาในอดีต ในขณะที่ความผันผวนโดยนัยสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คาดการณ์ไว้ในอนาคต ซึ่งโดยทั่วไปได้มาจากราคาออปชั่น Historical Volatilityบอกให้เทรดเดอร์ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว ในขณะที่ความผันผวนโดยนัยแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ตลาดอาจคาดหวัง
Historical Volatility เป็นการวัดว่าราคาของสินทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดในอดีต ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าตลาดอยู่ในภาวะสงบ นิ่ง หรือไม่มั่นคง
Historical Volatility มีประโยชน์เพราะบ่งชี้ว่าตลาดมีความเสี่ยงหรือผันผวนมากน้อยเพียงใดในช่วงที่ผ่านมา มันไม่ได้ทำนายทิศทาง แต่สามารถช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบสินทรัพย์ ปรับขนาดตำแหน่ง และวางแผนบริหารความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น