เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-06
ทุกครั้งที่ตะวันออกกลางเดือด ตลาดการเงินทั่วโลกก็สั่นคลอนตาม และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 6 ของสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ราคาน้ำมัน WTI (West Texas Intermediate หรือน้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐฯ) พุ่งขึ้นถึง 8.5% ในวันเดียว ปิดที่ราวๆ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่โลกไม่เคยเห็นมานานถึง 20 เดือน
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามตลาดการเงิน นี่ไม่ใช่แค่ข่าวราคาน้ำมันขึ้น แต่มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดโลกกำลังปรับมุมมองใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หุ้น และพันธบัตร
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ว่าทำไมราคาน้ำมันถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไรและมันสำคัญแค่ไหน ไปจนถึงผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสิ่งที่นักลงทุนควรรู้เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้

ราคาน้ำมัน (Oil Price) คือมูลค่าของน้ำมันดิบต่อหน่วยปริมาณ โดยทั่วไปวัดเป็น ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (1 บาร์เรล = ประมาณ 159 ลิตร) ซึ่งในตลาดโลกมีน้ำมันดิบอ้างอิงหลักอยู่ 2 ประเภท ได้แก่
WTI (West Texas Intermediate) คือน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ที่ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับตลาดน้ำมันในทวีปอเมริกา มีคุณภาพสูง คัดกรองง่าย เหมาะสำหรับการกลั่นเป็นน้ำมันเบนซิน
Brent คือน้ำมันดิบจากทะเลเหนือ ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงสำหรับตลาดยุโรปและเอเชีย โดยทั่วไป Brent จะมีราคาสูงกว่า WTI เล็กน้อย
ราคาน้ำมันไม่ใช่แค่ต้นทุนของการเติมน้ำมันรถ มันเชื่อมโยงกับเกือบทุกส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่งสินค้า ราคาปุ๋ยสำหรับเกษตรกร ต้นทุนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงราคาตั๋วเครื่องบิน เมื่อน้ำมันแพงขึ้น สินค้าและบริการเกือบทุกอย่างก็แพงขึ้นตาม และนั่นคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Inflationary Pressure)"
หัวใจของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ช่องแคบระหว่างอิหร่านและโอมานที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย ตัวเลขที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ในปี 2568 น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวมกันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องผ่านจุดนี้ คิดเป็นประมาณ 20% ของน้ำมันทั้งโลก ไม่มีเส้นทางอื่นที่สามารถรองรับปริมาณมหาศาลขนาดนี้ได้แทน
เมื่อสงครามทำให้เรือบรรทุกน้ำมันไม่กล้าแล่นผ่าน ข้อมูลจากระบบติดตามเรือของ Bloomberg พบว่าการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบนี้ลดลงมากกว่า 95% ตลาดจึงตอบสนองทันทีด้วยการดันราคาน้ำมันขึ้น เพราะอุปทาน (Supply) กำลังจะหายไปจากตลาดโลกจำนวนมหาศาล
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในวันที่ 6 ของความขัดแย้งนี้คือ "มุมมองของตลาด" ก่อนหน้านี้ นักลงทุนยังหวังว่าความขัดแย้งจะยุติเร็ว แต่พอถึงวันนี้ ตลาดเริ่มยอมรับว่ามันอาจจะไม่จบในเร็ววัน
ผลที่ตามมาในตลาดน้ำมัน:
WTI พุ่ง 8.5% ปิดที่ราว 81 ดอลลาร์/บาร์เรล ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2567
Brent ขึ้น 4.9% ปิดเหนือ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล
WTI ขึ้นเร็วกว่า Brent เนื่องจากนักเทรดมองว่าน้ำมันจากสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านการขนส่งน้อยกว่า
นอกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีปัจจัยกดดันอื่นที่ช่วยดันราคาขึ้น ได้แก่ จีนสั่งให้โรงกลั่นรายใหญ่หยุดส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ ญี่ปุ่นขอให้รัฐบาลปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) คูเวตลดอัตราการกลั่น และยุโรปเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นกว่า 40% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น
เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง สิ่งที่ตามมาในทันทีคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และเมื่อเงินเฟ้อกลับมา ธนาคารกลาง (Fed) ก็จะลดดอกเบี้ยได้น้อยลงหรือช้าลง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรปั่นป่วนพร้อมกัน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และโลก ปิดลบ
S&P 500 ปิดลบ 0.6%
Dow Jones ลบ 1.6%
Nasdaq 100 ลบ 0.3%
MSCI World (ดัชนีตลาดหุ้นโลก) ลบ 0.6%
กลุ่มชิปเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ร่วงถึง 1.2% โดยมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากข่าวสหรัฐฯ เตรียมออกกฎควบคุมการส่งออกชิป AI
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-Year Treasury Yield) ปรับขึ้น 3 basis points (หน่วยฐาน คือ 0.01%) มาอยู่ที่ 4.13% นี่คือการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 แล้ว
ทำไม bond yield ถึงขึ้นเมื่อน้ำมันแพง? เหตุผลคือ เมื่อน้ำมันแพง → เงินเฟ้อสูง → Fed ลดดอกเบี้ยได้น้อยลง → ผลตอบแทนพันธบัตรที่ต้องการสูงขึ้น ดังนั้นราคาพันธบัตรจึงตก และ yield ก็ขึ้น
ตลาด swap ปรับการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed ลงเหลือน้อยกว่า 40 basis points ตลอดทั้งปี จากเดิมที่คาดไว้ 60 basis points เมื่อสัปดาห์ก่อน
Bitcoin ร่วง 2.8% มาอยู่ที่ 71,300 ดอลลาร์
Ethereum ลบ 2.7% มาที่ 2,093 ดอลลาร์
ทองคำ ลบ 1.3% มาที่ 5,075 ดอลลาร์/ออนซ์ (ผิดปกติที่ทองคำตก เพราะค่าดอลลาร์แข็งค่าดึงดูดเงินทุนแทน)
ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 0.4%
เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 0.3% มาที่ 157.48 เยน/ดอลลาร์
JPMorgan ออกมาวิเคราะห์ว่า ตัวเลขการจ้างงาน (Payrolls) ที่จะประกาศในวันศุกร์นั้น "ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งดี" เพราะถ้าตัวเลขอ่อนแอ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ Stagflation นั่นคือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นฝันร้ายของนักลงทุนเพราะ Fed ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่ได้ เพราะมันจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อแย่ลง
Morgan Stanley เตือนว่าน้ำมันแพงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นหุ้นกับพันธบัตรร่วงพร้อมกัน เหมือนกับช่วงปี 2564-2566 ที่ทั้งสองสินทรัพย์ถูกขายพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นสภาวะที่กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมทำงานได้ไม่ดี
Tom Barkin ประธาน Fed สาขา Richmond ระบุว่า Fed จะรอดูก่อนว่าผลกระทบจากสงครามจะยาวนานแค่ไหน แล้วค่อยตัดสินใจตอบสนอง
Chris Senyek จาก Wolfe Research มองในแง่ดีว่า ถ้าความขัดแย้งจบในไม่กี่สัปดาห์ ราคา Brent น่าจะกลับมาแถว 65 ดอลลาร์ตาม forward curve แต่ถ้าน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง แรงกดดันขาขึ้นต่อ bond yield จะยังมีอยู่
รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้นิ่งเฉย มีหลายแนวทางที่กำลังพิจารณาอยู่:
1. การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR - Strategic Petroleum Reserve) เป็นทางเลือกที่อาจทำร่วมกับประเทศพันธมิตรเพื่อให้ได้ผลสูงสุด แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดใช้จริง
2. การยกเว้นข้อกำหนดการผสมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel-Blending Requirements) ช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันในประเทศได้ในระยะสั้น
3. กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าซื้อขาย Oil Futures โดยตรง ถ้าทำจริงจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ อยู่ในฐานะพิเศษที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก
4. คุ้มครองการประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมัน OPIC (US International Development Finance Corporation) อาจค้ำประกันประกันภัยให้เรือบรรทุกน้ำมัน พร้อมกับการคุ้มกันทางทหาร
Doug Burgum รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า "สหรัฐฯ สามารถรับความเสี่ยงบางส่วนเพื่อให้มั่นใจว่าพันธมิตรได้รับน้ำมันเพียงพอ เพราะเรามีทั้งพลังทางการเงินและพลังทางกองทัพ"
นอกจากราคาน้ำมัน ยังมีข่าวสำคัญที่กดตลาดพร้อมกัน นั่นคือสหรัฐฯ กำลังพิจารณาออกกฎระเบียบให้บริษัทต้องขอ "ใบอนุญาตส่งออก (Export License)" ก่อนส่งชิป AI ไปยังประเทศใดก็ตามทั่วโลก แม้แต่ประเทศพันธมิตร
โดยกฎระเบียบนี้ถ้าบังคับใช้จริงจะส่งผลให้ Nvidia ร่วง 1.9% และ AMD ร่วง 2.3% ในระหว่างวัน
จุดประสงค์ของรัฐบาลทรัมป์คือการให้สหรัฐฯ ใช้ชิปเป็น "เครื่องมือต่อรอง" ในการกำหนดกฎเกณฑ์การพัฒนา AI ระดับโลก ซึ่งอาจถูกใช้ควบคู่กับนโยบายภาษี
คำถาม 1: ถ้าราคาน้ำมันยังสูง นักลงทุนควรย้ายไปถือสินทรัพย์อะไร?
เมื่อน้ำมันแพงและเงินเฟ้อสูง ประวัติศาสตร์บอกว่าสินทรัพย์ที่มักได้ประโยชน์ ได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงาน (บริษัทน้ำมัน ก๊าซ) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) และพันธบัตรระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาปัจจัยของแต่ละบุคคลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
คำถาม 2: Stagflation คืออะไร และน่ากลัวแค่ไหน?
Stagflation คือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagnation) พร้อมกับมีเงินเฟ้อสูง (Inflation) ซึ่งน่ากลัวเพราะธนาคารกลางแก้ไขได้ยาก ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินเฟ้อก็จะยิ่งสูง แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็จะยิ่งทรุด โลกเคยเผชิญ Stagflation ครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อน้ำมันโอเปกถูกปิดกั้น
คำถาม 3: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นนานแค่ไหน ราคาน้ำมันจะสูงแค่ไหน?
ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงครามและการเจรจา นักวิเคราะห์อย่าง Chris Senyek จาก Wolfe Research ชี้ว่า ถ้าความขัดแย้งจบในไม่กี่สัปดาห์ ราคา Brent น่าจะกลับสู่แถว 65 ดอลลาร์ แต่ถ้ายืดเยื้อ แรงกดดันขาขึ้นยังมีอีกมาก
คำถาม 4: Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq 100 ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสามคือดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ แต่มีจุดเน้นต่างกัน Dow Jones ติดตามหุ้นบริษัทใหญ่ 30 แห่ง เน้นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม S&P 500 ติดตามหุ้น 500 บริษัทใหญ่ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้กว้างกว่า ส่วน Nasdaq 100 เน้นบริษัทเทคโนโลยี ทำให้ไวต่อข่าวด้านเทคและชิปมากเป็นพิเศษ
วันที่ 6 ของสงครามอิหร่านไม่ได้แค่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งนิวไฮรอบ 20 เดือน แต่มันคือจุดที่ตลาดโลกยอมรับว่าความขัดแย้งนี้อาจไม่จบง่ายๆ ผลกระทบที่ตามมาคือ โดมิโนที่ล้มต่อเนื่อง ตั้งแต่ราคาน้ำมัน → เงินเฟ้อ → ดอกเบี้ย → ตลาดหุ้น → พันธบัตร → สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องทำในช่วงเวลาแบบนี้คือ ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์กลัว แต่ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกันอย่างไร และมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ในความผันผวน
ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกเปิดโอกาสในทุกวัฏจักร ไม่ว่าจะเป็นช่วงขาขึ้นหรือขาลง สิ่งที่แตกต่างระหว่างนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จกับไม่ประสบความสำเร็จคือ ข้อมูลที่ถูกต้อง กลยุทธ์ที่ชัดเจน และเครื่องมือที่เหมาะสม
เริ่มต้นติดตามตลาดน้ำมันโลกและสินทรัพย์การเงินทั่วโลกกับ EBC Financial Group แพลตฟอร์มที่ให้คุณเข้าถึงตลาด Crude Oil, Forex, หุ้นดัชนี ทั้ง S&P 500, Dow Jones, Nasdaq 100 และ MSCI World พร้อมข้อมูลเรียลไทม์และเครื่องมือวิเคราะห์ที่ออกแบบมาสำหรับนักลงทุนทุกระดับ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ นี่คือเนื้อหาข้อความ