เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-23
เช้าวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 ราคาทองวันนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการพุ่งทะยานทะลุ $4,955 ต่อออนซ์ และกำลังมุ่งหน้าสู่แนวต้านสำคัญที่ $5,000 อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำกลายเป็น "พระเอก" ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามอง
สถานการณ์โลกในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความขัดแย้งเดิมๆ แต่มีการเปิดแนวรบด้านนโยบายใหม่ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน:
ปมร้อนกรีนแลนด์: การประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับข้อตกลงในการเข้าถึงกรีนแลนด์อย่างถาวรผ่านนาโต สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับเดนมาร์กที่ยืนกรานเรื่องอธิปไตย
การเผชิญหน้าขั้วอำนาจ: ความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีนในแถบอาร์กติก ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ตึงเครียดที่สุดแห่งใหม่ เมื่อโลกมีความไม่แน่นอน "ทองคำ" จึงเป็นสินทรัพย์เดียวที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมือง
โดยปกติแล้วทองคำและดอลลาร์มักจะเคลื่อนไหวสวนทางกันเสมอ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Bloomberg Dollar Spot Index) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง:
ทองคำ "ถูกลง" ในสายตาชาวโลก: เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลง นักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น (เช่น ยูโร, เยน หรือบาท) จะสามารถใช้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อทองคำได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงซื้อมหาศาลจากทั่วโลกเข้ามาหนุนราคา
การลดบทบาทดอลลาร์ (De-dollarization): นโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการกีดกันทางการค้าและการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาดอลลาร์และหันไปสะสมทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศแทน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกระยะยาวต่อราคาทองคำ
นี่คือปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้:
ลดต้นทุนค่าเสียโอกาส: ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ "ไม่มีปันผลหรือดอกเบี้ย" ดังนั้นในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น คนมักจะเอาเงินไปฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรมากกว่า แต่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาลง เสน่ห์ของทองคำจะกลับมาทันทีเพราะผลตอบแทนจากเงินฝากลดน้อยลง
แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่ยังค้างเติ่ง: แม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค (PCE) ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจจะไม่ลงไปถึงเป้าหมายได้ง่ายๆ ทองคำจึงถูกเลือกให้เป็นเครื่องมือในการ "ป้องกันเงินเฟ้อ" (Inflation Hedge) ที่ดีที่สุดในเวลานี้
ไม่ใช่แค่ทอง... โลหะเงินและแพลทินัมก็ทำ New High เช่นกัน

ความร้อนแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดทองคำเท่านั้น แต่ยังลามไปถึง "โลหะเงิน" (Silver) ที่พุ่งแตะ $96.80 และ "แพลทินัม" (Platinum) ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการถือครองโลหะมีค่านั้นแข็งแกร่งในทุกมิติ
นักวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ได้มีการปรับเพิ่มประมาณการราคาเป้าหมายทองคำ โดยคาดการณ์ว่าอาจเห็นราคาพุ่งสูงถึง $5,400 ต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2026 เนื่องจากแรงซื้อจากภาคเอกชนที่เริ่มหันมาสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างจริงจัง
ปีเตอร์ แกรนต์ จาก Zaner Metals ยังให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า "การปรับตัวลงในระยะสั้น คือโอกาสทองในการเข้าซื้อ" เพราะภาพรวมในระยะยาวยังคงเป็นเทรนด์ขาขึ้นที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายถัดไปตามหลักฟิโบนาชีอยู่ที่ประมาณ $5,187
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการล