เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-23

ค่าเงินบาทวันนี้ เปิดตลาดเช้าที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการ "แข็งค่าขึ้นอย่างมาก" จากระดับปิดในวันก่อนหน้า โดยมีการแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 31.00 - 31.35 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ พลิกกลับมาอ่อนค่าลง สวนทางกับราคาทองคำที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) เหนือระดับ 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แม้ในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา เงินบาท (THB) จะโชว์ฟอร์มแข็งค่าขึ้นอย่างโดดเด่นจนเหนือความคาดหมาย แต่หากพิจารณาจากภาพรวม เรายังคงมีมุมมองว่าบาทจะยังคงแกว่งตัวในลักษณะ Sideways หรือเคลื่อนไหวออกข้างเป็นหลัก เปรียบเสมือนการพักตัวเพื่อรอทิศทางลมที่ชัดเจนกว่านี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงส่งจากการอ่อนค่าของดอลลาร์และการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ของราคาทองคำ คือเครื่องยนต์หลักที่ฉุดให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม เราขอตั้งข้อสังเกตว่าการพุ่งขึ้นอย่าง "เร็วและแรง" ของทองคำในระยะสั้น มักตามมาด้วยสัญญาณอันตรายจากสถิติในอดีตที่อาจเห็นการปรับฐานลึกถึง 10% - 15% ประกอบกับคลื่นลมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มสงบลง และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังดูดีเกินคาด อาจทำให้ความร้อนแรงของทองคำนั้น "ไม่ยั่งยืน" อย่างที่หลายคนคาดหวัง
ในอีกด้านหนึ่ง เรามองว่าเงินดอลลาร์ยังมีโอกาสที่จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อตลาดเริ่มหันมาโฟกัสความไม่แน่นอนทางการเมืองในญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายของ BOJ ที่อาจกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าสวนทางเพื่อนร่วมโลก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในวันนี้
ถึงแม้บาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง แต่แนวโน้มการแข็งค่ายังคงมีเกราะคุ้มกันจาก "แรงซื้อสินทรัพย์ไทย" ของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตร (Bond) ระยะยาว ขณะเดียวกันฝั่งผู้ส่งออกก็เริ่มตั้งหลักรอจังหวะขายเงินดอลลาร์ในช่วงแนวต้าน 31.30 - 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยลดแรงเหวี่ยงของค่าเงิน
แม้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด โดย GDP ไตรมาส 4/2025 ขยายตัวถึง +4.4% แต่ดอลลาร์กลับถูกกดดันจากการปรับพอร์ตของนักลงทุน หลังความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปในประเด็น Greenland เริ่มคลี่คลายลง ส่งผลให้เงินยูโร (EUR) และปอนด์ (GBP) แข็งค่าขึ้นดึงเม็ดเงินไหลออกจากดอลลาร์
นอกจากนี้ การที่ราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการพุ่งขึ้นอย่าง "เร็วและแรง" นี้ อาจนำไปสู่การปรับฐาน (Correction) ได้ในระยะสั้น
สถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงนี้มีความผันผวนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้:
การประชุม BOJ และการเมืองญี่ปุ่น: จับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น และกระแสข่าวการยุบสภา ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินเยน (JPY) และกระทบต่อเนื่องถึงตลาดบอนด์โลก
แรงซื้อสินทรัพย์ไทย: นักลงทุนต่างชาติยังคงมีแนวโน้มทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงให้เงินบาททรงตัวในทิศทางแข็งค่า
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: แม้จะเริ่มคลี่คลาย แต่ประเด็นมาตรการภาษีนำเข้าและการเมืองในสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรที่อาจทำให้ตลาดพลิกผันได้ทุกเมื่อ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพา