เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-26

เช้าวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ตลาดทองคำโลกสั่นสะเทือนด้วยตัวเลขที่หลายคนรอคอย ราคาทองวันนี้ล่าสุด พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก โดยราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% สู่ระดับ 5,024.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำไทยก็ไม่อยู่เฉยเมื่อราคาทองคำแท่ง 96.5% พุ่งแตะ 71,600 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 6,650 บาทจากปลายปีก่อน
การพุ่งขึ้นของราคาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากพายุเพอร์เฟกต์ที่รวมตัวกันของหลายปัจจัย ทั้งเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่อาจได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน การเข้าใจปัจจัยเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและการเลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้อย่าง EBC Financial Group จะช่วยให้คุณคว้าโอกาสได้อย่างมั่นใจ

ตลาดสกุลเงินในช่วงเช้าวันจันทร์เต็มไปด้วยความปั่นป่วน เมื่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินกลุ่ม G10 ทั้งหมด โดยเฉพาะเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ออกมาเตือนตลาดในวันอาทิตย์
สิ่งที่ทำให้ตลาดตื่นตัวมากที่สุดคือสัญญาณเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก (เฟด) โทรศัพท์ไปยังสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน วอลล์สตรีทมองว่านี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดเงินโดยตรง
Expert Insight: ไมเคิล บราวน์ นักกลยุทธ์อาวุโสจาก Pepperstone Group กล่าวว่า "การตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยมักจะเป็นสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลทาคาอิจิดูเหมือนจะมีความอดทนต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่เก็งกำไรน้อยกว่ารัฐบาลก่อนๆ มาก"
นายไวบ์ฮาฟ ลูมบา หัวหน้ากลุ่มการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของ Klay Group คาดการณ์ว่า ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะลดลง 3-5% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน โดยมีปัจจัยหลักมาจากภาษีศุลกากรและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นอิสระของธนาคารกลางที่จะไม่หายไปจนกว่าจะถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ความผันผวนในตลาดการเงินโลกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการขู่เก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์
ความตึงเครียดด้านภาษีระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการคุกคามแคนาดาว่าจะเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับสินค้าส่งออกทั้งหมดหากทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน ทำให้นักลงทุนหันมาพึ่งพาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมากขึ้น
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่าจะเปิดเผยผู้สืบทอนตำแหน่งประธานเจโรม พาวเวลล์ของเฟดในเร็วๆ นี้ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และเพิ่มแรงกดดันต่อดอลลาร์

หลังจากราคาทองคำพุ่งขึ้นมากว่า 210% ตั้งแต่ปลายปี 2019 สู่ระดับ 5,024 ดอลลาร์ ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าจุดสิ้นสุดของการพุ่งขึ้นนี้จะอยู่ที่ไหน
จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองวันนี้ล่าสุดที่พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2026 ทองคำมีโอกาสไปถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์
Expert Insight: JPMorgan Global Research คาดการณ์ราคาทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 5,055 ดอลลาร์ และจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2027 โดยความต้องการจากธนาคารกลางและนักลงทุนคาดว่าจะอยู่ที่ราว 585 ตันต่อไตรมาส
JPMorgan ระบุว่า ทุกๆ 100 ตันที่เกินระดับ 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นราว 2% ต่อไตรมาส ซึ่งในปี 2026 คาดว่าจะมีดีมานด์เฉลี่ยรวม 585 ตันต่อไตรมาส ประกอบด้วย:
ธนาคารกลาง 190 ตัน
ทองคำแท่งและเหรียญ 330 ตัน
ETF และฟิวเจอร์ส 275 ตันต่อปี
หากมองไกลไปกว่าปี 2026 นักวิเคราะห์บางส่วนกล้าคาดการณ์ว่าทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นไปได้ถึง 8,000-10,000 ดอลลาร์
Juerg Kiener จาก Swiss Asia Capital มองว่าทองคำจะแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ในปี 2028 ขณะที่ Ed Yardeni จาก Yardeni Research คาดว่าทองคำจะไปถึง 10,000 ดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยมีตัวการสำคัญคือ:
การขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลทั่วโลก
ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง
นโยบายของเฟดที่นำไปสู่เงินเฟ้อ
3 ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองพุ่งเร็วกว่าคาด
ภายหลังจากทรัมป์ประกาศขู่เก็บภาษีนำเข้าจากยุโรปสูงถึง 10-25% ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนเพื่อหาทางรับมือ ความตึงเครียดนี้ส่งผลให้นักลงทุนหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลาง ทำให้เกิดการคาดการณ์ใหม่ว่าเขาจะดำเนินการตามคำขู่ที่จะโจมตีผู้นำระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
2. ดอลลาร์อ่อนค่าและเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย
ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าเฟดจะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง
การที่เจอโรม พาวเวลล์จะหมดวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมนี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่งในเฟด ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น
ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ
แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง นอกจากนี้ การซื้ออย่างบ้าคลั่งในจีนและอินเดีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้การครอบครองทองคำถือเป็นเรื่องสำคัญทางวัฒนธรรม ก็เป็นแรงหนุนสำคัญอีกด้วย
ระวัง! ทองคำก็มีความเสี่ยงที่ต้องรู้
บทเรียนจากประวัติศาสตร์: ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น
แม้ราคาทองวันนี้ล่าสุดจะพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์อย่างน่าตื่นตา แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอว่า ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และเมื่อขาลงปรากฏ ราคาอาจจะร่วงลงได้ 40-60%
Expert Insight: Charley Blaine บรรณาธิการข่าวสายการเงินของ TheStreet ผู้ที่ทำข่าวเรื่องทองคำมากว่า 40 ปี เล่าว่า "ผมจำได้ว่าเคยได้ยินข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้ในปี 1980 ตอนนั้นเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมันพุ่ง และค่าเงินดอลลาร์ร่วง เมื่อทองคำแตะระดับ 850 ดอลลาร์ ผู้คนต่างพูดกันว่าเป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ดอลลาร์"
แต่หลังจากนั้นราคากลับพังทลายลง ทองคำร่วงลงกว่า 60% ไปอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ภายในปี 1985 และไม่เคยกลับไปแตะระดับ 850 ดอลลาร์ได้อีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนปี 2008
การพังทลายของราคาทองคำในปี 1980 มาจาก:
ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นอัตราเงินวางประกัน (Margin rates) อย่างรุนแรง เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไร
เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว เพื่อปราบเงินเฟ้อ ทำให้นักเก็งกำไรที่กู้เงินมาซื้อขายเจ็บตัวอย่างหนัก
ส่วนในปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นเพราะดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ แต่เมื่อเฟดเข้ามาแทรกแซง ประกอบกับรัฐบาลโอบามาและสภาคองเกรสหาทางออกร่วมกันได้ ราคาทองคำก็ร่วงลงถึง 40%
สรุป
ราคาทองวันนี้ล่าสุดที่พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่กำลังปกคลุมตลาดการเงินโลก จากนโยบายของทรัมป์ที่คาดเดาไม่ได้ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แม้ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จะคาดการณ์ว่าทองคำสามารถไปถึง 6,600 ดอลลาร์ในปี 2026 หรือแม้แต่ 10,000 ดอลลาร์ในปี 2030 แต่นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอ
สิ่งสำคัญคือการเตรียมพร้อมทั้งสองด้าน ทั้งการคว้าโอกาสในขาขึ้น และการป้องกันความเสี่ยงในขาลง ด้วยพันธมิตรที่เชื่อถือได้อย่าง EBC Financial Group คุณจะมีเครื่องมือและความรู้ที่จำเป็นในการนำทางผ่านตลาดที่ผันผวนนี้ได้อย่างมั่นใจ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ