เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-24
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จากสัญญาณที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เฝ้าติดตาม ล่าสุดตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "Overbought" หรือ "ซื้อมากเกินไป" ในระดับที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ 12 ปี สัญญาณนี้บ่งบอกอะไร และนักลงทุนควรปรับกลยุทธ์อย่างไรในช่วงนี้?
บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์หุ้นไทยตั้งแต่ต้นจนปลาย ตั้งแต่ความหมายของ Overbought ไปจนถึงปัจจัยเสี่ยงรอบด้านและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรอบคอบมากขึ้น
Overbought หรือ "ภาวะซื้อมากเกินไป" คือสภาวะที่ราคาหุ้นหรือดัชนีปรับตัวขึ้นมาในระดับที่เร็วและสูงเกินกว่าที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจจะรองรับได้ในระยะเวลาอันสั้น เครื่องมือที่นักวิเคราะห์ใช้วัดภาวะนี้คือ RSI (Relative Strength Index หรือ ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์) โดยหุ้นที่มี RSI เกิน 70 จะถูกจัดว่าอยู่ในเขต Overbought
สำหรับตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ สัดส่วนของหุ้นที่มี RSI เกิน 70 พุ่งขึ้นจากเพียง 4% ก่อนการเลือกตั้ง มาแตะระดับ 33% ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี
ในทางปฏิบัติ ภาวะ Overbought ไม่ได้แปลว่าตลาดจะต้องร่วงลงทันที แต่มันเป็นสัญญาณเตือนว่า "แรงซื้อที่ดันราคาขึ้นมาอาจเริ่มหมดแรง" และมีโอกาสเกิดการพักฐาน (Correction) หรือแรงขายทำกำไรในระยะสั้น

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ดัชนี SET ปิดตลาดที่ 1,480.24 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 0.53 จุด หรือ 0.04% โดยระหว่างวันดัชนีวิ่งผันผวนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,506.08 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,468.02 จุด ซึ่งถือว่ากว้างมากในหนึ่งวันเทรด
ที่น่าสังเกตคือ ฝ่ายขายในวันนั้นมาจากนักลงทุนกลุ่มใหญ่ทั้งหมด ได้แก่ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 718.60 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 244.56 ล้านบาท และกองทุนสถาบันขายสุทธิ 1,172.76 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเป็นฝ่ายซื้อสุทธิเพียงกลุ่มเดียวที่ 2,135.91 ล้านบาท
ภาพนี้สะท้อนว่านักลงทุนรายย่อยยังมีความกระตือรือร้น แต่กลุ่ม "เงินใหญ่" เริ่มทยอยลดความเสี่ยง ซึ่งในอดีตมักเป็นสัญญาณล่วงหน้าของการพักฐาน
ต่อเนื่องมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โบรกเกอร์ประเมินว่า SET INDEX มีความเสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1,460-1,490 จุด หลังตลาด Dow Jones ปิดลบกว่า 822 จุด (-1.66%) ในคืนก่อน จากความกังวลทั้งเรื่อง AI ที่อาจ Disrupt หลายอุตสาหกรรม และนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดทั่วโลก
1. นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ (US Tariff Policy) นี่คือปัจจัยที่ตลาดทั่วโลกกำลังจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีจากฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ทำให้ Upside ของตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มจำกัด เพราะนักลงทุนไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน
2. ความเสี่ยงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน แม้ปัจจัยนี้จะหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำในระยะสั้น แต่ประวัติศาสตร์บอกว่า เมื่อสงครามเริ่มต้น SET INDEX มักปรับฐานราว 4-5% ภายใน 1 เดือน
3. AI Disruption ในภาคธุรกิจ ความกังวลว่า AI จะเข้ามากดดันต้นทุนธุรกรรมบางประเภท เช่น Visa และ Mastercard เป็นหนึ่งในแรงกดดันที่ทำให้ Dow Jones ร่วงหนักเมื่อคืน
ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หากผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องถึงศาล อาจส่งผลให้เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ชะลอการไหลเข้าในระยะสั้น
Valuation เริ่มตึงตัว Forward PE ของตลาดหุ้นไทยสำหรับปี 2569 อยู่ที่ 15.7 เท่า ซึ่งอยู่ที่ -0.25 SD (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) แปลว่าราคาหุ้นไม่ได้ถูกอีกต่อไป และ Upside จากการขยายตัวของ Valuation เริ่มจำกัดลง
ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ CPAXT ที่รายงานกำไรสุทธิเพียง 2,600 ล้านบาท ลดลง 34% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 14.9% มาอยู่ที่ 13.9% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนักสำหรับกลุ่มค้าปลีก
แม้ปัจจัยเสี่ยงจะดูน่ากังวล แต่ก็มีข่าวดีที่ยังประคองตลาดได้อยู่บ้าง
การส่งออกไทยเดือนมกราคม 2569 เติบโตแข็งแกร่ง กระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออกขยายตัว 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเมื่อหักสินค้าเกี่ยวกับยุทธปัจจัย ทองคำ และน้ำมันออก ยังเติบโตได้ถึง 21% สินค้าที่โดดเด่นได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (+68%) แผงสวิตช์และควบคุมกระแสไฟฟ้า (+44%) กุ้งสด (+39%) และอาหารสัตว์เลี้ยง (+8%) โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยที่สัดส่วนราว 22% และขยายตัวสูงถึง +43%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Technology Sector ของไทยยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น สอดรับกับกระแส AI และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก บริษัทที่น่าจับตามองจากปัจจัยบวกนี้ได้แก่ TU, ITC และ TFM
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่รายงานกำไรขยายตัวดีในช่วงนี้ เช่น CPN, ADVICE และ MOSHI ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายังมีหุ้นพื้นฐานดีที่ทนทานต่อความผันผวนได้

กลยุทธ์ระยะสั้น: เพิ่มความระมัดระวัง เน้น Defensive
โบรกเกอร์แนะนำให้หันมาให้ความสำคัญกับหุ้นกลุ่มที่มีความมั่นคงและได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่า ได้แก่
กลุ่มสื่อสาร: ADVANC, TRUE รายได้มีความสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก
กลุ่มโรงพยาบาล: BCH, BDMS ความต้องการด้านสุขภาพไม่เคยลดลงแม้เศรษฐกิจชะลอตัว
กลุ่ม Non-Bank (สินเชื่อ): MTC, SAWAD, TIDLOR มีรายได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
หุ้นปันผลสูง: BBL, KBANK, SCB เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
กลยุทธ์ระยะกลาง-ยาว: มองเป็นโอกาสสะสม
พิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง มองว่ากรอบ SET INDEX ระยะสั้นยังอยู่ที่ 1,450-1,510 จุด แต่หากปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ คลี่คลาย ดัชนีมีโอกาสแตะ 1,570 จุดในกรณีดีที่สุด (Best Case) ปลายปี 2569
คำแนะนำหลักคือ ทยอยสะสมหุ้นที่มีกำไรชัดเจนและปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่าจะมีกำไรเด่นในไตรมาส 1/2569 เพราะเมื่อตลาดผ่านช่วงความไม่แน่นอนไป นักลงทุนจะหันมาให้ความสำคัญกับ "กำไร-ปันผล" มากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยในขณะนี้เหมือนนักวิ่งที่เพิ่งสปรินท์ขึ้นเขาอย่างเต็มที่ในเวลาอันสั้น ร่างกายต้องการหยุดพักสักครู่ก่อนจะวิ่งต่อไปได้อีก ภาวะ Overbought ที่สูงสุดในรอบ 12 ปี บวกกับปัจจัยกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ บ่งชี้ว่าโอกาสพักฐานในระยะสั้นมีอยู่จริง
แต่นี่ไม่ใช่สัญญาณให้ตื่นตระหนกหรือเทขายทุกอย่าง ตรงกันข้าม สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวที่มีวินัย การพักฐานครั้งนี้อาจเป็นจังหวะทองในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในราคาที่เหมาะสมกว่า
กุญแจสำคัญคือ เลือกหุ้นที่มีกำไรชัดเจน จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ทนทานต่อความผันผวน เพราะเมื่อหมอกแห่งความไม่แน่นอนจางหาย ตลาดจะมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเหล่านี้อีกครั้ง
ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ภาวะ Overbought เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อเริ่มร้อนแรงเกินไป และมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดการพักฐาน แต่ตลาดอาจยืนในโซน Overbought ได้นานหากมีปัจจัยบวกหนุน สิ่งสำคัญคือต้องติดตามปัจจัยรอบด้านประกอบกันด้วย
กลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์แนะนำในช่วงนี้คือ เน้นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น กลุ่มสื่อสาร โรงพยาบาล และหุ้นปันผลสูง หลีกเลี่ยงการลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง และควรจัดสรรพอร์ตให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่รับได้
ปัจจัยหลักที่นักวิเคราะห์มอง ได้แก่ ความชัดเจนในนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ความคลี่คลายของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีกว่าคาด หากปัจจัยเหล่านี้เป็นไปในทิศทางบวก ดัชนีมีโอกาสแตะ 1,570 จุดในกรณีที่ดีที่สุด
ตัวเลขส่งออกที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยบวกระยะกลาง โดยเฉพาะสำหรับหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร รวมถึงกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI และ Digital Infrastructure อย่าง TU, ITC และ TFM อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ความกังวลเรื่องภาษีและ Valuation ที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันอยู่
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ