Anchoring Bias คือ อะไร: ทำไมราคาซื้อหุ้นครั้งแรกทำให้ Cut Loss ไม่ได้
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

Anchoring Bias คือ อะไร: ทำไมราคาซื้อหุ้นครั้งแรกทำให้ Cut Loss ไม่ได้

ผู้เขียน: Benny Lam

เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-26

Key Takeaways

  • Anchoring Bias คือกลไกที่สมองยึดติดกับข้อมูลแรกที่ได้รับมากเกินสัดส่วน ในการทดลองปี 1974 ของ Kahneman และ Tversky ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เลขสุ่มจากวงล้อเบี่ยงเบนคำตอบได้ถึง 20 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้ผู้เข้าร่วมจะรู้ว่าตัวเลขนั้นสุ่มมาโดยสมบูรณ์

  • Anchor ที่อันตรายที่สุดในตลาดไทยไม่ใช่ข่าวเศรษฐกิจ แต่คือราคาที่ซื้อมาครั้งแรก ราคาเป้าหมายโบรกเกอร์ที่วนเวียนในกลุ่ม LINE และแม้แต่ตรรกะ “ถือรับปันผล” ที่มักเป็นเพียงการหาเหตุผลให้กับ Anchor ที่ตั้งอยู่ในหัวอยู่แล้ว

  • งานวิจัยของ Epley และ Gilovich ตีพิมพ์ปี 2001 ในวารสาร Psychological Science พิสูจน์ว่าแม้จะรู้ตัวว่ากำลังถูก Anchor ก็ยังปรับออกจากจุดนั้นได้ไม่เพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญที่ฝึกมาหลายปีก็ยังติดกับดักนี้ได้เท่ากัน

  • วิธีแก้ที่ได้ผลไม่ใช่การพยายาม “คิดให้เป็นกลางมากขึ้น” แต่คือการตัด Reference Point ออกจากกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด ผ่าน 4 แนวทางที่มีหลักฐานรองรับ รวมถึงการตั้ง stop loss ก่อนเข้าซื้อ ก่อนที่ Anchor จะก่อตัว


Daniel Kahneman เป็นนักจิตวิทยาคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2002 จากงานที่พิสูจน์ว่าสมองมนุษย์ไม่ตัดสินใจด้วยตรรกะบริสุทธิ์ แต่ตัดสินใจด้วยทางลัดทางจิตวิทยาที่มักนำไปสู่ข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2024 เขาทิ้งงานวิจัยที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังนำไปประยุกต์ใช้ไม่เพียงพอ และ Anchoring Bias คือกลไกที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่นักลงทุนมองหน้าจอพอร์ตเห็นตัวเลขสีแดง สมองไม่ถามว่า “บริษัทนี้ยังมีอนาคตไหม” มันถามว่า “ขาดทุนอยู่เท่าไหร่จากที่ซื้อมา”


นักลงทุนไทยเผชิญกับกับดักนี้ในรูปแบบที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะนอกจากราคาที่ซื้อมาเองแล้ว ยังมี Anchor ที่วนเวียนอยู่ในกลุ่ม LINE ทุกวัน และ Anchor อีกชั้นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เหตุผลฟังดูสมเหตุสมผลอย่าง “ถือรับปันผลก็ได้” ทั้งหมดนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกเดียวกัน คือราคาที่คุณซื้อมาครั้งแรก

Anchoring Bias คือ อะไร

Anchoring Bias คือ อะไร: การทดลองปี 1974 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในชื่อ “Judgment Under Uncertainty: Heuristics and Biases” ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 27 กันยายน 1974 กลไกที่ Kahneman อธิบายคือสมองเลือกใช้ข้อมูลแรกที่ได้รับเป็นจุดเริ่มต้น แล้วปรับออกจากจุดนั้น แต่มักหยุดก่อนที่จะถึงคำตอบที่ถูกต้อง นี่คือรากฐานของ behavioral finance ซึ่งคือสาขาที่ศึกษาว่าจิตวิทยาบิดเบือนการตัดสินใจทางการเงินอย่างไร


ถ้าตัวเลขสุ่มจากวงล้อยังทำได้ขนาดนี้ ลองนึกถึงพลังของตัวเลขที่ผูกกับเงินของตัวเองโดยตรง ราคาที่ซื้อหุ้นมา บันทึกเป็นหลักฐานบนใบยืนยันคำสั่งซื้อ พร้อมความรู้สึกในขณะที่กดยืนยัน


ราคาซื้อครั้งแรก: Anchor ที่ทำให้ Cut Loss ยากที่สุดในชีวิตการเทรด

ทุกครั้งที่นักลงทุนกดซื้อหุ้น ตัวเลขราคานั้นฝังลงในความทรงจำทันทีและกลายเป็น Reference Point ที่สมองจะใช้ตีความทุกการเคลื่อนไหวต่อจากนั้น ไม่ใช่มูลค่าของธุรกิจในวันนี้ แต่เป็นความห่างจากราคาที่จ่ายไป เมื่อราคาลง สมองไม่ถามว่า “ณ ราคานี้ธุรกิจคุ้มค่าไหม” แต่ถามว่า “ยังขาดทุนอีกเท่าไหร่ถึงจะเท่าทุน”


ในตลาดทองคำไทย ปรากฏการณ์นี้ยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษ เพราะราคาซื้อไม่ได้แค่อยู่ในความทรงจำ แต่พิมพ์อยู่บนใบเสร็จที่จับต้องได้จากร้านทอง เมื่อราคาทองลดลงมา ผู้ซื้อส่วนใหญ่รอให้ “กลับมาเท่าทุน” โดยไม่ตั้งคำถามว่าปัจจัยที่ผลักดันราคาทองในวันนี้ยังเหมือนเดิมหรือไม่


นอกจากราคาซื้อ Anchor อีกชั้นที่ฝังอยู่บนแพลตฟอร์มเทรดทุกตัวคือ ราคาสูงสุดใน 52 สัปดาห์ เมื่อนักลงทุนที่ซื้อใกล้จุดสูงสุดนั้นมักปฏิเสธการ cut loss เพราะสมองยึดตัวเลขนั้นเป็นมาตรวัดว่า “ราคาควรจะอยู่ที่ไหน” ทั้งที่ราคาสูงสุด 52 สัปดาห์ไม่มีข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับมูลค่าของธุรกิจในวันนี้เลย


“ถือรับปันผล” กับ Anchor ที่ซ่อนอยู่ใต้เหตุผลฟังดูสมเหตุสมผล

นี่คือ Anchoring Bias ในรูปแบบที่นักลงทุนไทยเผชิญบ่อยที่สุดแต่ตรวจจับยากที่สุด เมื่อหุ้นที่ซื้อมาที่ราคา 50 บาทลดลงมาที่ 35 บาท นักลงทุนจำนวนมากจะบอกตัวเองว่า “ถือรับปันผลก็ได้ ปีละ 2 บาทต่อหุ้น” ฟังดูเหมือนเป็นกลยุทธ์ที่มีเหตุผล แต่มีคำถามหนึ่งที่ต้องถามก่อน ถ้าวันนี้มีเงินสดและไม่เคยซื้อหุ้นตัวนี้มาก่อน คุณจะยอมซื้อที่ 35 บาทเพื่อรับปันผล 2 บาทต่อปีไหม


ถ้าคำตอบคือไม่ แต่ยังถือหุ้นนั้นอยู่ต่อไป นั่นไม่ใช่การลงทุนในปันผล แต่คือ Anchoring Bias ที่สวมหน้ากากเป็นกลยุทธ์ ราคาซื้อที่ 50 บาททำให้ปันผล 2 บาทดูน่าดึงดูด เพราะคิดเทียบกับต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว ไม่ใช่เทียบกับทางเลือกอื่นที่มีอยู่ในตลาดวันนี้


สิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีวัฒนธรรม “ซื้อหุ้นปันผล” ที่แข็งแกร่ง นักลงทุนรายย่อยหลายคนถือหุ้นขาดทุนมาหลายปีโดยอ้างว่ารับปันผลอยู่ ขณะที่ถ้าคำนวณผลตอบแทนรวมอย่างตรงไปตรงมา ปันผลนั้นไม่ได้ชดเชยมูลค่าที่หายไป ตรรกะ “ถือรับปันผล” จึงมักเป็นชื่อใหม่ของ Anchoring Bias มากกว่าจะเป็นกลยุทธ์การลงทุน


กับดักซ้อนกับดัก: ราคาเป้าหมายโบรกเกอร์กับ Anchor สองชั้นในนักลงทุนไทย

นี่คือมุมที่สื่อการเงินไทยส่วนใหญ่ไม่พูดถึง เพราะพวกเขาคือผู้ผลิต Anchor ชั้นที่สองนั้นเอง บทวิเคราะห์หุ้นจากโบรกเกอร์ไทยมีประโยชน์ในฐานะข้อมูลประกอบ แต่เมื่อราคาเป้าหมายถูกแชร์ต่อในกลุ่ม LINE ของนักลงทุนรายย่อย มันกลายเป็น Anchor ระดับสังคมที่ทรงพลังกว่า Anchor ส่วนตัว เพราะมีคนรอบข้างยืนยันซ้ำทุกวัน


งานวิจัยด้านการเจรจาต่อรองพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผู้ที่เสนอตัวเลขแรกได้เปรียบด้านราคา เพราะ Anchoring Effect ทำให้อีกฝ่ายให้น้ำหนักกับตัวเลขนั้นมากเกินไป ในตลาดหุ้น โบรกเกอร์ที่ออกราคาเป้าหมายคือผู้เสนอตัวเลขแรก และนักลงทุนที่อ่านรายงานนั้นถูก Anchor โดยอัตโนมัติโดยไม่รู้ตัว


ปัญหาเพิ่มขึ้นเมื่อราคาเป้าหมายของโบรกเกอร์ถูกปรับช้ากว่าที่ราคาตลาดเปลี่ยน ตัวเลขเก่าค้างอยู่ในหัวนักลงทุนนานกว่าที่ควร เมื่อ Anchor สองชั้นทำงานพร้อมกัน คือราคาซื้อของตัวเองและราคาเป้าหมายที่สูงกว่า นักลงทุนจะมีเหตุผล “สองชั้น” ในการถือต่อ ทั้งที่ทั้งสองตัวเลขอาจไม่สะท้อนมูลค่าของบริษัทในวันนี้เลย


ประเภท Anchor แหล่งที่มา ลักษณะอันตราย
ราคาซื้อครั้งแรก ตัวเอง ผูกกับอารมณ์โดยตรง ลบออกยากที่สุด
จุดสูงสุด 52 สัปดาห์ แพลตฟอร์มเทรด แสดงผลตลอดเวลา ลืมยาก
ราคาเป้าหมายโบรกเกอร์ รายงานวิเคราะห์ ดูน่าเชื่อถือ ยากจะตั้งคำถาม
ราคาที่แชร์ในกลุ่ม LINE สังคม ถูกยืนยันซ้ำโดยกลุ่มคน ทรงพลังที่สุด
ตรรกะ “ถือรับปันผล” ที่ขาดทุน ตัวเอง ซ่อนตัวเป็น “กลยุทธ์” ตรวจจับยากที่สุด


ทำไมการ “รู้ทัน” Anchoring Bias ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้น

หลายคนเชื่อว่าแค่รู้ว่า Bias นี้มีอยู่ ก็สามารถหลีกเลี่ยงมันได้แล้ว งานวิจัยของ Nicholas Epley และ Thomas Gilovich ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ปี 2001 พิสูจน์ตรงกันข้าม แม้บุคคลจะพยายามปรับการตัดสินใจออกจาก Anchor อย่างมีสติ การปรับนั้นก็ยังคงเอนเอียงไปทาง Anchor เดิมอยู่เสมอ


ผู้เชี่ยวชาญที่ฝึกมาในสาขาของตัวเองหลายปียังคงติดกับดัก Anchoring Bias ในระดับที่ใกล้เคียงกับคนทั่วไปอย่างมาก ผลนี้ถูกยืนยันในบริบทที่หลากหลาย ตั้งแต่การตัดสินทางกฎหมาย การตัดสินใจทางการแพทย์ ไปจนถึงการซื้อขายสินทรัพย์ ประสบการณ์การเทรด 10 ปีไม่ได้ทำให้สมองหยุดใช้ Anchor


แม้จะรู้ว่าราคาซื้อไม่ควรมีผลต่อการตัดสินใจขายในวันนี้ และพยายามคิดให้เป็นกลาง สมองก็ยังคงเอนเอียงไปทาง Anchor นั้นอยู่ดี เพราะมันทำงานที่ระดับประสาทวิทยา ไม่ใช่ระดับความรู้หรือเจตนา ไม่มีสวิตช์ปิด


Anchoring Bias เชื่อมกับ Disposition Effect: ทำไม Cut Loss จึงยากกว่าที่คิด

Anchoring Bias คือหนึ่งในกลไกหลักที่ขับเคลื่อน Disposition Effect ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่นักลงทุนขายหุ้นกำไรเร็วเกินไปและถือหุ้นขาดทุนไว้นานเกินไป เมื่อจิตใจ Anchor กับราคาซื้อ การ cut loss รู้สึกเหมือนการยืนยันความผิดพลาดอย่างเป็นทางการ สมองจึงสร้างแรงต้านต่อการตัดสินใจนั้น แม้การถือต่อไปจะเป็นทางเลือกที่แย่กว่าในทางการเงิน


ใน trading psychology การตั้ง stop loss ล่วงหน้าก่อนเข้าซื้อสำคัญกว่าการตั้ง stop loss หลังจากพอร์ตเริ่มขาดทุนอย่างมาก เพราะกฎที่วางไว้ก่อนเข้าซื้อถูกสร้างขึ้นก่อนที่ Anchor ของราคาซื้อจะก่อตัว เมื่อกฎนั้นทำงาน การออกจากตลาดคือการทำตามระบบ ไม่ใช่การต่อสู้กับ Anchor


Stop loss กับ take profit คือสองตัวเลขที่ควรกำหนดพร้อมกันในขณะเดียวกับการตัดสินใจซื้อ วิธีนี้บังคับให้การตัดสินใจทำงานด้วย Risk Management ไม่ใช่ด้วยความหวังว่าราคาจะกลับไปแตะ Anchor เดิม


4 วิธีแก้ Anchoring Bias ที่ใช้ได้จริงสำหรับนักลงทุนไทย

วิธีที่ 1: เปลี่ยนคำถาม ตัดราคาซื้อออกจากสมการ

แทนที่จะถามว่า “หุ้นตัวนี้ขาดทุนอยู่เท่าไหร่จากราคาที่ซื้อมา” ให้ถามว่า “ถ้าวันนี้มีเงินสดอยู่ในมือ จะซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคานี้ไหม” ถ้าคำตอบคือไม่ แต่ยังถือหุ้นอยู่ นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าราคาซื้อกำลังบิดเบือนการตัดสินใจ คำถามเดียวกันนี้ยังใช้ตรวจสอบตรรกะ “ถือรับปันผล” ได้ด้วย


วิธีที่ 2: ใช้ Valuation Framework ที่อิงปัจจัยพื้นฐาน

P/E Ratio, DCF (Discounted Cash Flow) และ Comparable Valuation คือเครื่องมือที่คำนวณจากปัจจัยพื้นฐานปัจจุบัน ไม่ใช่ราคาในอดีต การใช้ Framework เหล่านี้บังคับให้สมองทำงานกับข้อมูลเชิงธุรกิจ แทนที่จะเปรียบเทียบกับ Reference Point ที่ล้าสมัย


วิธีที่ 3: ตั้ง Stop Loss ก่อนเข้าซื้อ ไม่ใช่หลังขาดทุน

Stop loss คือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการต้าน Anchoring Bias เพราะถูกกำหนดขึ้นก่อนที่ Anchor ของราคาซื้อจะก่อตัว เมื่อกฎนั้นทำงาน การออกจากตลาดเป็นการตัดสินใจจากระบบที่สร้างด้วยสติ ไม่ใช่จากอารมณ์ที่ยึดติดกับตัวเลขในอดีต


วิธีที่ 4: ระวัง Anchor ใหม่ที่แฝงตัวมาในรูปข้อมูล

ราคาเป้าหมายโบรกเกอร์ ตัวเลขกลม ๆ บนดัชนี ข้อมูลที่แชร์ในกลุ่ม LINE และตรรกะ “ถือรับปันผล” ล้วนเป็น Anchor ที่ดูเหมือนข้อมูล แต่ทำงานเป็น Reference Point ที่บิดเบือนการตัดสินใจได้เหมือนกัน ให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลประกอบหนึ่งในหลาย ๆ แหล่ง ไม่ใช่จุดอ้างอิงเดียวที่ใช้ตัดสินทุกอย่าง


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: Anchoring Bias คือ Cognitive Bias ประเภทเดียวกับ Confirmation Bias ไหม?

A: Anchoring Bias คือหนึ่งใน Cognitive Bias หลายประเภทที่ Kahneman และ Tversky ระบุไว้ตั้งแต่ปี 1974 ขณะที่ Confirmation Bias คือแนวโน้มที่สมองมองหาข้อมูลสนับสนุนสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว ทั้งสองเสริมกันได้ดี เพราะเมื่อมี Anchor แล้ว สมองมักมองหาข้อมูลยืนยัน Anchor นั้นต่อไปด้วย


Q: ทำไมการ Cut Loss จึงยากแม้จะรู้ว่าเป็น Anchoring Bias?

A: Cut loss คือการตัดสินใจที่ต้องเอาชนะสองกลไกพร้อมกัน ทั้ง Anchoring Bias ที่ดึงสมองกลับหาราคาซื้อ และ Loss Aversion ที่ทำให้ความเจ็บปวดจากการขาดทุนรุนแรงกว่าความสุขจากกำไรในขนาดเดียวกัน งานวิจัยของ Epley และ Gilovich ปี 2001 ยืนยันว่าการรู้ตัวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการเอาชนะกลไกเหล่านี้


Q: Stop Loss กับ Take Profit ควรกำหนดอย่างไรให้ไม่ถูก Anchor?

A: Stop loss กับ take profit ที่ดีควรกำหนดจาก Risk Management ของพอร์ตทั้งหมดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ยอมรับได้ก่อนเข้าซื้อ ไม่ใช่กำหนดตามความอยากให้ “กลับมาเท่าทุน” เพราะตัวเลขหลังคือ Anchoring Bias ที่ซ่อนอยู่ในรูปแบบของแผนการเทรด


Q: จิตวิทยาการเทรด Forex แตกต่างจาก Trading Psychology ในหุ้นไหม?

A: Anchoring Bias ทำงานในลักษณะเดียวกันในทุกตลาด ใน จิตวิทยาการเทรด Forex นักเทรดมักใช้ราคาที่เข้าซื้อ ระดับ Support และ Resistance สำคัญ และ High/Low ล่าสุดเป็น Anchor ซึ่งทั้งหมดนั้นคือกลไกเดียวกันกับที่ Kahneman อธิบายไว้ตั้งแต่ปี 1974


Final Thoughts

Anchoring Bias ไม่ใช่ปัญหาของนักลงทุนมือใหม่เท่านั้น Kahneman พิสูจน์ไว้ตั้งแต่ปี 1974 และยืนยันด้วยชีวิตการทำงานกว่า 50 ปีว่ามันเป็นกลไกพื้นฐานของสมองที่ทำงานในทุกคน ความท้าทายสำหรับนักลงทุนไทยในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ว่า Bias นี้คืออะไร แต่อยู่ที่การสังเกตว่ามันซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบใดในการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นราคาซื้อ ราคาเป้าหมายโบรกเกอร์ หรือตรรกะ “ถือรับปันผล” ที่ฟังดูสมเหตุสมผล


สำหรับนักลงทุนที่รู้จักความแตกต่างนี้ การตั้ง stop loss ล่วงหน้า การเปลี่ยนคำถามจาก “ขาดทุนเท่าไหร่จากที่ซื้อมา” เป็น “ณ ราคานี้คุ้มค่าซื้อไหม” และการระวัง Anchor ที่แฝงอยู่ในรูปข้อมูล ไม่ใช่แค่เทคนิคการเทรด แต่คือวิธีทำให้สมองทำงานด้วยข้อมูลปัจจุบัน แทนที่จะทำงานด้วยราคาจากอดีต

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความที่เกี่ยวข้อง
5 เทคนิคใช้จิตวิทยาการเทรด ปลดล็อกกำไรจากตลาด Forex
เตือนภัยรายย่อย ทองคำราคานี้ของจริง หรือแค่ฟองสบู่รอวันแตก?
The Psychology of Trading ยกระดับการเทรดด้วยจิตวิทยา
ATH คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับการเทรด
ราคาเงินปี 2026: เหตุใดราคาจึงร่วงหนัก ขณะที่ปริมาณขาดดุลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์