เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-13

ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลาดหุ้นหลายแห่งในเอเชียปรับตัวลดลง นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาประเมินความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางอีกครั้ง
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวในทิศทางลบ โดยนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดัชนีสำคัญหลายแห่งในภูมิภาคปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน ได้แก่
Nikkei 225 (ญี่ปุ่น) ปรับตัวลดลงประมาณ 1.3%
Kospi (เกาหลีใต้) ลดลงเกือบ 2% จากแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ตลาดหุ้นไต้หวัน อ่อนตัวลงราว 1%
MSCI Asia-Pacific ปรับตัวลดลงประมาณ 0.5% สะท้อนแรงกดดันจากนักลงทุนทั่วภูมิภาค
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลของตลาดว่า หากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกโลกและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะต่อไป

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดการเงินโลก คือ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาซื้อขายสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ราคาน้ำมัน Brent เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในตลาดการเทรดสัญญา CFD อย่าง XBRUSD มีการซื้อขายอยู่ราว 99–100 ดอลลาร์
ขณะที่น้ำมัน WTI เคลื่อนไหวใกล้ระดับประมาณ 95–96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาซื้อขายล่าสุดของ XTIUSD อยู่ราว 94.8 ดอลลาร์
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทาน เฉกเช่นสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีผลต่อราคาสินค้าและบริการในหลายภาคส่วน
หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องระมัดระวังมากขึ้นในการปรับนโยบายการเงิน
ก่อนหน้านี้นักลงทุนจำนวนมากคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน ทำให้ตลาดเริ่มปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า Fed อาจดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนมากมักหันไปถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือที่เรียกว่า Safe Haven
สินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจในช่วงนี้ ได้แก่
เงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index ใกล้ระดับ 104 จุด)
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ราว 4.2%
ทองคำ ใกล้ระดับ 2,100 ดอลลาร์
โดยการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยเหล่านี้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินหลัก
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพลังงาน อาจยังคงเผชิญความผันผวนในระยะต่อไป
ในตลาดการเงิน การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันมักสะท้อนผ่านสินทรัพย์การลงทุนหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในตลาดอนุพันธ์
การติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI จึงยังคงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินแนวโน้มของตลาดการเงินในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น
ภาพรวมของตลาดการเงินโลกในขณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดต่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความคาดหวังด้านนโยบายดอกเบี้ย ในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังคงสูง นักลงทุนทั่วโลกจึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพัฒนาการของเหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในระยะต่อไป
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ