เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-02
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) สู่ระดับ 2.75% นับเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง ด้วยมติเป็นเอกฉันท์อีกครั้ง
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นแตะ 4.1% หากไม่รวมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.9%
ตัวชี้วัดเงินเฟ้อพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ในกรอบเป้าหมาย 1% ถึง 3% แล้ว
ธนาคารกลางอาจปรับขึ้น OCR อีกครั้งภายในปีนี้ โดยประมาณการอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.0% ในช่วงต้นปี 2027 และ 3.2% ภายในปลายปี 2027
แนวโน้มโดยรวมยังใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในเดือนพฤษภาคม จึงเป็นการยืนยันทิศทางเดิมมากกว่าการส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายมากขึ้น
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบ่งเป็นสองทิศทาง ภาคส่งออกยังคงแข็งแกร่งค่อนข้างดี ขณะที่ครัวเรือนในเมืองโอ๊คแลนด์และเวลลิงตันยังไม่ฟื้นตัว
คู่เงิน NZD/USD อ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.5855 โดยมีแนวต้านแรกที่ 0.5900 และแนวต้านสำคัญที่ 0.5990
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) 0.25% (25 เบสิสพอยต์) สู่ระดับ 2.75% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นับเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
ตลาดรับรู้และคาดการณ์การปรับขึ้นครั้งนี้ไว้เกือบเต็มที่อยู่แล้ว น้ำหนักของถ้อยแถลงจึงอยู่ที่ประเด็นอื่น นั่นคือคำเตือนว่า OCR อาจต้องปรับขึ้นอีกครั้งภายในปีนี้ ท่ามกลางการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังซบเซา
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.1% แต่หากไม่รวมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์จะอยู่ที่ 2.9% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านการตั้งราคาในอนาคต มากกว่าการตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป

| ตัวชี้วัด | ล่าสุด |
|---|---|
| อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) | 2.75% |
| การปรับเปลี่ยนเดือนกันยายน | +0.25% |
| OCR ก่อนหน้า | 2.50% |
| CPI ไตรมาสมิถุนายน | 4.1% |
| CPI ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ | 2.9% |
| กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ | 1%–3% |
| มติคณะกรรมการ | เอกฉันท์ |
| ประมาณการ OCR กรณีฐาน | 3.0% ต้นปี 2027; 3.2% ปลายปี 2027 |
| เงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย | กลางปี 2027 |
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ปรับขึ้นจาก 2.25% เป็น 2.50% เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และเป็นมติเอกฉันท์เช่นกัน ส่วนการประชุมวันพุธที่ผ่านมา คณะกรรมการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ซึ่งตรงกับที่นักเศรษฐศาสตร์ 27 จาก 31 คนในผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้
อัตราเงินเฟ้อรายปีไต่ขึ้นแตะ 4.1% ในไตรมาสมิถุนายน สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 1% ถึง 3% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาที่เกี่ยวข้องซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนดังกล่าวได้ส่งผ่านไปยังค่าโดยสารเครื่องบินและราคาอาหารแล้ว
คณะกรรมการระบุว่าการปรับขึ้นครั้งนี้เป็นการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการเริ่มวงจรคุมเข้มนโยบายการเงิน โดยระบุว่าการปรับขึ้นในตอนนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่ OCR จะต้องปรับขึ้นมากกว่านี้ในอนาคต ส่วนการตัดสินใจครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับการประเมินความสมดุลของความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อในระยะปานกลาง
เหตุผลประการที่สองเกี่ยวข้องกับภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินขายส่งที่สูงขึ้นได้ส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองและเงินกู้ธุรกิจแล้ว แต่การส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำยังจำกัดกว่ามาก ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนใหม่ของธนาคารต่ำกว่าอัตราตลาดขายส่ง และลดทอนประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงินตามที่ตั้งใจไว้
เงินเฟ้อทั่วไปกับเงินเฟ้อพื้นฐานในขณะนี้ห่างกันมากผิดปกติ หากไม่รวมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ อัตราเงินเฟ้อ CPI รายปีชะลอลงมาอยู่ที่ 2.9% ในไตรมาสมิถุนายน และตัวชี้วัดเงินเฟ้อพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ในกรอบเป้าหมายแล้ว
RBNZ ประเมินว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นมีส่วนโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ CPI รายไตรมาสในไตรมาสมิถุนายนราว 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีกราว 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวยังอยู่ใกล้ระดับ 2% ตัวชี้วัดคาดการณ์ระยะ 1 ปีและ 2 ปีส่วนใหญ่ปรับลดลงนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และการคาดการณ์การเติบโตของค่าจ้างยังสอดคล้องกับการที่เงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเป้าหมาย
ดังนั้น คณะกรรมการจึงไม่ได้พยายามใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อลบล้างผลกระทบจากช็อกราคาน้ำมัน แต่กำลังพยายามสกัดไม่ให้ช็อกดังกล่าวเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการตั้งราคาในระยะยาว
รายงานการประชุมระบุความกังวลนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การตั้งราคาอาจเกิดขึ้นล่วงหน้า กล่าวคือผู้ประกอบการอาจปรับขึ้นราคาสินค้าภายในประเทศมากกว่าที่ต้นทุนนำเข้าจะเป็นเหตุผลรองรับ โดยมีเงินเฟ้อจากราคาที่ควบคุมโดยรัฐ (administered price) ที่ปรับตัวสูงขึ้นซ้ำเติมผลกระทบดังกล่าว ส่งผลให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะเริ่มลดลงแล้ว
RBNZ คาดว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่เหนือระดับ 3% ไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ ก่อนจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในกลางปี 2027 และแตะจุดกึ่งกลางที่ 2% ในช่วงปลายปีเดียวกัน
การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสมิถุนายนค่อนข้างซบเซา แต่คณะกรรมการเชื่อว่าการฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งในไตรมาส 3 แม้จะยังไม่ทั่วถึงในทุกภาคส่วนและทุกภูมิภาค
ภาคส่งออกของนิวซีแลนด์ยังคงยืนหยัดได้ดี ความต้องการจากประเทศคู่ค้าที่ยังแข็งแกร่งและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านอาหารที่อยู่ในระดับสูง ช่วยหนุนการเติบโตของรายได้และการลงทุนภาคธุรกิจในเกาะใต้และบางส่วนของเกาะเหนือ ขณะที่อัตราการค้า (terms of trade) มีแนวโน้มกลับสู่ทิศทางขาขึ้นในระยะยาวอีกครั้ง
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว การเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และราคาบ้านที่ทรงตัว ยังคงกดดันการใช้จ่ายของครัวเรือนและการลงทุนภาคที่อยู่อาศัย โดยคณะกรรมการระบุเจาะจงถึงเมืองโอ๊คแลนด์และเวลลิงตัน อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูง และการจ้างงานยังตามไม่ทันจำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาด ทำให้กลุ่มเยาวชนและผู้ว่างงานระยะยาวได้รับผลกระทบมากที่สุด
ครัวเรือนตอบสนองด้วยการออมเงินมากขึ้น ขณะที่การเติบโตที่แข็งแกร่งของใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังไม่ส่งผลไปสู่การก่อสร้างจริงทั่วประเทศ และตามการประเมินของคณะกรรมการเอง ผลดีจากภาคส่งออกยังส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่นได้อย่างจำกัด
ด้วยเหตุนี้เอง การคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจในประเทศที่กำลังเผชิญรายได้อ่อนแอและตลาดที่อยู่อาศัยซบเซาอยู่แล้ว ขณะที่จุดแข็งของเศรษฐกิจกลับอยู่ในภาคส่งออกซึ่งขับเคลื่อนด้วยความต้องการจากต่างประเทศและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ RBNZ ไม่สามารถควบคุมได้
มีความเป็นไปได้ และธนาคารกลางเองก็ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมา โดยแถลงการณ์ต่อสาธารณะระบุว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้น OCR เพิ่มเติมภายในปีนี้ ประมาณการกรณีฐานคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ใกล้ระดับ 3.0% ในช่วงต้นปี 2027 และราว 3.2% ภายในปลายปีนั้น ก่อนจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยหลังจากช่วงประมาณการดังกล่าว
| ช่วงเวลา | OCR |
|---|---|
| ก่อนปรับขึ้นวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 | 2.25% |
| 8 กรกฎาคม 2026 | 2.50% |
| 2 กันยายน 2026 | 2.75% |
| ประมาณการต้นปี 2027 | ~3.00% |
| ประมาณการปลายปี 2027 | ~3.20% |
RBNZ ระบุว่าแนวโน้มดังกล่าวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในแถลงการณ์เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ควรนำติดตัวไปสู่การประชุมครั้งถัดไป การประชุมวันพุธจึงเป็นการยืนยันทิศทางเดิมมากกว่าการเปิดแนวทางคุมเข้มใหม่
มติครั้งนี้เป็นเอกฉันท์ แต่การประเมินความเสี่ยงกลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยนางแอนนา เบรมัน ผู้ว่าการธนาคารกลาง พร้อมด้วยเฮย์ลีย์ กัวร์ลีย์ คาเรน ซิลค์ และปราสันนา ไก มองว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเทียบกับประมาณการกรณีฐานเอนไปทางด้านสูง โดยอ้างถึงราคาพลังงานและปิโตรเคมีที่ยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงที่การตั้งราคาจะฝังตัวอยู่นาน ขณะที่พอล คอนเวย์ และคาร์ล แฮนเซน ประเมินว่าความเสี่ยงอยู่ในภาวะสมดุล โดยชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อที่ฝังตัวแล้วกับราคาบ้านที่อ่อนแอและพฤติกรรมระมัดระวังของครัวเรือน
กรรมการทั้ง 6 คนเห็นพ้องกันว่าความเสี่ยงด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะปรับตัวลงยังมีนัยสำคัญ และการเติบโตของผลผลิตที่แข็งแกร่งขึ้นอาจไม่ได้แปลงเป็นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น หากภาคธุรกิจยังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและเทคโนโลยีเป็นหลัก
คณะกรรมการยืนยันชัดเจนว่าทิศทางของ OCR ยังไม่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า การประชุมเดือนตุลาคมยังเป็นไปได้ทุกทาง แต่ยังไม่มีสิ่งใดที่ตัดสินใจไว้แล้ว
ค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ (Kiwi) อ่อนค่าลงหลังการประกาศมติ โดยคู่เงิน NZD/USD ร่วงลงสู่ระดับ 0.5855 ในการซื้อขายช่วงตลาดเอเชีย หลังจากที่เคยขึ้นไปแตะ 0.5930 เมื่อวันอังคาร ก่อนจะปิดตลาดต่ำกว่าระดับ 0.5900 อีกครั้ง ทั้งนี้ คู่เงินดังกล่าวเคยเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ราว 0.5990 เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม

เนื่องจากตลาดรับรู้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไว้ล่วงหน้าเกือบเต็มที่แล้ว ทิศทางค่าเงินจึงขึ้นอยู่กับแนวทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตมากกว่าตัวมติเอง และเมื่อประมาณการใกล้เคียงกับเดือนพฤษภาคม จึงไม่มีแรงหนุนด้านผลตอบแทนใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินถ่วงน้ำหนักการค้า (trade-weighted index) ของนิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้นแล้วราว 1.4% นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จากการคาดการณ์ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย สะท้อนว่าการคุมเข้มนโยบายส่วนใหญ่ได้สะท้อนอยู่ในอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้วก่อนการประชุมวันพุธ
จากนี้ไปมีสองปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางค่าเงินในระยะสั้น ปัจจัยแรกคือการแถลงข่าวของผู้ว่าการเบรมัน ซึ่งหากมีการกล่าวถึงการประชุมเดือนตุลาคมหรือจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปอย่างชัดเจน จะมีน้ำหนักต่อตลาดมากกว่าถ้อยแถลงมติเอง ปัจจัยที่สองคือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมที่จะประกาศในวันศุกร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 50,000 ถึง 65,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานจะอยู่ที่ราว 4.1% ถึง 4.2%
หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่ง จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินการปรับนโยบายการเงินในเดือนกันยายน และหนุนฝั่งดอลลาร์สหรัฐในคู่เงินนี้
ในเชิงเทคนิค ระดับ 0.5900 เป็นแนวต้านสำคัญที่ต้องจับตาในระยะใกล้ ขณะที่จุดสูงสุดช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ใกล้ 0.5990 ทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันก่อนถึงระดับ 0.6000 การที่ราคาจะทะลุขึ้นไปเหนือโซนดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการประเมินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่าง RBNZ กับเฟดใหม่อย่างแท้จริง มากกว่าเพียงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนไม่ได้เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจนิวซีแลนด์กำลังร้อนแรงเกินไป ความต้องการภายในประเทศยังไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ในกรอบเป้าหมายแล้ว และคณะกรรมการเองก็ยอมรับว่าความเสี่ยงด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจเอนไปทางด้านต่ำ
ธนาคารกลางเลือกคุมเข้มนโยบายล่วงหน้า เพราะมองเห็นความเป็นไปได้ที่ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นจะลุกลามไปสู่การตั้งราคาในวงกว้าง และเห็นว่าการปรับขึ้นทีละน้อยในตอนนี้ดีกว่าการปรับขึ้นครั้งใหญ่ในภายหลัง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ระดับ 2.75% จึงไม่น่าจะเป็นจุดสูงสุดของวัฏจักรนี้ หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จังหวะการปรับขึ้นยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยตั้งใจ ซึ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จึงไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อค่าเงินมากอย่างที่คาด
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์, OCR ปรับขึ้น 25 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ 2.75%
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์, แถลงการณ์นโยบายการเงิน เดือนกันยายน 2026
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์, มติการดำเนินนโยบายการเงินในอดีต
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์, อัตราแลกเปลี่ยนและดัชนีค่าเงินถ่วงน้ำหนักการค้า (Trade Weighted Index)
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ, รายงานสถานการณ์การจ้างงาน (Employment Situation)