เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-27
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-27
เศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ในรูปแบบ K-shaped หมายถึง ภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแยกเป็นสองทางพร้อมกัน ขาบนคือภาคส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยีที่โตแรง ขาล่างคือครัวเรือนและ SMEs ที่รายได้ยังหดตัว ปี 2569 กระทรวงการคลังคาด GDP โต 2.5% ขณะที่รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยลดลงเหลือ 28,308 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี
กระทรวงการคลังปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากเดิม 1.6% ซึ่งได้แรงขับหลักจากคาดการณ์การส่งออกที่ 12.5%
รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลง 2.5% จาก 29,030 บาทในปี 2566 ขณะที่รายได้จากเงินช่วยเหลือภาครัฐเพิ่มขึ้น 66.9%
ค่าจ้างที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อไตรมาส 2/2569 ติดลบ 2.88% โดยกลุ่มอาชีพอิสระหนักสุดที่ลบ 4.54%
หุ้น DELTA ตัวเดียวมีมูลค่าตลาดราว 4.07 ล้านล้านบาท หรือราว 21% ของทั้งตลาดหุ้นไทย ทำให้ดัชนี SET สะท้อนเศรษฐกิจจริงได้น้อยลง

K-shaped Recovery (การฟื้นตัวรูปตัว K): การฟื้นตัวที่แยกเป็นสองทางพร้อมกัน กลุ่มหนึ่งไต่ขึ้นตามขาบนของตัวอักษร K อีกกลุ่มไหลลงตามขาล่าง ทั้งสองกลุ่มอยู่ในตัวเลข GDP ชุดเดียวกัน
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 26 สิงหาคม 2569 แถลงการณ์ระบุว่าเศรษฐกิจไทยได้แรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่อัตราการเติบโตยังต่ำและไม่ทั่วถึง โดยสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว
SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.0% พร้อมเตือนว่าแรงส่งกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่ม AI, Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่สภาพัฒน์ (สศช.) และสภาหอการค้าไทยได้ข้อสรุปเดียวกันจากข้อมูลคนละชุด นี่คือข้อสรุปร่วมของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักที่วิเคราะห์แยกกัน
ตัวชี้วัด |
แหล่งข้อมูล |
ตัวเลขล่าสุด |
คาดการณ์ GDP ปี 2569 |
กระทรวงการคลัง (สศค.) 24 ก.ค. 2569 |
2.5% (กรอบ 2.0 ถึง 3.0%) ปรับขึ้นจาก 1.6% |
คาดการณ์ GDP ปี 2569 |
SCB EIC |
2.0% ก่อนชะลอเหลือ 1.9% ในปี 2570 |
คาดการณ์ GDP ปี 2569 |
IMF (World Economic Outlook ก.ค. 2569) |
1.9% และ 2.2% ในปี 2570 |
การส่งออกสินค้า |
กระทรวงการคลัง |
คาดโต 12.5% หลัง 5 เดือนแรกเฉลี่ย 10.9% |
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย |
กนง. 26 ส.ค. 2569 |
คงที่ 1.00% มติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 |
รายได้เฉลี่ยครัวเรือน ปี 2568 |
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (57,600 ครัวเรือน) |
28,308 บาทต่อเดือน ลดลง 2.5% |
อัตราว่างงาน ไตรมาส 2/2569 |
สศช. |
0.95% หรือ 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% |
ค่าจ้างที่แท้จริง ไตรมาส 2/2569 |
สศช. และ SCB EIC |
ติดลบ 2.88% |
หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 1/2569 |
สศช. |
85.9% ลดจาก 86.7% |
เมื่อมองจากตัวเลขระดับประเทศ เศรษฐกิจไทยอาจยังดูเติบโต ทั้ง GDP การส่งออก และตลาดหุ้นที่ยังมีตัวเลขสนับสนุน แต่เมื่อมองลงมาถึงระดับครัวเรือน ภาพกลับแตกต่างออกไป รายได้ลดลงและกำลังซื้อยังเผชิญแรงกดดัน นี่คือความย้อนแย้งของเศรษฐกิจแบบ K-shaped ที่การเติบโตไม่ได้กระจายไปถึงทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน
ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ค่าจ้างที่หักผลของเงินเฟ้อออกแล้ว หากเงินเดือนขึ้น 1% แต่ของแพงขึ้น 3% ค่าจ้างที่แท้จริงจะติดลบ 2% แปลว่าเงินเดือนขึ้นแต่ซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม
หนี้ครัวเรือนต่อ GDP สัดส่วนหนี้ทั้งหมดของครัวเรือนเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถลดลงได้สองทาง ทางแรกคือ หนี้ลดลงจริง ทางที่สองคือ GDP โตเร็วกว่าหนี้ ซึ่งให้ความหมายต่างกันคนละเรื่อง
ผู้เสมือนว่างงาน คนที่มีงานทำแต่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน ไตรมาส 2/2569 มี 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% คนกลุ่มนี้ไม่ถูกนับเป็นผู้ว่างงานในสถิติ
ภาคส่งออกคาดโต 12.5% ในปีนี้ ขณะที่การนำเข้าขยายตัวถึง 19.0% ตามการเร่งซื้อเครื่องจักรและสินค้าทุน การนำเข้าที่โตเร็วกว่าส่งออกบอกว่าภาคธุรกิจกำลังลงทุนขยายกำลังการผลิตจริง
BOI รับคำขอส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปี 2569 รวม 1.016 ล้านล้านบาท จาก 624 โครงการ โดย 873,741 ล้านบาท หรือ 86% ของเงินจำนวนนี้เป็นกลุ่มดิจิทัลที่นำโดยดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ ยอดไตรมาสเดียวนี้สูงกว่ายอดอนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดทั้งปี 2568 ที่ 746,000 ล้านบาท
ดัชนี SET ขยับจากราว 1,200 จุดเมื่อปีก่อน มาเคลื่อนไหวแถว 1,600 จุดในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามา ผลตอบแทนนี้กระจุกอยู่ในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
รายละเอียดว่าใครได้ประโยชน์ตัวจริงอ่านต่อได้ที่ ดาต้าเซ็นเตอร์ไทยดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาทใน Q1/2026: WHA และ AMATA ได้อะไรจากนี้
รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดจาก 29,030 บาทในปี 2566 คิดเป็นการหดตัว 2.5% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี รายได้จากการทำงานลดลง 4.8% รายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินลดลง 2.9% มีเพียงรายได้จากเงินช่วยเหลือภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 66.9%
ไตรมาส 2/2569 มีผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% แต่ผู้ว่างงานก็เพิ่มขึ้น 9.7% มาอยู่ที่ 4 แสนคน สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ในกลุ่มผู้ว่างงานทั้งหมดมี 2.06 แสนคนที่เคยทำงานมาก่อน เพิ่มขึ้นถึง 49.6% จากปีก่อน ตัวเลขนี้คือคนตกงาน ไม่ใช่นักศึกษาจบใหม่ที่ยังหางานไม่ได้
ค่าจ้างเฉลี่ยไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% เมื่อหักเงินเฟ้อที่ 2.70% ออกแล้ว ค่าจ้างที่แท้จริงติดลบ 2.88% โดยกลุ่มอาชีพอิสระรับผลหนักที่สุดที่ลบ 4.54% เทียบกับลูกจ้างในระบบที่ลบ 1.76% ครึ่งแรกของปี 2569 ยังมีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 1/2569 ลดมาอยู่ที่ 85.9% จาก 86.7% ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ตัวเลขนี้ดูเหมือนสัญญาณฟื้นตัว แต่ทั้งสศช. และ SCB EIC เตือนตรงกันว่าอย่าเพิ่งสรุปเช่นนั้น
มูลค่าหนี้ครัวเรือนจริงยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แตะ 16.41 ล้านล้านบาท ขยายตัว 0.5% และกลับมาโตได้ 2 ไตรมาสติดกัน สัดส่วนที่ลดลงจึงเกิดจาก GDP ที่โตเร็วกว่าหนี้ ส่วน SCB EIC ระบุชัดว่าสาเหตุอีกด้านคือการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยที่ยังทำได้ยาก
สศช. ยังเตือนความเสี่ยงใหม่ที่กำลังก่อตัว คือผู้กู้บางรายขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลายบัญชีในเวลาไล่เลี่ยกัน ผ่านช่องว่างของระบบข้อมูลเครดิต ภาระหนี้จึงอาจเกินความสามารถชำระโดยที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เห็นภาพรวม ตัวเลขพาดหัวที่ดูดีขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าโครงสร้างข้างใต้ดีขึ้นตาม
สัดส่วนนำเข้าสูง อุตสาหกรรม AI, Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงพึ่งพาวัตถุดิบและเครื่องจักรจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เม็ดเงินจึงไหลออกก่อนจะวนกลับมาเป็นรายได้ในประเทศ
ใช้ทุนมาก จ้างคนน้อย ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 80 ถึง 100 เมกะวัตต์ใช้ที่ดิน 60 ถึง 100 ไร่ แต่สร้างตำแหน่งงานถาวรน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าลงทุน ผลบวกด้านการจ้างงานจึงกระจุกอยู่ในแรงงานทักษะสูงกลุ่มเล็ก
ขาล่างพึ่งกำลังซื้อในประเทศ SMEs และธุรกิจรายย่อยถูกกดดันพร้อมกันสามทาง คือ รายได้ลด หนี้สูง และกู้ยาก ซึ่งตรงกับที่ กนง. ระบุว่าสินเชื่อ SMEs ยังหดตัวสวนทางสินเชื่อรวม
รายได้จากเงินช่วยเหลือภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 66.9% คือตัวเลขที่บอกกลไกนี้ได้ชัดที่สุด เมื่อรายได้จากการทำงานหดตัวแต่รายได้จากรัฐพุ่งขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือการประคองกำลังซื้อด้วยงบประมาณ แทนที่จะเป็นการฟื้นตัวของรายได้จากตัวเศรษฐกิจเอง ความยั่งยืนทางการคลังจึงกลายเป็นตัวแปรที่นักลงทุนต้องติดตามคู่กับตัวเลขการเติบโต
กนง. ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2570 จากผลของเอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ขณะที่ SCB EIC คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1% ตลอดทั้งปี ดอกเบี้ยคงที่บวกเงินเฟ้อขาขึ้น เท่ากับผลตอบแทนที่แท้จริงของสินทรัพย์สกุลบาทถูกบีบให้แคบลง
ภาวะ K-shaped ของเศรษฐกิจไทยตอนนี้สร้างกับดักเชิงนโยบายที่ชัดเจน การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจะเพิ่มภาระให้ขาล่างที่ค่าจ้างแท้จริงติดลบอยู่แล้ว ส่วนการลดดอกเบี้ยแม้จะช่วยเร่งการเติบโตแต่กดดันค่าเงินบาท มติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ที่ให้คงดอกเบี้ยจึงสะท้อนว่า กนง. เลือกรักษาพื้นที่นโยบาย (policy space) ไว้ก่อน
ฝั่งเสถียรภาพภายนอกส่งสัญญาณสวนทางกับฝั่งครัวเรือน Moody’s ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยจาก “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็น “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ที่อันดับ Baa1 เมื่อ 21 เมษายน 2569 และจัดไทยอยู่ในกลุ่ม 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตได้ดีที่สุดเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 รายละเอียดผลต่อค่าเงินอ่านต่อได้ที่ Moody’s ยกไทยติด Top 5 EM แข็งแกร่งสุดโลก: ค่าเงินบาทและ USDTHB จะไปทางไหน
กลุ่มสินทรัพย์ |
อยู่ฝั่งไหนของตัว K |
สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนัก |
อิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ |
ขาบน |
ได้แรงหนุนจากส่งออกและ AI ต่อเนื่อง แต่ราคาแพงเมื่อเทียบกำไรและกระจุกตัวสูง |
นิคมอุตสาหกรรม |
ขาบน |
รับ FDI ต่อเนื่อง แต่รายได้เข้างบช้ากว่าการอนุมัติ BOI ราว 6 ถึง 18 เดือน |
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ |
คาบเกี่ยวทั้งสองขา |
ได้จากสินเชื่อธุรกิจใหญ่ แต่เจอคุณภาพสินเชื่อฝั่งครัวเรือนและ SMEs |
ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค |
ขาล่าง |
กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอตามค่าจ้างที่แท้จริงที่ติดลบ |
ทองคำและดัชนีต่างประเทศ |
อยู่นอกวงจรในประเทศ |
ไม่ผูกกับกำลังซื้อไทย ใช้ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวได้ |
DELTA เพียงตัวเดียวมีมูลค่าตลาดราว 4.07 ล้านล้านบาท จากมูลค่าตลาดหุ้นไทยทั้งหมดราว 19.37 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 21% และซื้อขายที่ P/E สูงกว่า 100 เท่า ตัวเลขนี้อธิบายได้ว่าทำไมดัชนี SET ขึ้น แต่พอร์ตของคนส่วนใหญ่กลับไม่ขยับตาม
ราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นแตะ 71,800 บาทต่อบาททองคำเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวตามดอลลาร์และดอกเบี้ยโลก ไม่ได้ขึ้นกับกำลังซื้อในประเทศ วิธีคิดเรื่องการแบ่งสัดส่วนระหว่างตลาดไทยกับตลาดโลกอธิบายไว้ใน หุ้นไทย vs หุ้นโลก 2026: เลือกจัดพอร์ตที่ไหนดี ส่วนวิธีดูว่าเม็ดเงินกำลังหมุนไปกลุ่มไหน อ่านได้ที่ กลยุทธ์การหมุนเวียนภาคส่วน
ช่วงเวลา |
สิ่งที่ต้องติดตาม |
รายไตรมาส |
ทิศทางการจ้างงานและชั่วโมงทำงาน ตัวชี้ว่าขาล่างจะทรงตัวหรือทรุดต่อ |
รายไตรมาส |
คุณภาพสินเชื่อ SMEs และหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน ที่อาจกลายเป็น NPLs |
ต่อเนื่อง |
ผลของมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต่อกำลังซื้อขาล่าง |
ไตรมาส 4/2569 |
ราคาปุ๋ยและผลผลิตเกษตรจากเอลนีโญ ที่อาจดันราคาอาหารขึ้นอีก |
ปี 2570 |
ประมาณการ GDP 1.9% ของ SCB EIC จุดชี้ว่าช่องว่างตัว K จะแคบลงหรือถ่างขึ้น |
วันประกาศตัวเลขเหล่านี้ดูได้จาก ปฏิทินเศรษฐกิจ ของ EBC และหากต้องการคำนวณขนาดสถานะกับความเสี่ยงก่อนวางแผนพอร์ต ใช้ เครื่องมือคำนวณการเทรด ได้ฟรี
K-shaped คือการฟื้นตัวที่แยกเป็นสองทางพร้อมกัน กลุ่มหนึ่งไต่ขึ้นตามขาบนของตัว K อีกกลุ่มไหลลงตามขาล่าง กรณีของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขาบนคือการส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยี ส่วนขาล่างคือครัวเรือนรายได้น้อยถึงปานกลางและ SMEs
กระทรวงการคลังคาด 2.5% ในกรอบ 2.0 ถึง 3.0% ปรับขึ้นจากประมาณการเดือนเมษายนที่ 1.6% ขณะที่ SCB EIC ประเมิน 2.0% และ IMF ประเมิน 1.9% ความต่างระหว่างสามสำนักสะท้อนว่าแรงส่งจากนอกประเทศยังไม่แน่นอนสูง
เพราะการเติบโตกระจุกในอุตสาหกรรมที่พึ่งการนำเข้าสูงและจ้างคนน้อย ขณะเดียวกันค่าจ้างที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อติดลบ 2.88% ในไตรมาส 2/2569 ความรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้จึงมีตัวเลขรองรับ คือรายได้ครัวเรือนที่ลดลงเหลือ 28,308 บาทต่อเดือน
ไม่จำเป็น สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดมาที่ 85.9% แต่มูลค่าหนี้จริงยังเพิ่มเป็น 16.41 ล้านล้านบาท สัดส่วนที่ลดลงเกิดจาก GDP โตเร็วกว่าหนี้ ประกอบกับการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น ฐานะการเงินครัวเรือนจึงยังไม่ได้แข็งแรงขึ้นตามตัวเลข
หุ้นกลุ่มไหนอยู่ขาบน และกลุ่มไหนอยู่ขาล่างขาบนคืออิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรายได้ผูกกับการส่งออกและ FDI ขาล่างคือค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และ SMEs ที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่คาบเกี่ยวทั้งสองขา เพราะได้จากสินเชื่อธุรกิจใหญ่แต่รับความเสี่ยงหนี้เสียฝั่งครัวเรือน
SCB EIC คาดว่า GDP ปี 2570 จะชะลอลงเหลือ 1.9% ใกล้เคียงปี 2569 โดยชี้ว่าข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังอยู่ครบ ทั้งการบริโภคที่ฟื้นช้าตามกระบวนการลดหนี้ของครัวเรือน การลงทุนและการส่งออกที่กระจุกตัวและพึ่งการนำเข้าสูง พื้นที่ทางการคลังที่ลดลง และความเปราะบางของ SMEs
GDP ที่ 2.5% กับรายได้ครัวเรือนที่ 28,308 บาทต่อเดือน กำลังวัดคนคนละกลุ่มในเศรษฐกิจเดียวกัน นักลงทุนที่อ่านแค่พาดหัวเดียวจึงเสี่ยงมองข้ามสองสิ่งสำคัญ คือ ความเปราะบางในหุ้นที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ และความเสี่ยงด้านราคาในหุ้นขาบนที่เงินลงทุนกระจุกตัวสูง
การกระจายความเสี่ยงข้ามตลาดคือเครื่องมือที่ตรงที่สุดสำหรับเศรษฐกิจสองทิศทาง สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงดัชนีต่างประเทศและทองคำผ่านโบรกเกอร์ที่กำกับดูแลโดย FCA, ASIC และ CIMA สามารถศึกษาเงื่อนไข บัญชีเทรด และผลิตภัณฑ์ ดัชนี CFD ของ EBC ก่อนตัดสินใจ