หากราคาหุ้น AI ยังคงลดลงต่อไป กองทุน ETF ใดบ้างที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้จริง?
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

หากราคาหุ้น AI ยังคงลดลงต่อไป กองทุน ETF ใดบ้างที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้จริง?

ผู้เขียน: Charon N.

เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-19

พอร์ตการลงทุนที่สร้างขึ้นจากกระแสหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) มักเกิดความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดกลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงจากการกระจุกตัวที่ใหญ่ที่สุดในพอร์ต เมื่อหุ้นกลุ่ม AI ปรับตัวลงพร้อมกันทั้งกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (data center) หรือหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ (mega-cap growth) การกระจายความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป แต่กลายเป็นการตัดสินใจจัดสรรพอร์ตที่ต้องลงมือทำจริง

กราฟแสดงการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม AI และ ETF ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ต

ETF หลายกองช่วยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีได้ผ่าน 6 แนวทาง ได้แก่ กลุ่มหุ้นเชิงรับ (defensive sector) ปัจจัยด้านมูลค่าหุ้น (valuation) การกระจุกตัว การควบคุมความผันผวน สินทรัพย์นอกตลาดหุ้น และการป้องกันความเสี่ยงโดยตรง บาง ETF เปลี่ยนชนิดของหุ้นที่พอร์ตถือครอง ขณะที่บางกองช่วยลดปริมาณความเสี่ยงจากหุ้นโดยรวม


ประเด็นสำคัญ

  • XLP และ XLV ช่วยลดการพึ่งพากำไรที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากตลาดหุ้นเต็มรูปแบบ

  • VTV, QUAL และ COWZ เน้นแก้ปัญหาเรื่องมูลค่าหุ้นและคุณภาพธุรกิจ ไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหุ้นเทคโนโลยีโดยตรง

  • RSP, USMV และ JEPI ปรับโครงสร้างความกระจุกตัว ความผันผวน หรือรูปแบบผลตอบแทนภายในหุ้น

  • BIL และ GLD เป็นการลงทุนนอกตลาดหุ้น ส่วน SQQQ เป็นการเทรดเชิงทิศทางแบบใช้เลเวอเรจ


ก่อนอื่นต้องรู้ว่าความเสี่ยงหุ้น AI แบบไหนที่ต้องการลด

การปรับฐานของหุ้น AI เกิดขึ้นได้จาก 3 สาเหตุหลัก และ ETF ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุใดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก


การปรับฐานเฉพาะกลุ่มหุ้น AI

เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล และหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ ปรับราคาลงแรงในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งดี กลไกเบื้องหลังคือการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (sector rotation) ไม่ใช่ความอ่อนแอของเศรษฐกิจ


การปรับฐานจากปัจจัยด้านมูลค่าหุ้น

ผลกำไรของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง แต่นักลงทุนเริ่มไม่ยอมจ่ายราคาพรีเมียมสำหรับการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล การปรับลดมูลค่าหุ้น (de-rating) นี้กระทบหุ้นที่มีราคาแพงที่สุดหนักที่สุด


การปรับฐานทั่วทั้งตลาด

ความอ่อนแอของหุ้นเทคโนโลยีลุกลามไปสู่การเทขายหุ้นทั่วตลาด มักเกิดพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น สินเชื่อที่ตึงตัวขึ้น หรือเศรษฐกิจที่ชะลอตัว


ETF แต่ละตัวรับมือความเสี่ยงหุ้น AI แบบไหน

จัดกลุ่มตามหน้าที่ของแต่ละกองทุน ไม่ได้จัดอันดับจากดีที่สุดไปแย่ที่สุด

ETF แนวทางการลงทุน ความเสี่ยงหลักที่ช่วยลด ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน (gross expense ratio)
XLP หุ้นกลุ่มเชิงรับ การพึ่งพากำไรที่เกี่ยวข้องกับ AI 0.08%
XLV หุ้นกลุ่มเชิงรับ การพึ่งพากำไรจากหุ้นเทคโนโลยี 0.08%
VTV หุ้นคุณค่า (Value) มูลค่าหุ้นเติบโตที่ถูกกดลง 0.03%
QUAL หุ้นคุณภาพ (Quality) กำไรอ่อนแอและหนี้สินสูง 0.15%
COWZ กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ความเสี่ยงด้านมูลค่าจากกระแสเงินสด 0.49%
RSP ถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal Weight) การกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่ 0.20%
USMV ความผันผวนต่ำสุด (Minimum Volatility) ความผันผวนของหุ้น 0.15%
JEPI หุ้นผสมออปชัน (Equity Plus Options) ความผันผวน 0.35%
BIL พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น (Short Treasuries) สัดส่วนความเสี่ยงจากหุ้นโดยรวม 0.14%
GLD ทองคำ การพึ่งพากำไรของบริษัท 0.40%
XLU หุ้นสาธารณูปโภค (Utilities) ความเสี่ยงจากกำไรตามวัฏจักรเศรษฐกิจ 0.08%
SQQQ เลเวอเรจกลับทิศทาง (Inverse Leverage) การปรับตัวลงของดัชนี Nasdaq 0.99%

อัตราค่าใช้จ่ายรวมนี้ไม่รวมส่วนลดค่าธรรมเนียม (fee waiver) และอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับผู้ออกกองทุนโดยตรง


XLP และ XLV ช่วยลดการพึ่งพากระแสหุ้น AI

XLP เปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนไปยังกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความต้องการต่อเนื่อง เช่น สินค้าใช้ในครัวเรือน เครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอาหาร ส่วน XLV เปลี่ยนไปยังกลุ่มยา อุปกรณ์การแพทย์ บริษัทประกัน และบริการด้านสุขภาพ ทั้งสองกองไม่ได้พึ่งพาการลงทุนในศูนย์ข้อมูลหรือความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องรักษาระดับการเติบโตในปัจจุบัน


ข้อจำกัดคือทั้งสองยังเป็นหุ้นอยู่ดี หากเกิดการเทขายทั่วตลาด ราคาหุ้นกลุ่มเชิงรับก็จะถูกฉุดลงไปพร้อมกับตลาดโดยรวมเช่นกัน และกลุ่มสุขภาพยังมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเบิกจ่ายค่ารักษา และความคืบหน้าของยาในไปป์ไลน์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเลย


ทำไม XLU ไม่ใช่ตัวเลือกปลอดภัยเสมอไป

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคได้ชื่อว่าเป็นหุ้นเชิงรับ เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปามีความสม่ำเสมอ แต่ราคาหุ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ธุรกิจกลุ่มนี้ใช้เงินลงทุนสูงและมีหนี้สินจำนวนมาก ดังนั้นหากการปรับฐานเกิดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น XLU ก็อาจถูกกดดันไปพร้อมกันได้เช่นกัน


การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลยังทำให้เรื่องราวการเติบโตของหุ้นสาธารณูปโภคส่วนหนึ่งผูกติดกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก AI ด้วย ดังนั้น XLU จะเคลื่อนไหวแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าหุ้น AI ปรับตัวลงเพราะมูลค่าหุ้นแพงเกินไป เพราะอัตราดอกเบี้ย หรือเพราะความกังวลเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน


VTV, QUAL และ COWZ รับมือความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้นต่างกันอย่างไร

ETF ทั้งสามตัวนี้มีประโยชน์เมื่อความอ่อนแอมาจากมูลค่าหุ้นที่แพงเกินไป ไม่ใช่จากกำไรของหุ้น AI ที่ทรุดตัวลง


VTV เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่าขนาดใหญ่ (large-cap value) ซึ่งจะลดน้ำหนักหุ้นที่มีค่า P/E สูงที่สุดโดยอัตโนมัติ ส่วน COWZ จัดอันดับหุ้นในดัชนี Russell 1000 ตามอัตราผลตอบแทนกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow yield) แล้วให้น้ำหนักหุ้น 100 อันดับแรกตามกระแสเงินสดที่สร้างได้ โดยไม่รวมกลุ่มการเงินตามหลักเกณฑ์ของกองทุน


QUAL คัดกรองหุ้นจากความสามารถในการทำกำไร ความสม่ำเสมอของกำไร และหนี้สินที่ต่ำ แต่ถือเป็นข้อยกเว้นบางส่วนในกลุ่มนี้ เพราะดัชนีอ้างอิงของ QUAL ยังคงสัดส่วนอุตสาหกรรมให้เท่ากับดัชนีตั้งต้นที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงอยู่แล้ว จึงช่วยยกระดับคุณภาพธุรกิจโดยไม่ได้ลดสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีหรือมูลค่าที่นักลงทุนต้องจ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ


ดังนั้น VTV และ COWZ จึงช่วยลดการพึ่งพาสมมติฐานที่ว่าตลาดจะยอมจ่ายราคาพรีเมียมให้กับการเติบโตระยะยาวต่อไป ขณะที่ QUAL ช่วยลดการพึ่งพาว่ากำไรเหล่านั้นจะไม่เปราะบาง ทั้งสองหน้าที่นี้ไม่เท่ากับความปลอดภัย และกลยุทธ์เชิงปัจจัย (factor) มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดทุกครั้งที่หุ้นเติบโตกลับมานำตลาดอีกครั้ง


RSP ลดการกระจุกตัวโดยไม่ต้องออกจากดัชนี S&P 500

การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market-cap weighting) มีผลข้างเคียงในตัวเอง นั่นคือหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดจะกลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในดัชนีโดยอัตโนมัติ เมื่อหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มเล็ก ๆ เป็นตัวนำดัชนี อิทธิพลของหุ้นเหล่านั้นต่อผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าตลาดที่สูงขึ้น


RSP ถ่วงน้ำหนักหุ้นในรายชื่อเดียวกันให้เท่ากันทุกตัว ช่วยจำกัดอิทธิพลของหุ้นขนาดใหญ่ตัวใดตัวหนึ่ง บทความเปรียบเทียบ RSP vs SPY ของเราอธิบายไว้ว่าโครงสร้างแต่ละแบบเคลื่อนไหวอย่างไรในแต่ละภาวะตลาด


จุดประสงค์ของ RSP ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง คือช่วยลดการพึ่งพาหุ้นกลุ่มเล็กที่ครองน้ำหนักดัชนี ไม่ใช่การลดความเสี่ยงของตลาดหุ้นโดยรวม


USMV และ JEPI เปลี่ยนพฤติกรรมของความเสี่ยงจากหุ้น

USMV ใช้กระบวนการหาค่าเหมาะสมที่สุดเพื่อลดความผันผวนให้ต่ำที่สุด (minimum volatility optimisation) ในหุ้นสหรัฐฯ จากนั้นจึงปรับน้ำหนักอุตสาหกรรมให้ใกล้เคียงกับดัชนีตั้งต้น เนื่องจากดัชนีตั้งต้นนั้นมีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ครองสัดส่วนสูงอยู่แล้ว กระบวนการนี้จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยีได้ทั้งหมด ชื่อ minimum volatility จึงไม่ได้แปลว่าพอร์ตนี้ปลอดหุ้นเทคโนโลยี


JEPI ผสมผสานพอร์ตหุ้นที่บริหารเชิงรุกและมีค่าเบต้าต่ำ เข้ากับกลยุทธ์สร้างรายได้ผ่านออปชัน โดยมีเป้าหมายให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวราบเรียบขึ้น แลกกับการสละผลตอบแทนส่วนเพิ่มบางส่วนเมื่อตลาดขาขึ้น


ทั้งสองกองช่วยปรับพฤติกรรมของพอร์ตหุ้น แต่ไม่ได้ลดความเสี่ยงจากหุ้นออกไป


BIL และ GLD คือกองทุนที่เปลี่ยนสัดส่วนสินทรัพย์อย่างแท้จริง

ETF ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นยังคงอยู่ในตลาดหุ้น แต่ BIL ไม่ใช่ กองทุนนี้ถือตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ อายุสั้นมาก ราคาจึงแทบไม่ตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดหุ้น และผลตอบแทนจะเคลื่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ส่วนกองทุนพันธบัตรระยะสั้นอื่น ๆ อาจมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันไป


การย้ายเงินจากกองทุนที่เน้นหุ้น Nasdaq ไปยัง XLP เป็นการเปลี่ยนชนิดของหุ้นที่ถือครอง ส่วนการย้ายเงินบางส่วนไปยัง BIL คือการลดปริมาณความเสี่ยงจากหุ้นลงโดยตรง


GLD เปลี่ยนการพึ่งพากำไรของบริษัทมาเป็นการลงทุนในทองคำแทน ทองคำไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนในการถือครองทองคำก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และราคาทองคำอาจปรับตัวลงได้ในช่วงเวลาที่นักลงทุนคาดหวังให้สินทรัพย์เชิงรับอย่างทองคำยืนราคาไว้ได้พอดี


SQQQ คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง

SQQQ มีจุดประสงค์ต่างจาก ETF อีก 11 ตัวที่กล่าวมา กองทุนนี้มุ่งให้ผลตอบแทนสวนทางกับดัชนี Nasdaq-100 แบบใช้เลเวอเรจ และคำนวณผลตอบแทนใหม่ทุกวัน การรีเซ็ตรายวันนี้หมายความว่าผลตอบแทนเมื่อถือครองระยะยาวขึ้นอยู่กับลำดับการเคลื่อนไหวของตลาด ไม่ใช่แค่ทิศทางสุดท้ายของดัชนีเพียงอย่างเดียว


ในตลาดที่ปรับตัวลงแล้วฟื้นตัวสลับกันไปมาซ้ำ ๆ ผลของการทบต้น (compounding) อาจทำให้ผลตอบแทนสุดท้ายห่างไกลจากผลตอบแทนของดัชนีคูณด้วยเลเวอเรจที่ระบุไว้มาก แม้ว่าทิศทางที่คาดการณ์ไว้จะถูกต้องก็ตาม XLP, VTV, RSP และ BIL เป็นเครื่องมือที่ปรับความเสี่ยงของพอร์ต ส่วน SQQQ คือการแสดงมุมมองต่อทิศทางตลาดโดยตรง


ETF ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุที่หุ้น AI ปรับตัวลง

ETF ทั้ง 12 ตัวนี้ใช้แทนกันไม่ได้ และความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการมองว่าทุกกองเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงประเภทเดียวกัน คำว่าหุ้นเชิงรับบอกเพียงว่ากองทุนถือครองอะไร ไม่ได้บอกว่ากองทุนนั้นจะรอดจากภาวะตลาดขาลงแบบไหน


ในจำนวน ETF ทั้ง 12 ตัว มี 8 ตัวที่เปลี่ยนองค์ประกอบของความเสี่ยงจากหุ้นโดยไม่ได้ลดปริมาณความเสี่ยงลง ส่วน BIL และ GLD ช่วยลดปริมาณความเสี่ยงที่ถือครองลงจริง ขณะที่ SQQQ ทำกำไรได้เมื่อตลาดปรับตัวลง จึงเป็นการเทรดมากกว่าการจัดสรรพอร์ต การเลือกใช้ ETF จึงควรเริ่มจากสาเหตุที่หุ้น AI ปรับตัวลง ไม่ใช่เริ่มจากป้ายชื่อของกองทุน


คำถามที่พบบ่อย

ต้องขายหุ้น AI ทิ้งเพื่อลดความเสี่ยงหรือไม่

ไม่จำเป็น การเพิ่มกองทุนที่มีปัจจัยขับเคลื่อนกำไรต่างจาก AI จะช่วยลดสัดส่วนของพอร์ตที่ผูกกับ AI ลง โดยที่หุ้นเดิมยังคงถือครองอยู่เหมือนเดิม ส่วนการขายหุ้นทิ้งคือการตัดความเสี่ยงออกไปทันที ซึ่งมีผลกระทบด้านจังหวะเวลาและต้นทุนที่แตกต่างกัน


ETF เหล่านี้ยังมีหุ้น AI หรือหุ้นเทคโนโลยีอยู่หรือไม่

มีหลายกองที่ยังถือครองอยู่ RSP ถือหุ้นทุกตัวในดัชนี S&P 500 ส่วน USMV และ QUAL คงสัดส่วนอุตสาหกรรมให้ใกล้เคียงกับดัชนีตั้งต้นที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง มีเพียง XLP, XLV และ XLU เท่านั้นที่ไม่รวมกลุ่มเทคโนโลยีตามโครงสร้างของกองทุน ขณะที่ BIL และ GLD ไม่ใช่หุ้นตั้งแต่แรก


กองทุน ETF พันธบัตรจะปรับตัวขึ้นเสมอเมื่อหุ้นตกหรือไม่

ไม่เสมอไป กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง BIL รักษามูลค่าได้เพราะราคาแทบไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย แต่กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวอาจปรับตัวลงพร้อมกับหุ้นได้เช่นกัน หากการเทขายมีสาเหตุมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ไม่ใช่จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว


ถือ ETF กลับทิศทางอย่าง SQQQ ได้นานแค่ไหน

ไม่มีกำหนดเวลาตายตัว แต่เป้าหมายในการติดตามดัชนีใช้ได้เฉพาะในแต่ละวันซื้อขายเท่านั้น หากถือครองข้ามหลายสัปดาห์ในตลาดที่ผันผวน ผลตอบแทนสะสมอาจเบี่ยงเบนไปจากการเคลื่อนไหวของดัชนีอย่างมาก ผู้ออกกองทุนเองก็ระบุว่าเครื่องมือประเภทนี้เหมาะสำหรับการถือครองระยะสั้นเท่านั้น


ETF ตัวไหนเหมาะที่สุดหากหุ้น AI ตกเพราะอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น

การปรับตัวลงที่มีสาเหตุจากอัตราดอกเบี้ยเป็นสถานการณ์ที่ยากที่สุดที่จะป้องกันด้วยหุ้น เพราะหุ้นเติบโตระยะยาว หุ้นสาธารณูปโภค และทองคำ อาจถูกกดดันพร้อมกันทั้งหมด เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะดันอัตราคิดลด (discount rate) และต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนให้สูงขึ้นตามไปด้วย การลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นได้รับผลกระทบน้อยที่สุด


ETF ของ EBC ครอบคลุมทั้งกลุ่มหุ้นเชิงรับ หุ้นคุณค่า และตราสารหนี้ระยะสั้น เปรียบเทียบตัวเลือกที่มีอยู่ก่อนตัดสินใจว่าแนวทางใดเหมาะกับมุมมองความเสี่ยงของคุณ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความแนะนำ
เหตุใดกองทุน ETF DRAM จึงร่วงลง 32% ในเดือนกรกฎาคม แม้จะมีเงินไหลเข้าถึง 21 พันล้านดอลลาร์
ดัชนี Nasdaq พุ่ง: หุ้นเติบโตสะท้อนราคาอนาคตในปี 2026 อย่างไร
SMH เทียบกับ SOXX: กองทุน ETF เซมิคอนดักเตอร์ตัวไหนมีโอกาสเติบโตในปี 2026 ดีกว่ากัน?
SKYY ETF: กองทุนคลาวด์คอมพิวติ้งที่ติดตามทุกคลื่นการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026
SOXX ร่วง 5% แม้การใช้จ่ายด้าน AI เพิ่มขึ้น เกิดอะไรขึ้น?