เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-10

ตลาดหุ้น IPO กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต แต่หลายคนยังไม่เข้าใจว่า "หุ้น IPO คืออะไร" และมีศัพท์เทคนิคอะไรบ้างที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน
การเข้าใจศัพท์เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณอ่านหนังสือชี้ชวน วิเคราะห์โอกาส และตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น วันนี้ EBC Financial Group จะพาคุณไปรู้จัก 10 คำศัพท์สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจก่อนก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุนหุ้น IPO
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือกำลังมองหาความรู้เพิ่มเติม บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจภาษาของตลาดทุนได้ดีขึ้น และสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หุ้น IPO หรือ Initial Public Offering คือการที่บริษัทเอกชนเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้คนธรรมดาอย่างเราๆ เข้ามาเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจที่เคยเป็นของผู้ก่อตั้งหรือนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
เมื่อบริษัทตัดสินใจทำ IPO พวกเขาจะเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทมหาชน (Public Company) และนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ วัตถุประสงค์หลักคือการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ หรือชำระหนี้สิน
สำหรับนักลงทุน การซื้อหุ้น IPO เปรียบเสมือนการเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ซึ่งบางครั้งอาจได้ราคาที่น่าสนใจกว่าเมื่อหุ้นเริ่มซื้อขายในตลาดแล้ว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้น IPO มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
IPO คือจุดเริ่มต้นที่บริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้ามาถือหุ้นได้ ก่อนหน้านี้ หุ้นของบริษัทจะอยู่ในมือของผู้ก่อตั้ง พนักงาน และนักลงทุนเอกชนเท่านั้น
การซื้อหุ้นในช่วง IPO มักมีราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และนักลงทุนสามารถจองซื้อได้ในช่วงเวลาที่บริษัทกำหนด หลังจากนั้น หุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ โดยราคาจะเคลื่อนไหวตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน
ตัวอย่าง: บริษัท A ตัดสินใจทำ IPO โดยเสนอขายหุ้น 100 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อได้ในช่วงเวลาที่กำหหนด หลังจากนั้นหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
Underwriter คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างบริษัทที่ต้องการระดมทุนกับนักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้น พวกเขามีบทบาทสำคัญในการดูแลกระบวนการ IPO ให้เป็นไปอย่างราบรื่น
หน้าที่หลักของ Underwriter ได้แก่:
รับจองและจัดสรรหุ้นให้กับนักลงทุน
ให้คำแนะนำเกี่ยวกับราคาหุ้นที่เหมาะสม
วางกลยุทธ์การขายและการตลาด
รับประกันการขายหุ้นให้บริษัท (ในบางกรณี)
การมี Underwriter ที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการ IPO
หนังสือชี้ชวนเป็นเอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนแก่นักลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน เอกสารนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับบริษัท
ข้อมูลสำคัญที่มักปรากฏในหนังสือชี้ชวน:
ข้อมูลธุรกิจและรูปแบบการดำเนินงาน
งบการเงินย้อนหลัง 3-5 ปี
ความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อธุรกิจ
วัตถุประสงค์การใช้เงินทุนที่ระดมได้
วิธีการจองซื้อหุ้นและรายละเอียดการจัดสรร
ข้อมูลผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่
การอ่านหนังสือชี้ชวนอย่างละเอียดจะช่วยให้คุณเข้าใจบริษัทอย่างลึกซึ้ง และประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น
ในอดีต การถือครองหุ้นจะอยู่ในรูปแบบใบหุ้นจริง (Scrip) ที่สามารถจับต้องได้ แต่ปัจจุบันระบบการถือครองหุ้นได้พัฒนาไปสู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless) ที่สะดวกและปลอดภัยกว่า
Scrip (ใบหุ้น):
ถือครองหุ้นในรูปแบบกระดาษจริง
ได้รับใบหุ้นทางไปรษณีย์
ซื้อขายโดยการลงชื่อผู้โอนและผู้รับโอนด้านหลังใบหุ้น
มีความเสี่ยงจากการสูญหายหรือชำรุด
Scripless (ไร้ใบหุ้น):
ถือครองหุ้นในระบบอิเล็กทรอนิกส์
ฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)
ซื้อขายได้สะดวกและรวดเร็ว
ปลอดภัยกว่า ลดความเสี่ยงจากการสูญหาย
ปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกใช้ระบบ Scripless เพราะความสะดวกและความปลอดภัยที่สูงกว่า
TSD คือศูนย์กลางที่รับฝากหลักทรัพย์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหัวใจสำคัญของระบบการซื้อขายหลักทรัพย์สมัยใหม่ที่ช่วยให้การซื้อขายหุ้นมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
บทบาทหน้าที่ของ TSD:
รับฝากและบันทึกข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์
รับโอนหลักทรัพย์ระหว่างนักลงทุน
จัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆ
ส่งข้อมูลให้บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
การฝากหุ้นไว้กับ TSD จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญหายของใบหุ้น และทำให้การซื้อขายสะดวกรวดเร็วขึ้น
บัญชี 600 เป็นบัญชีที่ให้นักลงทุนฝากหุ้นไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) โดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถือหุ้นในระบบ Scripless แต่ยังไม่พร้อมเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เต็มรูปแบบ
ข้อดีของบัญชี 600:
รับหุ้นได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
ปลอดภัยกว่าการถือใบหุ้นจริง
รับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้เหมือนกัน
ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม หากต้องการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คุณจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์
P/E Ratio หรือ Price to Earnings Ratio คือเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินว่าราคาหุ้น IPO สูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัท
วิธีคำนวณ: P/E Ratio = ราคาหุ้น ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
ตัวอย่าง:
ราคาหุ้น IPO = 50 บาท
กำไรสุทธิต่อหุ้น = 5 บาท
P/E Ratio = 50 ÷ 5 = 10 เท่า
การตีความ P/E Ratio:
P/E สูง: อาจหมายถึงนักลงทุนคาดหวังการเติบโตสูง หรือหุ้นอาจแพงเกินไป
P/E ต่ำ: อาจหมายถึงหุ้นมีราคาถูก หรือบริษัทมีปัญหา
นักลงทุนควรเปรียบเทียบ P/E ของหุ้น IPO กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหรือบริษัทคู่แข่ง เพื่อประเมินว่าราคาหุ้นเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม อย่าพึ่งพา P/E เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มธุรกิจ ความเสี่ยง และโอกาสการเติบโตด้วย
Small Lot First เป็นวิธีการจัดสรรหุ้น IPO ที่ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสได้รับหุ้นมากขึ้น โดยไม่เอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนรายใหญ่
หลักการทำงาน:
จัดสรรหุ้นให้ผู้จองซื้อในจำนวนขั้นต่ำก่อนอย่างเท่าเทียมกัน
หากยังมีหุ้นเหลือ จัดสรรเพิ่มเป็นรอบๆ ไป
หากรอบสุดท้ายมีหุ้นไม่เพียงพอ จะใช้ระบบสุ่มด้วยคอมพิวเตอร์
ตัวอย่าง:
บริษัทเสนอขายหุ้น IPO 1,000,000 หุ้น
มีผู้จองซื้อ 500 ราย ต่างจองอย่างละ 5,000 หุ้น
จัดสรรรอบแรก: ทุกคนได้ 2,000 หุ้นก่อน (รวม 1,000,000 หุ้น)
วิธีนี้ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงหุ้น IPO ได้มากขึ้น และสร้างความเป็นธรรมในตลาดทุน
Greenshoe Option เป็นกลไกที่ช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น IPO ในช่วงแรกที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น
วิธีทำงาน:
ผู้จัดจำหน่ายสามารถจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่กำหนดได้ (โดยปกติไม่เกิน 15%)
ภายใน 30 วันหลังเริ่มซื้อขาย ผู้จัดจำหน่ายต้องซื้อหุ้นคืน
หากราคาหุ้นตก: ซื้อหุ้นคืนจากตลาด ช่วยพยุงราคา
หากราคาหุ้นขึ้น: ขอหุ้นเพิ่มจากบริษัทตามสิทธิที่ตกลงไว้
ตัวอย่าง:
บริษัทเสนอขาย 100 ล้านหุ้น
ผู้จัดจำหน่ายใช้ Greenshoe Option จัดสรรเพิ่ม 15 ล้านหุ้น
หากราคาหุ้นลง ผู้จัดจำหน่ายซื้อคืน 15 ล้านหุ้นจากตลาด ช่วยดันราคาขึ้น
กลไกนี้ช่วยให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงแรก และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
First Trading Day คือวันแรกที่หุ้น IPO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ เป็นวันที่ตื่นเต้นและน่าจับตามองสำหรับทั้งบริษัทและนักลงทุน
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวันซื้อขายวันแรก:
ราคาหุ้นมักมีความผันผวนสูง
บางครั้งราคาอาจพุ่งสูงกว่าราคา IPO มาก (Premium)
บางครั้งราคาอาจลดลงต่ำกว่าราคา IPO (Discount)
ปริมาณการซื้อขายมักสูงกว่าปกติ
เคล็ดลับสำหรับวันซื้อขายวันแรก:
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์
พิจารณาเป้าหมายการลงทุนของคุณเอง
อาจรอให้ราคาเสถียรก่อนซื้อเพิ่ม
การเข้าใจศัพท์เทคนิคไม่ใช่แค่เพื่อให้ดูเป็นมืออาชีพ แต่มันคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้คุณ:
1. อ่านหนังสือชี้ชวนเข้าใจ เมื่อคุณเข้าใจศัพท์เทคนิค คุณจะสามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลในหนังสือชี้ชวนได้ดีขึ้น รู้ว่าบริษัทมีความเสี่ยงอะไร มีแผนการใช้เงินทุนอย่างไร และมีศักยภาพแค่ไหน
2. ประเมินมูลค่าหุ้นได้แม่นยำกว่า การรู้จัก P/E Ratio และเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ จะช่วยให้คุณประเมินว่าราคาหุ้น IPO เหมาะสมหรือไม่ ไม่ต้องพึ่งความรู้สึกหรือข่าวลือ
3. ตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูล เมื่อคุณเข้าใจกระบวนการและกลไกต่างๆ เช่น การจัดสรรหุ้น Greenshoe Option คุณจะสามารถคาดการณ์และวางแผนการลงทุนได้ดีขึ้น
4. หลีกเลี่ยงกับดักและความเสี่ยง การรู้ว่าอะไรคืออะไร จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จหรือการเก็งกำไรที่เสี่ยงเกินไป
แม้ว่าหุ้น IPO และ Forex จะเป็นคนละตลาด แต่การเข้าใจศัพท์เทคนิคและแนวคิดการลงทุนในตลาดหุ้นจะช่วยเสริมทักษะการเทรด Forex ของคุณ:
1. เข้าใจกลไกตลาดการเงิน การรู้จักกับคำศัพท์และกระบวนการในตลาดทุนจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของระบบการเงินโลก ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน
2. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ดีขึ้น การรู้จักวิเคราะห์งบการเงินและความเสี่ยงของบริษัทจะช่วยให้คุณวิเคราะห์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเทรด Forex
3. บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ แนวคิดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนหุ้น IPO สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเทรด Forex ได้ เช่น การกระจายความเสี่ยง การตั้งเป้าหมาย และการจำกัดขาดทุน
4. สร้างพอร์ตลงทุนที่หลากหลาย การเข้าใจทั้งตลาดหุ้นและ Forex จะช่วยให้คุณสามารถสร้างพอร์ตลงทุนที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น
1: หุ้น IPO ทุกตัวจะให้ผลตอบแทนสูงเสมอ ความจริง: ไม่ใช่ทุกหุ้น IPO จะประสบความสำเร็จ บางตัวอาจมีราคาลดลงหลังเริ่มซื้อขาย การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็น
2: ซื้อหุ้น IPO ง่ายและได้เสมอ ความจริง: หุ้น IPO ที่น่าสนใจมักมีผู้จองซื้อมาก คุณอาจไม่ได้รับหุ้นเต็มจำนวนที่จอง หรืออาจไม่ได้เลยในบางกรณี
3: ราคา IPO คือราคาที่ดีที่สุด ความจริง: บางครั้งราคาหุ้นอาจลดลงหลังเริ่มซื้อขาย ทำให้คุณสามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคา IPO
4: ไม่ต้องอ่านหนังสือชี้ชวนก็ได้ ความจริง: หนังสือชี้ชวนเป็นเอกสารสำคัญที่มีข้อมูลครบถ้วน การไม่อ่านอาจทำให้คุณพลาดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือข้อจำกัดของบริษัท
ตลาดหุ้นและตลาด Forex มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณเป็นนักลงทุนที่รอบด้านมากขึ้น
1. การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ เมื่อมีหุ้น IPO ที่น่าสนใจ เงินทุนต่างชาติมักไหลเข้ามาลงทุน ส่งผลให้ค่าเงินในประเทศแข็งค่าขึ้น
2. ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นที่คึกคักและมี IPO ที่ประสบความสำเร็จแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อค่าเงิน
3. การกระจายพอร์ตลงทุน นักลงทุนมืออาชีพมักกระจายการลงทุนทั้งในหุ้นและ Forex เพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง
หุ้น IPO (Initial Public Offering) คือหุ้นที่บริษัทเอกชนเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งต่างจากหุ้นทั่วไปที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว หุ้น IPO มักมีราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและต้องจองซื้อในช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หุ้นทั่วไปสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดทำการ หุ้น IPO ให้โอกาสนักลงทุนเข้าถึงบริษัทที่มีศักยภาพในราคาที่อาจน่าสนใจกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากยังไม่มีประวัติการซื้อขายในตลาด
การจองซื้อหุ้น IPO ทำได้โดยติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Underwriter) คุณจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ก่อน จากนั้นศึกษาหนังสือชี้ชวนและกรอกแบบฟอร์มจองซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการและวางเงินมัดจำ หลังจากปิดรับจอง บริษัทจะจัดสรรหุ้นตามระบบที่กำหนด (เช่น Small Lot First) และคุณจะได้รับแจ้งผลการจัดสรร หากไม่ได้รับหุ้นหรือได้น้อยกว่าที่จอง เงินส่วนเกินจะถูกคืนให้
P/E Ratio สูงหรือต่ำไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีเสมอไป ขึ้นอยู่กับบริบท P/E สูงอาจหมายถึงนักลงทุนมีความคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตเร็วในอนาคต หรืออาจหมายถึงหุ้นมีราคาแพงเกินไปก็ได้ ในทางตรงกันข้าม P/E ต่ำอาจหมายถึงหุ้นมีราคาถูกและเป็นโอกาสดี หรืออาจสะท้อนว่าบริษัทมีปัญหาและนักลงทุนไม่มั่นใจก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องเปรียบเทียบ P/E กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มการเติบโต คุณภาพของกำไร และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจประกอบด้วย
การเทรด Forex และการลงทุนหุ้น IPO เป็นคนละตลาดที่มีลักษณะแตกต่างกัน Forex เป็นการซื้อขายคู่เงินในตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีความผันผวนสูง และมักมุ่งเน้นการทำกำไรระยะสั้น ในขณะที่หุ้น IPO เป็นการลงทุนในบริษัทเฉพาะตัว ซื้อขายได้เฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์เปิด และมักมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะกลางถึงยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองตลาดต้องอาศัยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยงที่ดี นักลงทุนมืออาชีพมักกระจายการลงทุนในทั้งสองตลาดเพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง EBC Financial Group ให้บริการทั้งการเทรด Forex และคำแนะนำการลงทุนหุ้น ช่วยให้คุณสร้างพอร์ตลงทุนที่หลากหลาย
ข้อสงวนสิทธิ์:
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC Financial Group หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน