10 ศัพท์ IPO ที่ต้องรู้! มือใหม่ Trade Forex ก็เข้าใจได้ เปรียบเทียบชัดๆ ให้เห็นภาพ
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

10 ศัพท์ IPO ที่ต้องรู้! มือใหม่ Trade Forex ก็เข้าใจได้ เปรียบเทียบชัดๆ ให้เห็นภาพ

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-10

เทรด forex

ตลาดหุ้น IPO กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต แต่หลายคนยังไม่เข้าใจว่า "หุ้น IPO คืออะไร" และมีศัพท์เทคนิคอะไรบ้างที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน


การเข้าใจศัพท์เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณอ่านหนังสือชี้ชวน วิเคราะห์โอกาส และตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น วันนี้ EBC Financial Group จะพาคุณไปรู้จัก 10 คำศัพท์สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจก่อนก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุนหุ้น IPO


ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือกำลังมองหาความรู้เพิ่มเติม บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจภาษาของตลาดทุนได้ดีขึ้น และสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หุ้น IPO คืออะไร? ทำไมนักลงทุนถึงให้ความสนใจ

หุ้น IPO หรือ Initial Public Offering คือการที่บริษัทเอกชนเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้คนธรรมดาอย่างเราๆ เข้ามาเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจที่เคยเป็นของผู้ก่อตั้งหรือนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น


เมื่อบริษัทตัดสินใจทำ IPO พวกเขาจะเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทมหาชน (Public Company) และนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ วัตถุประสงค์หลักคือการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ หรือชำระหนี้สิน


สำหรับนักลงทุน การซื้อหุ้น IPO เปรียบเสมือนการเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ซึ่งบางครั้งอาจได้ราคาที่น่าสนใจกว่าเมื่อหุ้นเริ่มซื้อขายในตลาดแล้ว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้น IPO มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ


10 คำศัพท์หุ้น IPO ที่นักลงทุนต้องรู้

1. IPO (Initial Public Offering) - การเสนอขายหุ้นครั้งแรก

IPO คือจุดเริ่มต้นที่บริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้ามาถือหุ้นได้ ก่อนหน้านี้ หุ้นของบริษัทจะอยู่ในมือของผู้ก่อตั้ง พนักงาน และนักลงทุนเอกชนเท่านั้น


การซื้อหุ้นในช่วง IPO มักมีราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และนักลงทุนสามารถจองซื้อได้ในช่วงเวลาที่บริษัทกำหนด หลังจากนั้น หุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ โดยราคาจะเคลื่อนไหวตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน


ตัวอย่าง: บริษัท A ตัดสินใจทำ IPO โดยเสนอขายหุ้น 100 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อได้ในช่วงเวลาที่กำหหนด หลังจากนั้นหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์


2. Underwriter (ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์) - สะพานเชื่อมระหว่างบริษัทกับนักลงทุน

Underwriter คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างบริษัทที่ต้องการระดมทุนกับนักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้น พวกเขามีบทบาทสำคัญในการดูแลกระบวนการ IPO ให้เป็นไปอย่างราบรื่น


หน้าที่หลักของ Underwriter ได้แก่:

  • รับจองและจัดสรรหุ้นให้กับนักลงทุน

  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับราคาหุ้นที่เหมาะสม

  • วางกลยุทธ์การขายและการตลาด

  • รับประกันการขายหุ้นให้บริษัท (ในบางกรณี)


การมี Underwriter ที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการ IPO


3. Filing (หนังสือชี้ชวน) - เอกสารสำคัญที่นักลงทุนต้องอ่าน

หนังสือชี้ชวนเป็นเอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนแก่นักลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน เอกสารนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับบริษัท


ข้อมูลสำคัญที่มักปรากฏในหนังสือชี้ชวน:

  • ข้อมูลธุรกิจและรูปแบบการดำเนินงาน

  • งบการเงินย้อนหลัง 3-5 ปี

  • ความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อธุรกิจ

  • วัตถุประสงค์การใช้เงินทุนที่ระดมได้

  • วิธีการจองซื้อหุ้นและรายละเอียดการจัดสรร

  • ข้อมูลผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่


การอ่านหนังสือชี้ชวนอย่างละเอียดจะช่วยให้คุณเข้าใจบริษัทอย่างลึกซึ้ง และประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น


4. Scrip vs Scripless (ใบหุ้น vs ไร้ใบหุ้น) - รูปแบบการถือครองหุ้น

ในอดีต การถือครองหุ้นจะอยู่ในรูปแบบใบหุ้นจริง (Scrip) ที่สามารถจับต้องได้ แต่ปัจจุบันระบบการถือครองหุ้นได้พัฒนาไปสู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless) ที่สะดวกและปลอดภัยกว่า


Scrip (ใบหุ้น):

  • ถือครองหุ้นในรูปแบบกระดาษจริง

  • ได้รับใบหุ้นทางไปรษณีย์

  • ซื้อขายโดยการลงชื่อผู้โอนและผู้รับโอนด้านหลังใบหุ้น

  • มีความเสี่ยงจากการสูญหายหรือชำรุด


Scripless (ไร้ใบหุ้น):

  • ถือครองหุ้นในระบบอิเล็กทรอนิกส์

  • ฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)

  • ซื้อขายได้สะดวกและรวดเร็ว

  • ปลอดภัยกว่า ลดความเสี่ยงจากการสูญหาย


ปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกใช้ระบบ Scripless เพราะความสะดวกและความปลอดภัยที่สูงกว่า


5. TSD (Thailand Securities Depository) - ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์

TSD คือศูนย์กลางที่รับฝากหลักทรัพย์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหัวใจสำคัญของระบบการซื้อขายหลักทรัพย์สมัยใหม่ที่ช่วยให้การซื้อขายหุ้นมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ


บทบาทหน้าที่ของ TSD:

  • รับฝากและบันทึกข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์

  • รับโอนหลักทรัพย์ระหว่างนักลงทุน

  • จัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆ

  • ส่งข้อมูลให้บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์


การฝากหุ้นไว้กับ TSD จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญหายของใบหุ้น และทำให้การซื้อขายสะดวกรวดเร็วขึ้น


6. บัญชี 600 (บัญชีบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์) - บัญชีพิเศษสำหรับผู้ถือหุ้น

บัญชี 600 เป็นบัญชีที่ให้นักลงทุนฝากหุ้นไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) โดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถือหุ้นในระบบ Scripless แต่ยังไม่พร้อมเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เต็มรูปแบบ


ข้อดีของบัญชี 600:

  • รับหุ้นได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

  • ปลอดภัยกว่าการถือใบหุ้นจริง

  • รับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้เหมือนกัน

  • ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์


อย่างไรก็ตาม หากต้องการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คุณจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์


7. P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไร) - เครื่องมือประเมินมูลค่าหุ้น

P/E Ratio หรือ Price to Earnings Ratio คือเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินว่าราคาหุ้น IPO สูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัท


วิธีคำนวณ: P/E Ratio = ราคาหุ้น ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)


ตัวอย่าง:

  • ราคาหุ้น IPO = 50 บาท

  • กำไรสุทธิต่อหุ้น = 5 บาท

  • P/E Ratio = 50 ÷ 5 = 10 เท่า


การตีความ P/E Ratio:

  • P/E สูง: อาจหมายถึงนักลงทุนคาดหวังการเติบโตสูง หรือหุ้นอาจแพงเกินไป

  • P/E ต่ำ: อาจหมายถึงหุ้นมีราคาถูก หรือบริษัทมีปัญหา


นักลงทุนควรเปรียบเทียบ P/E ของหุ้น IPO กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหรือบริษัทคู่แข่ง เพื่อประเมินว่าราคาหุ้นเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม อย่าพึ่งพา P/E เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มธุรกิจ ความเสี่ยง และโอกาสการเติบโตด้วย


8. Small Lot First (การจัดสรรหุ้นแบบลอตเล็กก่อน) - ระบบที่เป็นธรรมกับนักลงทุนรายย่อย

Small Lot First เป็นวิธีการจัดสรรหุ้น IPO ที่ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสได้รับหุ้นมากขึ้น โดยไม่เอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนรายใหญ่


หลักการทำงาน:

  1. จัดสรรหุ้นให้ผู้จองซื้อในจำนวนขั้นต่ำก่อนอย่างเท่าเทียมกัน

  2. หากยังมีหุ้นเหลือ จัดสรรเพิ่มเป็นรอบๆ ไป

  3. หากรอบสุดท้ายมีหุ้นไม่เพียงพอ จะใช้ระบบสุ่มด้วยคอมพิวเตอร์


ตัวอย่าง:

  • บริษัทเสนอขายหุ้น IPO 1,000,000 หุ้น

  • มีผู้จองซื้อ 500 ราย ต่างจองอย่างละ 5,000 หุ้น

  • จัดสรรรอบแรก: ทุกคนได้ 2,000 หุ้นก่อน (รวม 1,000,000 หุ้น)


วิธีนี้ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงหุ้น IPO ได้มากขึ้น และสร้างความเป็นธรรมในตลาดทุน


9. Greenshoe Option (สิทธิจัดสรรหุ้นเกิน) - กลไกพยุงราคาหุ้น

Greenshoe Option เป็นกลไกที่ช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น IPO ในช่วงแรกที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น


วิธีทำงาน:

  1. ผู้จัดจำหน่ายสามารถจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่กำหนดได้ (โดยปกติไม่เกิน 15%)

  2. ภายใน 30 วันหลังเริ่มซื้อขาย ผู้จัดจำหน่ายต้องซื้อหุ้นคืน

  3. หากราคาหุ้นตก: ซื้อหุ้นคืนจากตลาด ช่วยพยุงราคา

  4. หากราคาหุ้นขึ้น: ขอหุ้นเพิ่มจากบริษัทตามสิทธิที่ตกลงไว้


ตัวอย่าง:

  • บริษัทเสนอขาย 100 ล้านหุ้น

  • ผู้จัดจำหน่ายใช้ Greenshoe Option จัดสรรเพิ่ม 15 ล้านหุ้น

  • หากราคาหุ้นลง ผู้จัดจำหน่ายซื้อคืน 15 ล้านหุ้นจากตลาด ช่วยดันราคาขึ้น


กลไกนี้ช่วยให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงแรก และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน


10. First Trading Day (วันซื้อขายวันแรก) - วันสำคัญของหุ้น IPO

First Trading Day คือวันแรกที่หุ้น IPO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ เป็นวันที่ตื่นเต้นและน่าจับตามองสำหรับทั้งบริษัทและนักลงทุน


สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวันซื้อขายวันแรก:

  • ราคาหุ้นมักมีความผันผวนสูง

  • บางครั้งราคาอาจพุ่งสูงกว่าราคา IPO มาก (Premium)

  • บางครั้งราคาอาจลดลงต่ำกว่าราคา IPO (Discount)

  • ปริมาณการซื้อขายมักสูงกว่าปกติ


เคล็ดลับสำหรับวันซื้อขายวันแรก:

  • ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

  • อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์

  • พิจารณาเป้าหมายการลงทุนของคุณเอง

  • อาจรอให้ราคาเสถียรก่อนซื้อเพิ่ม


ทำไมศัพท์เหล่านี้สำคัญกับการลงทุนหุ้น IPO

การเข้าใจศัพท์เทคนิคไม่ใช่แค่เพื่อให้ดูเป็นมืออาชีพ แต่มันคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้คุณ:

1. อ่านหนังสือชี้ชวนเข้าใจ เมื่อคุณเข้าใจศัพท์เทคนิค คุณจะสามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลในหนังสือชี้ชวนได้ดีขึ้น รู้ว่าบริษัทมีความเสี่ยงอะไร มีแผนการใช้เงินทุนอย่างไร และมีศักยภาพแค่ไหน

2. ประเมินมูลค่าหุ้นได้แม่นยำกว่า การรู้จัก P/E Ratio และเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ จะช่วยให้คุณประเมินว่าราคาหุ้น IPO เหมาะสมหรือไม่ ไม่ต้องพึ่งความรู้สึกหรือข่าวลือ

3. ตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูล เมื่อคุณเข้าใจกระบวนการและกลไกต่างๆ เช่น การจัดสรรหุ้น Greenshoe Option คุณจะสามารถคาดการณ์และวางแผนการลงทุนได้ดีขึ้น

4. หลีกเลี่ยงกับดักและความเสี่ยง การรู้ว่าอะไรคืออะไร จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จหรือการเก็งกำไรที่เสี่ยงเกินไป


ประโยชน์ของการเข้าใจศัพท์หุ้น IPO ต่อการเทรด Forex

แม้ว่าหุ้น IPO และ Forex จะเป็นคนละตลาด แต่การเข้าใจศัพท์เทคนิคและแนวคิดการลงทุนในตลาดหุ้นจะช่วยเสริมทักษะการเทรด Forex ของคุณ:

1. เข้าใจกลไกตลาดการเงิน การรู้จักกับคำศัพท์และกระบวนการในตลาดทุนจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของระบบการเงินโลก ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน

2. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ดีขึ้น การรู้จักวิเคราะห์งบการเงินและความเสี่ยงของบริษัทจะช่วยให้คุณวิเคราะห์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเทรด Forex

3. บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ แนวคิดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนหุ้น IPO สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเทรด Forex ได้ เช่น การกระจายความเสี่ยง การตั้งเป้าหมาย และการจำกัดขาดทุน

4. สร้างพอร์ตลงทุนที่หลากหลาย การเข้าใจทั้งตลาดหุ้นและ Forex จะช่วยให้คุณสามารถสร้างพอร์ตลงทุนที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น


ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับการลงทุนหุ้น IPO

1: หุ้น IPO ทุกตัวจะให้ผลตอบแทนสูงเสมอ ความจริง: ไม่ใช่ทุกหุ้น IPO จะประสบความสำเร็จ บางตัวอาจมีราคาลดลงหลังเริ่มซื้อขาย การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็น


2: ซื้อหุ้น IPO ง่ายและได้เสมอ ความจริง: หุ้น IPO ที่น่าสนใจมักมีผู้จองซื้อมาก คุณอาจไม่ได้รับหุ้นเต็มจำนวนที่จอง หรืออาจไม่ได้เลยในบางกรณี


3: ราคา IPO คือราคาที่ดีที่สุด ความจริง: บางครั้งราคาหุ้นอาจลดลงหลังเริ่มซื้อขาย ทำให้คุณสามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคา IPO


4: ไม่ต้องอ่านหนังสือชี้ชวนก็ได้ ความจริง: หนังสือชี้ชวนเป็นเอกสารสำคัญที่มีข้อมูลครบถ้วน การไม่อ่านอาจทำให้คุณพลาดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือข้อจำกัดของบริษัท


ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้น IPO กับตลาด Forex

ตลาดหุ้นและตลาด Forex มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณเป็นนักลงทุนที่รอบด้านมากขึ้น

1. การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ เมื่อมีหุ้น IPO ที่น่าสนใจ เงินทุนต่างชาติมักไหลเข้ามาลงทุน ส่งผลให้ค่าเงินในประเทศแข็งค่าขึ้น

2. ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นที่คึกคักและมี IPO ที่ประสบความสำเร็จแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อค่าเงิน

3. การกระจายพอร์ตลงทุน นักลงทุนมืออาชีพมักกระจายการลงทุนทั้งในหุ้นและ Forex เพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้น IPO

1: หุ้น IPO คืออะไร และต่างจากหุ้นทั่วไปอย่างไร?

หุ้น IPO (Initial Public Offering) คือหุ้นที่บริษัทเอกชนเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งต่างจากหุ้นทั่วไปที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว หุ้น IPO มักมีราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและต้องจองซื้อในช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หุ้นทั่วไปสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดทำการ หุ้น IPO ให้โอกาสนักลงทุนเข้าถึงบริษัทที่มีศักยภาพในราคาที่อาจน่าสนใจกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากยังไม่มีประวัติการซื้อขายในตลาด


2: ฉันจะจองซื้อหุ้น IPO ได้อย่างไร?

การจองซื้อหุ้น IPO ทำได้โดยติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Underwriter) คุณจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ก่อน จากนั้นศึกษาหนังสือชี้ชวนและกรอกแบบฟอร์มจองซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการและวางเงินมัดจำ หลังจากปิดรับจอง บริษัทจะจัดสรรหุ้นตามระบบที่กำหนด (เช่น Small Lot First) และคุณจะได้รับแจ้งผลการจัดสรร หากไม่ได้รับหุ้นหรือได้น้อยกว่าที่จอง เงินส่วนเกินจะถูกคืนให้


3: P/E Ratio สูงหรือต่ำดีกว่ากัน?

P/E Ratio สูงหรือต่ำไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีเสมอไป ขึ้นอยู่กับบริบท P/E สูงอาจหมายถึงนักลงทุนมีความคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตเร็วในอนาคต หรืออาจหมายถึงหุ้นมีราคาแพงเกินไปก็ได้ ในทางตรงกันข้าม P/E ต่ำอาจหมายถึงหุ้นมีราคาถูกและเป็นโอกาสดี หรืออาจสะท้อนว่าบริษัทมีปัญหาและนักลงทุนไม่มั่นใจก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องเปรียบเทียบ P/E กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มการเติบโต คุณภาพของกำไร และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจประกอบด้วย


4: การเทรด Forex กับการลงทุนหุ้น IPO ต่างกันอย่างไร?

การเทรด Forex และการลงทุนหุ้น IPO เป็นคนละตลาดที่มีลักษณะแตกต่างกัน Forex เป็นการซื้อขายคู่เงินในตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีความผันผวนสูง และมักมุ่งเน้นการทำกำไรระยะสั้น ในขณะที่หุ้น IPO เป็นการลงทุนในบริษัทเฉพาะตัว ซื้อขายได้เฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์เปิด และมักมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะกลางถึงยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองตลาดต้องอาศัยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยงที่ดี นักลงทุนมืออาชีพมักกระจายการลงทุนในทั้งสองตลาดเพื่อสร้างสมดุลและลดความเสี่ยง EBC Financial Group ให้บริการทั้งการเทรด Forex และคำแนะนำการลงทุนหุ้น ช่วยให้คุณสร้างพอร์ตลงทุนที่หลากหลาย


ข้อสงวนสิทธิ์:

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC Financial Group หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน


บทความแนะนำ
ข้อมูล IPO ของ Physics Wallah สำหรับนักลงทุนรายย่อย
รู้จักหุ้น NTF ทะยานเหนือจอง 45% สะท้อนกระแส "ราชาผลไม้" ไทยในตลาดโลก
หุ้น IPO ของธนาคาร AGI: กำหนดการเปิดตัว ราคาที่คาดการณ์ และการประเมินมูลค่า
วันเปิดขายหุ้น IPO ของ FPS ความเสี่ยงสำคัญ และข้อมูลเพิ่มเติม
การวิเคราะห์ศักยภาพการลงทุนของ AbbVie