รู้จัก ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาศูนย์กลางการลงทุนของโลก

2025-08-22

ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา คือเวทีลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา ด้วยขนาดตลาดมหาศาลและสภาพคล่องสูง ทำให้โอกาสและความท้าทายในการทำกำไรมาพร้อมกัน บทความนี้จึงจะพาเจาะลึกว่าตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาโดดเด่นอย่างไร แตกต่างจากตลาดอื่นยังไงโครงสร้างของ NYSE และ NASDAQ ทำงานแบบไหน และข้อควรระวังสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา คืออะไร ทำไมครองใจนักลงทุนทั่วโลก?


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา คือตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะเป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจ รวมถึงบริษัทจากต่างประเทศที่เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายด้วยเช่นกัน ทำให้ปริมาณการซื้อขายมหาศาลมาก แถมสภาพคล่องก็สูงด้วยเช่นกัน


อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ความหลากหลายของบริษัทที่เข้าจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Apple, Microsoft, Tesla หรือกลุ่มการเงิน การแพทย์ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ นักลงทุนจึงสามารถเลือกลงทุนได้ตามแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางของโลก ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นเสมือนกระจกสะท้อนนวัตกรรมและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก


แถมในเชิงกฎระเบียบ ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาก็ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดย SEC ที่บังคับให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลรายไตรมาสและรายปีอย่างเป็นระบบ ผ่านรายงาน 10-K, 10-Q และ 8-K ซึ่งช่วยลดปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร และทำให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใสได้ทันที 


รวมถึงมีมาตรการด้านเสถียรภาพ เช่น circuit breaker ระดับ 7%/13%/20% ของ S&P 500 และกฎ LULD สำหรับหุ้นรายตัวที่ช่วยควบคุมความผันผวนเมื่อตลาดเผชิญแรงขายรุนแรง


ดังนั้นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศอื่น เช่น เอเชียหรือยุโรป ที่แม้จะมีความน่าสนใจก็จริง แต่ขนาดและอิทธิพลของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเหนือกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในด้านปริมาณเงินทุน การกำหนดมาตรฐาน และบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจโลก


  • ขนาดตลาดใหญ่ที่สุดในโลก - ราว 62–63 ล้านล้านดอลลาร์

  • ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยสูง - 12 พันล้านหุ้น/วัน

  • ตลาดอนุพันธ์และ ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

  • กฎระเบียบเข้มงวด ข้อมูลโปร่งใส


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา -EBC


โครงสร้างตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา: NYSE และ NASDAQ


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกตลาดหลักทรัพย์ที่มีโครงสร้างทางการเงินซับซ้อนและครอบคลุมกว้างที่สุดในโลกเนื่องจากมีสองตลาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นเสาหลักถึง 2 ตลาดที่จะมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานควบคู่กันเพื่อสร้างสภาพคล่อง ความโปร่งใส และโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งมีข้อมูลของทั้งสองตลาดดังกล่าวดังนี้


1. ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)


NYSE เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่มูลค่าตลาด จุดเด่นของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างระบบซื้อขายอัตโนมัติและการดูแลโดยผู้ดูแลสภาพคล่อง (Designated Market Maker) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยเฉพาะในช่วงเปิดและปิดตลาด หลักทรัพย์ที่ซื้อขายมีความหลากหลายตั้งแต่หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ETF ไปจนถึง REIT


โดยการเข้าจดทะเบียนที่ NYSE ต้องผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดทั้งด้านการเงินและธรรมาภิบาล ทำให้ตลาดนี้เป็นที่รวมของบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคงที่สุดของโลก ด้านโครงสร้างพื้นฐาน NYSE ยังมีระบบประมูลเปิด–ปิดตลาดที่โปร่งใส และมีมาตรการควบคุมความผันผวน เช่น circuit breaker และ Limit Up-Limit Down


2. ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ)


NASDAQ แตกต่างจาก NYSE ตรงที่เป็นตลาดอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ไม่มีฟลอร์การซื้อขาย แต่พึ่งพาระบบแมตช์ชิงเอนจินและเครือข่าย market maker ที่แข่งขันกันสร้างสภาพคล่อง โครงสร้างของ NASDAQ แบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่ Global Select, Global Market และ Capital Market ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทใหญ่และเล็กสามารถเข้ามาจดทะเบียนได้


ซึ่งจุดแข็งของ NASDAQ คือการเป็นศูนย์กลางหุ้นเทคโนโลยี เช่น Apple, Microsoft, Amazon และ Tesla จึงกลายเป็นตัวแทนของนวัตกรรมและการเติบโต นอกจากนี้ยังมีระบบซื้อขายนอกเวลาทำการที่เปิดกว้างมาก และข้อมูลตลาดที่แจกแจงเชิงลึกสำหรับนักลงทุนสถาบัน


ประเด็นสำคัญ

NYSE (New York Stock Exchange)

NASDAQ (National Association of Securities Dealers Automated Quotations)

ลักษณะตลาด

มีทั้งฟลอร์การซื้อขายและระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Hybrid Market)

ตลาดอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ไม่มีฟลอร์

มูลค่าตลาดรวม

ใหญ่ที่สุดในโลก (เน้นบริษัทขนาดใหญ่และมั่นคง)

ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (เน้นบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรม)

โครงสร้างบริษัทจดทะเบียน

ส่วนใหญ่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ExxonMobil, Coca-Cola, JPMorgan Chase

ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยี เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Tesla

ระบบควบคุมราคา

ใช้ DMM ดูแลสภาพคล่อง และระบบ Auction ช่วงเปิด–ปิดตลาด

ใช้ Matching Engine และ Market Maker แข่งขันสร้างสภาพคล่อง

ช่วงเวลาซื้อขาย

09:30–16:00 น. ET (มี Pre-market และ After-hours จำกัด)

09:30–16:00 น. ET (Pre-market ตั้งแต่ 04:00 และ After-hours ถึง 20:00 น.)

ภาพลักษณ์

ตลาดของบริษัทมั่นคงและมีเสถียรภาพสูง

ตลาดของบริษัทนวัตกรรมและการเติบโตเร็ว


เปิดเวลาซื้อ–ขายและช่วงเวลานอกตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา


การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มือใหม่ต้องเข้าใจเวลาเปิด–ปิดตลาดและช่วงซื้อขายนอกเวลาหลัก เพราะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในแต่ละช่วงอาจแตกต่างกันอย่างมาก ตลาดหลักจะเปิดทำการเวลา 09:30–16:00 น. ตามเวลาตะวันออก (ET) ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สภาพคล่องสูงและปริมาณซื้อขายหนาแน่นที่สุด นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ช่วงนี้เป็นหลักในการซื้อ–ขายหุ้น


นอกจากนี้ยังมี Pre-market (ก่อนตลาดเปิด) ตั้งแต่ 04:00–09:30 ET และ After-hours (หลังตลาดปิด) ตั้งแต่ 16:00–20:00 ET ช่วงนอกเวลาตลาดนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการปรับพอร์ตหรือทำการซื้อขายตามข่าวสารล่าสุด แต่ควรระวังเพราะสภาพคล่องต่ำและสเปรดราคากว้างกว่าช่วงตลาดปกติ ทำให้ความผันผวนสูงขึ้น มือใหม่ควรเริ่มทดลองซื้อ–ขายช่วงนอกเวลาอย่างระมัดระวังและใช้คำสั่งจำกัดราคา (Limit Order) เพื่อควบคุมความเสี่ยง


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา มีอะไรบ้าง - EBC


ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกานั้น เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงและปัจจัยที่อาจส่งผลต่อผลตอบแทนก่อน เพราะแม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีโอกาสทำกำไรสูงจริง แต่ก็มีความผันผวนและเงื่อนไขเฉพาะที่ต่างจากตลาดในประเทศเหมือนกัน


1. ความผันผวนของราคาหุ้น


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง มีความผันผวนมาก ราคาหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วภายในวันเดียว นักลงทุนควรเตรียมตัวรับแรงกระเพื่อมนี้และวางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง เช่น การตั้ง Stop-loss หรือ Limit Order เพื่อลดความเสียหายหากตลาดเคลื่อนไหวสวนกับตำแหน่งการลงทุน


2. ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน


นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่านโบรกเกอร์สหรัฐฯ ต้องโอนเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สามารถส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิได้โดยตรง การเคลื่อนไหวของค่าเงินอาจทำให้กำไรที่เห็นในดอลลาร์ลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท หรือขาดทุนมากขึ้นหากค่าเงินผันผวน


3. ค่าธรรมเนียมและภาษี


แม้หลายโบรกเกอร์จะเสนอ commission-free trading แต่ยังมีค่าธรรมเนียมโอนเงินระหว่างประเทศและภาษีเงินปันผลจากสหรัฐฯ นักลงทุนที่ไม่ได้กรอกแบบฟอร์ม W-8BEN อาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสูงถึง 30% การเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมและการยื่นภาษีอย่างถูกต้องจึงสำคัญต่อผลตอบแทนจริง


4. สภาพคล่องของหุ้นบางตัว


หุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นใหม่บางตัวใน NASDAQ อาจมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ราคาผันผวนและเกิดสเปรดกว้าง นักลงทุนควรตรวจสอบปริมาณการซื้อขายและความลึกของตลาดก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อขายในช่วงที่ตลาดไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ


5. การติดตามข้อมูลเชิงลึกและข่าวสาร


งบการเงิน, Earnings Report, การปรับนโยบายเศรษฐกิจ หรือข่าวระดับโลกสามารถส่งผลต่อราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนควรเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และวิเคราะห์ผลกระทบต่อหุ้นอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้ความผันผวนหรือข่าวไม่คาดคิดส่งผลเสียต่อพอร์ต


เวลาเปิดปิดตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา - EBC


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)


Q: ดัชนีสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีอะไรบ้าง?

A: ดัชนีสำคัญได้แก่ Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ NASDAQ Composite


Q: ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงเป็นที่นิยมมากที่สุด?

A: เพราะมีสภาพคล่องสูง โปร่งใส มีกฎเกณฑ์กำกับดูแลเข้มงวด และมีบริษัทชั้นนำระดับโลกจดทะเบียนจำนวนมาก


Q: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดดเด่นยังไง

A: ขนาดตลาดใหญ่ที่สุดในโลก, ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยสูง, ตลาดอนุพันธ์และ ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีกฎระเบียบเข้มงวด ข้อมูลโปร่งใส


สรุป


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและศูนย์กลางการลงทุนระดับโลก ด้วยมูลค่าตลาดรวมกว่า 62–63 ล้านล้านดอลลาร์และปริมาณซื้อขายเฉลี่ยสูงกว่า 12 พันล้านหุ้นต่อวัน มีสภาพคล่องสูงและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ทั้งยังมีบริษัทหลากหลายตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ


ด้านกฎระเบียบ SEC ควบคุมบริษัทที่จดทะเบียนให้รายงานผลการดำเนินงานผ่าน 10-K, 10-Q และ 8-K อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงข้อมูลไม่สมมาตร ตลาดยังมีมาตรการเสถียรภาพ เช่น circuit breaker และ Limit Up-Limit Down เพื่อควบคุมความผันผวนช่วงแรงขายรุนแรง


โครงสร้างตลาดหลักประกอบด้วย NYSE และ NASDAQ NYSE เน้นบริษัทมั่นคง ใช้ระบบ Hybrid Market และ Designated Market Maker ส่วน NASDAQ เป็นตลาดอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีระบบ Matching Engine และ Market Maker แข่งขันสร้างสภาพคล่อง การผสมผสานสองตลาดช่วยให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีทั้งความมั่นคงและโอกาสเติบโตพร้อมบทบาทสะท้อนเศรษฐกิจโลก


คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็นคำแนะนำ) ความคิดเห็นใด ๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำของ EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใด ๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
กลุ่มการเงิน EBC เพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการซื้อขายดัชนีหุ้นหลัก
เหยี่ยวและนกพิราบ: คำอธิบายนโยบายของธนาคารกลาง
บริบทประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและสถานะปัจจุบัน
เจาะลึกหุ้น AI อเมริกา 2025 ตัวไหนน่าลงทุน