เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-20

ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนที่ติดตามคู่เงิน USD/THB คงเริ่มเห็นความผันผวนที่น่าจับตา โดยเฉพาะหลังจากที่บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Bank of America (BofA) ออกมาปรับคาดการณ์ว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2026
ปัจจัยสำคัญที่ถูกยกมาอ้างอิงคือ "ราคาน้ำมันโลก" และ "การท่องเที่ยว" วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า ทำไมแค่ราคาน้ำมันขยับเพียงไม่กี่ดอลลาร์ ถึงส่งผลกระทบมหาศาลต่อกระเป๋าเงินของคนไทยและพอร์ตการลงทุน Forex ของคุณ
หัวใจสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) หมายความว่าเราผลิตพลังงานใช้เองไม่เพียงพอ และต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากในทุกๆ เดือน
เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น (เช่น ยืนเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ภาคธุรกิจในไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อจ่ายค่าน้ำมันเหล่านั้น แต่ประเด็นคือ คู่ค้าโลกรับชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
นั่นหมายความว่า:
ผู้นำเข้าน้ำมันต้องเทขายเงินบาท (THB)
เพื่อไปกว้านซื้อดอลลาร์สหรัฐ (USD)
ผลที่ตามมาคือ ความต้องการ USD เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าเงิน THB ถูกกดดันให้อ่อนค่าลง ส่งผลโดยตรงให้กราฟ USD/THB ปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง

คำว่า "บัญชีเดินสะพัด" อาจจะฟังดูเป็นศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่ไกลตัว แต่ถ้าให้สรุปง่ายๆ มันคือ "สมุดรายรับ-รายจ่ายของประเทศ"
รายรับ: มาจากการส่งออกสินค้า และรายได้จากการท่องเที่ยว
รายจ่าย: มาจากการนำเข้าสินค้า (โดยเฉพาะน้ำมัน) และการส่งกลับผลกำไรของบริษัทต่างชาติ
เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น (รายจ่ายเพิ่ม) ประกอบกับช่วง Q2 มักจะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยว (รายรับลด) จะทำให้เกิดภาวะ "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" หรือเงินไหลออกจากประเทศมากกว่าไหลเข้า เมื่อเงินบาทในตลาดมีมากกว่าความต้องการ เงินบาทจึงอ่อนค่า และทำให้ USD/THB พุ่งไปหาแนวต้านสำคัญ

สำหรับนักเทรด Forex คู่เงิน USD/THB ไม่ใช่แค่เรื่องของดอกเบี้ยเฟด (Fed) เพียงอย่างเดียว แต่ "Correlation" หรือความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้
ทิศทางกราฟ: ในบริบทของเศรษฐกิจไทย หากราคาน้ำมันดิบ (WTI/Brent) มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น มักจะเป็นแรงผลักดัน (Bullish Drive) ให้คู่เงิน USD/THB ปรับตัวขึ้นตาม เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นกดดันดุลการค้า
แนวรับ-แนวต้านที่สำคัญ: จากบทวิเคราะห์ BofA ระดับ 33.00 คือแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญในช่วงที่ปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ แต่หากสถานการณ์คลี่คลายในช่วงปลายปี 2026 บัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก เราอาจเห็นการกลับตัวลงมาหาแนวรับที่ระดับ 31.00 —
นักเทรด Forex: ควรติดตามตัวเลขสต็อกน้ำมันของสหรัฐฯ (EIA) และสถานการณ์ในตะวันออกกลางควบคู่ไปกับการเทรด USD/THB เพราะเป็นปัจจัยต้นน้ำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท
ผู้นำเข้าสินค้า: หากราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งสูง การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หรือการจองเรทค่าเงินล่วงหน้า (Forward) เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อล็อกต้นทุนไม่ให้บานปลายตามค่าเงินที่อ่อนลง
คนทั่วไป: หากมีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ หรือต้องชำระค่าเทอมในต่างประเทศ การติดตามช่วงเวลาที่บัญชีเดินสะพัดของไทยกลับมาเป็นบวก (ช่วง High Season ท่องเที่ยวปลายปี) อาจช่วยให้คุณแลกเงินได้ในราคาที่ถูกลง
เพราะมีปัจจัยอื่นช่วยพยุงไว้ เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง
บ่งบอกว่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยเราต้องใช้เงินบาทมากถึง 33 บาท เพื่อแลกเงินเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ถ้าน้ำมันพุ่งและบาทอ่อน (USD/THB สูง) ราคาทองในไทยจะแพงขึ้นเร็วมาก เพราะได้รับแรงหนุนทั้งจากราคาตลาดโลกและค่าเงิน
การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง "พลังงาน" และ "อัตราแลกเปลี่ยน" จะช่วยให้คุณมองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนในตลาด Forex ที่เน้นคู่เงิน USD/THB หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ การเฝ้าระวังราคาน้ำมันโลกคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้อย่างแม่นยำ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการคว้าโอกาสในจังหวะค่าเงินผันผวน การเลือกโบรกเกอร์ที่มั่นคงอย่าง EBC Financial Group จะช่วยให้เข้าถึงตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ ด้วยระบบการส่งคำสั่งที่รวดเร็วและสภาพคล่องสูง มีให้เลือกทั้งการเทรด Forex และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีให้เลือกครบทุกความต้องการของคุณ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ