เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-23

สถานการณ์ตลาดเงินเช้านี้ (เวลา 10.00 น.) สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่านักลงทุน เมื่อพบว่า ค่าเงินบาทอ่อน ค่าลงอย่างรุนแรงจนหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแตะที่ระดับ 33.03 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นการอ่อนค่าที่รุนแรงที่สุดในรอบ 9 เดือน นับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา
จากการปิดตลาดปลายสัปดาห์ก่อนที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ การที่ค่าเงินบาทอ่อน ค่าลงมาเกือบ 25 สตางค์ภายในช่วงเช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลจากปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้าสู่ตลาดการเงินไทยและภูมิภาคเอเชีย
นักวิเคราะห์ระบุว่าสภาวะ ค่าเงินบาทอ่อน ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจาก "Perfect Storm" หรือพายุเศรษฐกิจที่พัดเข้ามาพร้อมกัน 3 ด้าน ดังนี้
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพากันเทขาย "สินทรัพย์เสี่ยง" (เช่น หุ้น และสกุลเงินตลาดเกิดใหม่) แล้วหันไปถือครอง "เงินดอลลาร์สหรัฐฯ" ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินในเอเชียรวมถึงไทยร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญ
ล่าสุดตลาดเริ่มกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จึงจูงใจให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ดอลลาร์ และเป็นเหตุให้ ค่าเงินบาทอ่อน ค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกที่ร่วงหลุดระดับสำคัญ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กดดันค่าเงินบาท เนื่องจากไทยมีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำในสัดส่วนที่สูง การปรับลดลงของราคาทองคำจึงมักจะมาพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินบาทเสมอ

สำหรับทิศทางในช่วงบ่ายและวันถัดไป คาดว่าสถานการณ์ ค่าเงินบาทอ่อน จะยังคงมีความผันผวนสูง โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 32.90 - 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง: ชนวนสงครามจะขยายวงกว้างหรือไม่
ทิศทางราคาน้ำมัน: หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมดุลการค้าและทำให้บาทอ่อนลงได้อีก
กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow): การเทขายหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ
การที่ ค่าเงินบาทอ่อน ค่าทะลุระดับ 33 บาทในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องเร่งบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อต้นทุนและกำไรในระยะสั้นนี้
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ