เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-09

ตลาดการเงินโลกเริ่มส่งสัญญาณ Risk-off อย่างชัดเจน หลัง ราคาน้ำมัน ปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ของสหรัฐปรับตัวขึ้นแรงตามไปด้วย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นไปแตะระดับประมาณ 114–115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ภายในเวลาเพียงวันเดียว ส่วน ราคาน้ำมัน WTI ทะลุระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวที่รุนแรงที่สุดในตลาดพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ราคาน้ำมัน ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อาจได้รับผลกระทบ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เนื่องจากมีการขนส่งน้ำมันผ่านพื้นที่นี้ประมาณ 20–25% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก หากเส้นทางดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักจริง ซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกอาจหายไปจำนวนมหาศาลทันที และอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางบางประเทศเริ่มระมัดระวังการผลิตและการส่งออก ขณะเดียวกัน ตลาดซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเริ่มเกิดแรงซื้ออย่างรวดเร็วจากนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงด้านซัพพลาย
ภาวะดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานเข้าสู่ช่วงตึงตัวอย่างรวดเร็ว และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดัน ราคาน้ำมัน ให้พุ่งขึ้นแรงในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเร่งเข้าซื้อสัญญาน้ำมันล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนอุปทาน
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ตลาดเริ่มกังวลถึงผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลก เนื่องจากราคาพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของเศรษฐกิจ
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตสินค้าจะเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก เช่น ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และหลายประเทศในยุโรป
นอกจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันแล้ว ตลาดยังต้องเผชิญกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอกว่าคาด โดยตัวเลขจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ลดลง 92,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.44%
การที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวในช่วงเดียวกับที่ ราคาน้ำมันพุ่งสูง ทำให้ตลาดเริ่มกังวลถึงความเสี่ยงของภาวะ Stagflation หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นไปแตะระดับ 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายและเส้นทางการขนส่งพลังงานกลับมาเป็นปกติ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลดลงมาอยู่ในช่วง 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในระยะสั้น ตลาดยังคงจับตาพัฒนาการของความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางของสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะต่อไป
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ