เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-02
อัปเดตเมื่อ: 2026-09-02
กลยุทธ์การเทรดหนึ่งสามารถชนะได้ 9 ใน 10 ครั้ง แต่ยังขาดทุนได้เช่นกัน เพราะผลกำไรที่แท้จริงขึ้นอยู่กับขนาดของกำไรและขาดทุนแต่ละครั้ง ไม่ใช่ความถี่ที่ชนะหรือแพ้ ยกตัวอย่างเช่น ชนะ 9 ครั้ง ครั้งละ 50 ดอลลาร์ และแพ้ 1 ครั้ง 500 ดอลลาร์ รวมกำไรจากการชนะ 450 ดอลลาร์ ขณะที่การขาดทุนเพียงครั้งเดียวหักไป 500 ดอลลาร์ ผลคือแม้จะมีอัตราชนะ (win rate) สูงถึง 90% พอร์ตกลับติดลบ 50 ดอลลาร์ อัตราชนะวัดความถี่ที่กลยุทธ์ทายถูก ส่วน expectancy จะบอกว่ากำไรที่ได้จากการชนะเหล่านั้นคุ้มกับผลขาดทุนหรือไม่

อัตราชนะ 90% ไม่ได้การันตีว่าจะมีกำไร หากผลขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้งสูงกว่ากำไรเฉลี่ยต่อครั้งเกิน 9 เท่า กลยุทธ์นั้นก็ขาดทุนตั้งแต่ก่อนหักต้นทุนการเทรดแล้ว
Expectancy คำนวณจาก (อัตราชนะ x กำไรเฉลี่ยต่อครั้ง) - (อัตราแพ้ x ขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้ง) เป็นตัวบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วกลยุทธ์นี้ทำกำไรหรือขาดทุน
อัตราชนะที่สูงอาจมาจากการรีบทำกำไรก้อนเล็ก ๆ ขณะปล่อยให้ขาดทุนก้อนใหญ่วิ่งไป ซึ่งช่วยให้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ดูดีขึ้นโดยไม่ได้แปลว่ากลยุทธ์ดีขึ้นจริง
การเพิ่มอัตราชนะจะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อมาจากการเลือกจังหวะเข้าเทรดที่ดีขึ้น การกรองสัญญาณ และการเข้าออกออเดอร์ที่แม่นยำขึ้น ไม่ใช่แค่ลดเป้าหมายกำไรหรือขยายจุดตัดขาดทุนให้กว้างขึ้น
ผลลัพธ์ในระยะยาวของทุกกลยุทธ์สามารถอธิบายได้ด้วย expectancy ซึ่งคือจำนวนเงินเฉลี่ยที่กลยุทธ์นั้นทำกำไรหรือขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
Expectancy = (อัตราชนะ x กำไรเฉลี่ย) - (อัตราแพ้ x ขาดทุนเฉลี่ย)
ลองคำนวณจากการเทรด 100 ครั้ง หากชนะ 90 ครั้ง ครั้งละ 50 ดอลลาร์ จะได้กำไรรวม 4,500 ดอลลาร์ ส่วนแพ้ 10 ครั้ง ครั้งละ 500 ดอลลาร์ จะขาดทุนรวม 5,000 ดอลลาร์ แม้กลยุทธ์นี้จะทายถูกถึง 90% ของครั้งทั้งหมด แต่พอร์ตกลับติดลบสุทธิ 500 ดอลลาร์ คิดเป็น expectancy เท่ากับ
(0.90 x 50 ดอลลาร์) - (0.10 x 500 ดอลลาร์) = -5 ดอลลาร์ต่อการเทรด 1 ครั้ง
จุดคุ้มทุนก็คำนวณจากสูตรเดียวกันนี้ เมื่ออัตราชนะอยู่ที่ 90% หมายความว่าต้องอาศัยกำไรจากการชนะ 9 ครั้งมาชดเชยการขาดทุน 1 ครั้ง ดังนั้นกลยุทธ์นี้จะมี expectancy เป็นบวกได้ก็ต่อเมื่อขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้งยังต่ำกว่ากำไรเฉลี่ยต่อครั้งไม่เกิน 9 เท่า ก่อนหักต้นทุนการเทรด
หากขาดทุนเฉลี่ยเกินเส้นนี้ไป ต่อให้อัตราชนะดูน่าประทับใจแค่ไหน กลยุทธ์นั้นก็กำลังขาดทุนอยู่เงียบ ๆ
บางครั้งอัตราชนะที่สูงก็มาจากการปรับความเร็วในการทำกำไร หรือปรับระยะที่ยอมให้ราคาขาดทุนวิ่งไป
หากปัจจัยอื่นเท่ากัน เป้าหมายกำไรที่อยู่ใกล้ย่อมไปถึงได้ง่ายกว่าเป้าหมายที่อยู่ไกล การขยับเป้าหมายให้ใกล้ขึ้นจึงช่วยเพิ่มอัตราชนะได้ แต่ก็ทำให้กำไรเฉลี่ยต่อครั้งเล็กลงตามไปด้วย ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เห็นอาจดูดีขึ้น แต่ expectancy ไม่จำเป็นต้องดีขึ้นตาม
การขยายจุดตัดขาดทุนให้กว้างขึ้นอาจช่วยให้บางออเดอร์ที่ขาดทุนเล็กน้อยยังไม่ถูกปิด ทำให้อัตราชนะที่วัดได้ดูสูงขึ้น แต่ออเดอร์ที่ยังขาดทุนอยู่ก็มีโอกาสวิ่งไกลขึ้นและขาดทุนมากขึ้นตามไปด้วย
การเทรดโดยไม่กำหนดขอบเขตการขาดทุนที่ชัดเจนยิ่งทำให้ควบคุมความไม่สมดุลนี้ได้ยากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกลยุทธ์เครดิตสเปรดแบบ 0DTE (สัญญาออปชันที่หมดอายุในวันเดียวกับที่เปิดสถานะ) เครดิตสเปรดที่เปิดสถานะแบบนอกเงิน (out-of-the-money) มักมีโอกาสหมดอายุโดยไม่มีมูลค่าสูง แต่กำไรสูงสุดที่ได้จะถูกจำกัดไว้เท่ากับพรีเมียมที่เก็บได้ ขณะที่ขาดทุนสูงสุดเท่ากับส่วนต่างของสเปรดหักด้วยพรีเมียมนั้น ดังนั้นโอกาสประสบความสำเร็จสูงจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับโอกาสขาดทุนก้อนใหญ่ได้เช่นกัน
ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และสลิปเพจ (slippage) ล้วนลดผลตอบแทนสุทธิของทุกการเทรด ผลกระทบนี้จะเห็นชัดที่สุดเมื่อกำไรขั้นต้นต่อครั้งมีขนาดเล็ก หรือเมื่อกลยุทธ์เทรดบ่อยครั้ง หากปรับให้กลยุทธ์ก่อนหน้านี้มีขาดทุนเฉลี่ยลดลงเหลือ 450 ดอลลาร์ กลยุทธ์นั้นจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนพอดี
(0.90 x 50 ดอลลาร์) - (0.10 x 450 ดอลลาร์) = 0 ดอลลาร์
แต่เมื่อบวกต้นทุนเฉลี่ยของการเปิดและปิดสถานะ (round-trip) ครั้งละ 5 ดอลลาร์เข้าไป expectancy จะลดลงเหลือ -5 ดอลลาร์ต่อการเทรด 1 ครั้ง หรือขาดทุนรวม 500 ดอลลาร์ในการเทรด 100 ครั้ง
ต้นทุน 5 ดอลลาร์กินสัดส่วนถึง 10% ของกำไรขั้นต้น 50 ดอลลาร์ในทุกครั้งที่ชนะ ยังไม่นับผลกระทบที่มีต่อออเดอร์ที่ขาดทุนอีกด้วย
คำตอบคือไม่เสมอไป และตัวอย่างกลยุทธ์ 2 แบบในการเทรด 100 ครั้งเท่ากันจะช่วยอธิบายเหตุผล
กลยุทธ์ A
อัตราชนะ 90%
กำไรเฉลี่ย: 50 ดอลลาร์
ขาดทุนเฉลี่ย: 450 ดอลลาร์
กลยุทธ์ A เข้าสู่จุดคุ้มทุนพอดีก่อนหักต้นทุน
(0.90 x 50 ดอลลาร์) - (0.10 x 450 ดอลลาร์) = 0 ดอลลาร์
กลยุทธ์ B
อัตราชนะ 55%
กำไรเฉลี่ย: 100 ดอลลาร์
ขาดทุนเฉลี่ย: 50 ดอลลาร์
กลยุทธ์ B ทำกำไรได้
(0.55 x 100 ดอลลาร์) - (0.45 x 50 ดอลลาร์) = 32.50 ดอลลาร์ต่อการเทรด 1 ครั้ง
แม้จะทายผิดเกือบครึ่งหนึ่งของทุกครั้ง แต่กลยุทธ์นี้กลับทำกำไรรวมได้ถึง 3,250 ดอลลาร์จากการเทรด 100 ครั้ง
ไม่มีอัตราชนะที่ "ดี" ในแบบเดียวสำหรับทุกกลยุทธ์ และไม่มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (risk-reward) ที่ถูกต้องตายตัว มีเพียงจุดคุ้มทุนที่เปลี่ยนไปตามขนาดของกำไรและขาดทุนแต่ละครั้งเท่านั้น
ตารางด้านล่างแสดงขนาดขาดทุนเฉลี่ยสูงสุดที่กลยุทธ์หนึ่งจะรับได้ต่อกำไรเฉลี่ยทุก 1 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเริ่มขาดทุน
อัตราชนะ |
ขาดทุนเฉลี่ยที่จุดคุ้มทุน ต่อกำไรเฉลี่ย 1 ดอลลาร์ |
40% |
0.67 ดอลลาร์ |
50% |
1.00 ดอลลาร์ |
60% |
1.50 ดอลลาร์ |
75% |
3.00 ดอลลาร์ |
90% |
9.00 ดอลลาร์ |
อัตราชนะ 90% อาจดูสวยงามในภาพแคปหน้าจอ แต่สุดท้ายแล้วตัวเลขนี้ก็ต้องตอบโจทย์ตามตารางข้างต้น
อัตราชนะที่เพิ่มขึ้นจะมีความหมายจริง ก็ต่อเมื่อมาจากการเลือกเทรดที่ดีขึ้น ไม่ใช่จากการขยับเป้าหมายกำไรและจุดตัดขาดทุนไปมารอบ ๆ เทรดแบบเดิม
กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่าสัญญาณเข้าเทรดที่ใช้ได้ต้องมีลักษณะอย่างไร แล้วหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขนั้น วิธีนี้จะทำให้ผลลัพธ์ของกลยุทธ์สะท้อนกฎที่กำลังทดสอบจริง ๆ แทนที่จะปะปนระหว่างการเทรดตามแผนกับการเทรดตามดุลยพินิจ
หากผลทดสอบย้อนหลังบ่งชี้ว่าเงื่อนไขคัดกรองบางอย่างช่วยตัดออเดอร์ที่อ่อนแอออกได้อย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นนี้ยังคงอยู่จริงเมื่อทดสอบกับข้อมูลชุดใหม่หรือไม่
ผลการเทรดสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด ลองแยกผลลัพธ์ตามช่วงเวลาซื้อขาย ระดับความผันผวน ทิศทางแนวโน้ม หรือสินทรัพย์ที่เทรด แล้วดูว่ากลยุทธ์นี้เคยทำผลงานได้ดีหรือแย่ในสภาวะแบบใดบ้าง
เป้าหมายไม่ใช่การเพิ่มเงื่อนไขคัดกรองไปเรื่อย ๆ จนผลทดสอบย้อนหลังดูสมบูรณ์แบบ เงื่อนไขใดก็ตามที่ค้นพบด้วยวิธีนี้ยังต้องพิสูจน์ตัวเองบนข้อมูลชุดใหม่ก่อน จึงจะถือว่าเป็นการปรับปรุงที่แท้จริง
การเข้าออกออเดอร์ (execution) สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของกลยุทธ์เดิมได้ทั้งที่กฎไม่ได้เปลี่ยนเลย ลองตรวจสอบว่าการเข้าเทรดจริงเบี่ยงเบนจากจุดสัญญาณที่วางแผนไว้บ่อยแค่ไหน มีการไล่ราคาเข้าเทรดหลังจากจุดเข้าที่ตั้งใจไว้ผ่านไปแล้วหรือไม่ หรือการปิดสถานะตามดุลยพินิจเปลี่ยนแปลงผลตอบแทนที่เคยทดสอบไว้ในตอนแรกหรือไม่
การเพิ่มความสม่ำเสมอในการเข้าออกออเดอร์จะทำให้อัตราชนะที่วัดได้สะท้อนตัวกลยุทธ์อย่างแท้จริงมากขึ้น ส่วนการลดเป้าหมายกำไรลงเรื่อย ๆ เพื่อให้เทรดเข้าเป้ามากขึ้นก็คือกับดักเป้าหมายกำไรขนาดเล็กแบบเดิมที่กล่าวไปแล้ว
หากปรับกฎซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับข้อมูลย้อนหลังชุดเดิม ผลทดสอบย้อนหลัง (backtest) อาจกลายเป็นการปรับให้เข้ากับข้อมูลชุดนั้นโดยเฉพาะ แทนที่จะสะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของกลยุทธ์
วิธีทดสอบที่น่าเชื่อถือกว่าคือการล็อกกฎใหม่ให้คงที่ แล้วตรวจสอบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นยังคงอยู่จริงเมื่อใช้กับข้อมูลนอกกลุ่มตัวอย่าง (out-of-sample) หรือข้อมูลอนาคต (forward data) หรือไม่
ควรใช้กฎใหม่นี้ต่อไปก็ต่อเมื่ออัตราชนะที่สูงขึ้นมาพร้อมกับ expectancy และผลตอบแทนสุทธิที่ยังคงดีอยู่บนข้อมูลชุดใหม่ด้วยเช่นกัน
หากต้องการรู้ว่าอัตราชนะที่สูงนั้นทำกำไรได้จริงหรือไม่ ตัวเลข 4 ตัวต่อไปนี้คือข้อมูลขั้นต่ำที่ควรพิจารณาร่วมกัน
ตัวชี้วัด |
ความหมาย |
อัตราชนะ |
ความถี่ที่การเทรดปิดด้วยกำไร |
กำไรเฉลี่ย |
จำนวนกำไรโดยทั่วไปที่ได้รับเมื่อชนะ |
ขาดทุนเฉลี่ย |
จำนวนขาดทุนโดยทั่วไปที่เสียไปเมื่อแพ้ |
Expectancy |
จำนวนเงินเฉลี่ยที่กลยุทธ์ทำกำไรหรือขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง |
ควรพิจารณาตัวเลขเหล่านี้ร่วมกัน และดูหลังหักต้นทุนการเทรดแล้วเสมอ
อัตราชนะที่เพิ่มขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ดี ตราบใดที่กำไรเฉลี่ยยังคงเดิมและขาดทุนเฉลี่ยยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่หากอัตราชนะสูงขึ้นเพราะกำไรเฉลี่ยหดตัวลงหรือขาดทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่ากลยุทธ์กำลังแย่ลงโดยซ่อนอยู่หลังตัวเลขที่ดูดีขึ้น
อาจดีก็ได้ แต่ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก ต้องดูควบคู่กับขนาดขาดทุนเฉลี่ยเทียบกับกำไรเฉลี่ยด้วย ที่อัตราชนะ 90% หากขาดทุนเฉลี่ยสูงกว่ากำไรเฉลี่ยเกิน 9 เท่า ความได้เปรียบทั้งหมดก็จะหายไป และต้นทุนการเทรดยังทำให้เกณฑ์นี้ต่ำลงไปอีก
ไม่มีอัตราชนะขั้นต่ำที่ตายตัว เพราะจุดคุ้มทุนขึ้นอยู่กับขนาดของกำไรและขาดทุนแต่ละครั้ง หากกำไรเฉลี่ยมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของขาดทุนเฉลี่ย กลยุทธ์นั้นจะคุ้มทุนที่อัตราชนะประมาณ 33% แต่หากกำไรเฉลี่ยมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของขาดทุนเฉลี่ย ก็ต้องใช้อัตราชนะประมาณ 67%
ได้ เพราะเป้าหมายที่อยู่ใกล้ขึ้นย่อมไปถึงได้ง่ายกว่า ทำให้สัดส่วนการเทรดที่ชนะอาจเพิ่มขึ้น แต่กำไรเฉลี่ยต่อครั้งจะเล็กลง ต้นทุนการเทรดจะกินสัดส่วนของกำไรก้อนเล็กนั้นมากขึ้น และ expectancy โดยรวมอาจลดลงได้ แม้อัตราชนะจะสูงขึ้นก็ตาม
กลยุทธ์หนึ่งสามารถชนะได้ถึง 90% ของทุกครั้ง แต่ยังขาดทุนได้ เพราะอัตราชนะนับเพียงผลลัพธ์ว่าชนะหรือแพ้ ในขณะที่ expectancy จะชั่งน้ำหนักขนาดของแต่ละผลลัพธ์นั้น และกำไรก้อนเล็ก 9 ครั้งก็ไม่สามารถแบกรับขาดทุนก้อนใหญ่เพียง 1 ครั้งได้ การไล่ตามตัวเลขเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียวอาจแลกมาด้วยเป้าหมายกำไรที่เล็กลง จุดตัดขาดทุนที่กว้างขึ้น หรือความเสี่ยงขาดทุนก้อนใหญ่ที่มากขึ้น ซึ่งทำให้ expectancy แย่ลงทั้งที่ตัวเลขบนกระดานดูดีขึ้น การตัดสินกลยุทธ์หนึ่งจึงควรดูจากเงินที่เหลือในพอร์ตหลังเทรดครบ 100 ครั้ง ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าชนะกี่ครั้ง