เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-02
อัปเดตเมื่อ: 2026-09-02

การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) มีเป้าหมายเพื่อลดความไม่แน่นอน แต่แทบไม่มีการเฮดจ์ใดที่ขจัดความเสี่ยงได้หมดจด สัญญาฟิวเจอร์ส สวอป หรือเครื่องมืออื่นที่เกี่ยวข้องอาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง แต่ก็ยังให้ผลลัพธ์ทางการเงินที่แตกต่างออกไปได้ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันนี้เรียกว่า Basis Risk ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และสัญญาฟิวเจอร์สทางการเงินต่าง ๆ
Basis Risk คือความเสี่ยงที่ราคาของสินทรัพย์กับราคาของเครื่องมือที่ใช้เฮดจ์ไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันตามที่คาดไว้
ในตลาดฟิวเจอร์ส ค่า Basis มักคำนวณจากสูตร
Basis = ราคาสปอต − ราคาฟิวเจอร์ส
ตัวอย่างเช่น หากราคาข้าวสาลีในตลาดจริง (cash market) อยู่ที่ 5.80 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สที่เกี่ยวข้องซื้อขายอยู่ที่ 6.00 ดอลลาร์ ค่า Basis จะเท่ากับ -0.20 ดอลลาร์ต่อบุชเชล
หลักการคำนวณนี้ไม่ได้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ตลาดการเงินบางแห่งนิยามค่า Basis ในทิศทางตรงกันข้าม คือฟิวเจอร์สลบด้วยสปอต ตัวอย่างเช่น CME Group ใช้สูตรฟิวเจอร์สลบเงินสดเมื่ออธิบายค่า Basis ที่แฝงอยู่ในสัญญา Spot-Quoted Futures ของตน การสลับทิศทางการคำนวณเพียงเปลี่ยนเครื่องหมายบวกลบ แต่หลักการพื้นฐานยังเหมือนเดิม นั่นคือค่า Basis เป็นตัววัดส่วนต่างระหว่างราคาสองราคาที่เกี่ยวข้องกัน การมีอยู่ของค่า Basis เองไม่ใช่ความเสี่ยง แต่ Basis Risk จะเกิดขึ้นเมื่อส่วนต่างนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่คาดคิดในช่วงที่การเฮดจ์ยังเปิดอยู่
สิ่งนี้แตกต่างจาก Basis Trade ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ตั้งใจเปิดสถานะตรงข้ามกันในตลาดเงินสดและตลาดฟิวเจอร์สที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงหรือการบรรจบกันของส่วนต่างราคา ขณะที่ Basis Risk หมายถึงความไม่แน่นอนที่อยู่รอบความสัมพันธ์ดังกล่าว
การเฮดจ์อาจทำงานได้ถูกต้องในตลาดหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถให้ผลลัพธ์โดยรวมตามที่คาดหวังไว้ได้
สมมติว่าผู้ผลิตรายหนึ่งคาดว่าสถานะฟิวเจอร์สจะช่วยชดเชยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลง หากราคาในตลาดท้องถิ่นร่วงลงเร็วกว่าราคาฟิวเจอร์ส กำไรจากการเฮดจ์ฟิวเจอร์สอาจชดเชยผลขาดทุนในตลาดเงินสดได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ความเสี่ยงด้านทิศทางราคาถูกลดลงก็จริง แต่ความเสี่ยงบางส่วนได้ถูกแทนที่ด้วย Basis Risk แทน
ในแง่นี้ การเฮดจ์ไม่ได้กำจัดความเสี่ยงทั้งหมดเสมอไป แต่เป็นการเปลี่ยนความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์โดยตรงในระดับที่สูงกว่า ให้กลายเป็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่า Basis ในระดับที่ต่ำกว่า
งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นทางทฤษฎี การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Futures Markets ปี 2025 โดยนักวิจัยจาก Commodity Futures Trading Commission (CFTC) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ศึกษาข้อมูล Basis Risk ในอดีตของผู้ผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองในสหรัฐฯ พบว่าฟาร์มในเขตที่เคยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงค่า Basis ของข้าวโพดในทิศทางลบอย่างรุนแรง มีแนวโน้มใช้สัญญาฟิวเจอร์สน้อยลง 6 ถึง 12 จุดเปอร์เซ็นต์ และใช้ออปชันน้อยลง 3 ถึง 18 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนว่าผลลัพธ์ของค่า Basis ในอดีตสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเฮดจ์จริงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ Basis Risk จึงมีความสำคัญ เพราะความสำเร็จของการเฮดจ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์หรือการป้องกันทิศทางราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างราคาทั้งสองที่เกี่ยวข้องด้วย
ลองพิจารณากรณีของชาวนาที่กำลังเตรียมขายข้าวสาลี
ราคาข้าวสาลีในตลาดท้องถิ่นอยู่ที่ 5.80 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ขณะที่ฟิวเจอร์สข้าวสาลีซื้อขายอยู่ที่ 6.00 ดอลลาร์ ค่า Basis เริ่มต้นจึงเท่ากับ
5.80 − 6.00 = -0.20 ดอลลาร์
เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่อาจปรับตัวลง ชาวนาจึงขายสัญญาฟิวเจอร์สที่ราคา 6.00 ดอลลาร์
เมื่อถึงเวลาขายข้าวสาลีจริง ราคาฟิวเจอร์สร่วงลงมาอยู่ที่ 5.50 ดอลลาร์ สถานะขายฟิวเจอร์ส (short) จึงทำกำไรได้ 0.50 ดอลลาร์ต่อบุชเชล แต่สมมติว่าราคาในตลาดท้องถิ่นกลับร่วงลงมากกว่านั้น มาอยู่ที่ 5.15 ดอลลาร์
ค่า Basis ใหม่จึงเท่ากับ
5.15 − 5.50 = -0.35 ดอลลาร์
การเปลี่ยนแปลงของค่า Basis จึงเท่ากับ
-0.35 − (-0.20) = -0.15 ดอลลาร์
ค่า Basis อ่อนตัวลง 0.15 ดอลลาร์ต่อบุชเชล
สำหรับการเฮดจ์แบบขายฟิวเจอร์สในสัดส่วน 1 ต่อ 1 อย่างง่าย
ราคาขายที่แท้จริง = ราคาเงินสดสุดท้าย + กำไรจากฟิวเจอร์ส
ดังนั้น
5.15 + 0.50 = 5.65 ดอลลาร์
ผลลัพธ์เดียวกันนี้สามารถคำนวณผ่านค่า Basis ได้โดยตรง
ราคาที่แท้จริง = ราคาฟิวเจอร์สเริ่มต้น + ค่า Basis สุดท้าย
ดังนั้น
6.00 + (-0.35) = 5.65 ดอลลาร์
หากค่า Basis ยังคงอยู่ที่ระดับเดิมคือ -0.20 ดอลลาร์ ราคาขายที่แท้จริงจะเป็น
6.00 + (-0.20) = 5.80 ดอลลาร์
นั่นหมายความว่า การที่ค่า Basis อ่อนตัวลง 15 เซนต์ ทำให้ผลลัพธ์จากการเฮดจ์ในตัวอย่างอย่างง่ายนี้แย่ลง 15 เซนต์เช่นกัน
ตัวอย่างนี้ยังแสดงให้เห็นศัพท์ที่ใช้กันทั่วไป 2 คำเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของค่า Basis ภายใต้สูตรสปอตลบฟิวเจอร์สที่ใช้ในบทความนี้ หากค่า Basis เปลี่ยนไปในทิศทางบวกมากขึ้นหรือลบน้อยลง ถือว่า Basis แข็งตัวขึ้น ส่วนหากเปลี่ยนไปในทิศทางลบมากขึ้นหรือบวกน้อยลง ถือว่า Basis อ่อนตัวลง
| การเปลี่ยนแปลงของ Basis | ผู้เฮดจ์ฝั่งขาย (Short hedger) | ผู้เฮดจ์ฝั่งซื้อ (Long hedger) |
|---|---|---|
| แข็งตัวขึ้น (Strengthens) | โดยทั่วไปเป็นผลดี | โดยทั่วไปเป็นผลเสีย |
| อ่อนตัวลง (Weakens) | โดยทั่วไปเป็นผลเสีย | โดยทั่วไปเป็นผลดี |
ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจาก -0.20 ดอลลาร์ เป็น -0.35 ดอลลาร์ ถือเป็นการอ่อนตัวลงของ Basis ซึ่งโดยทั่วไปเป็นผลเสียต่อผู้ผลิตที่ใช้การเฮดจ์แบบขายฟิวเจอร์ส ส่วนการเปลี่ยนจาก -0.20 ดอลลาร์ เป็น -0.05 ดอลลาร์ ถือเป็นการแข็งตัวขึ้นของ Basis ซึ่งโดยทั่วไปจะช่วยให้ผลลัพธ์ของผู้เฮดจ์ฝั่งขายดีขึ้น
สำหรับสัญญาที่อ้างอิงสินทรัพย์และเกณฑ์การชำระราคาเดียวกันทุกประการ ราคาสปอตและราคาฟิวเจอร์สมักจะเคลื่อนเข้าหากันมากขึ้นเมื่อใกล้วันหมดอายุสัญญา อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในโลกความเป็นจริงอาจแตกต่างกันในเรื่องทำเล คุณภาพ ช่วงเวลา หรือเกณฑ์อ้างอิง ทำให้ค่า Basis ที่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องหายไปเสมอไป
Basis Risk มักเกิดขึ้นเพราะเครื่องมือเฮดจ์กับความเสี่ยงที่แท้จริงมีลักษณะคล้ายกันเท่านั้น ไม่ได้เหมือนกันทุกประการ
มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันนี้
ความแตกต่างด้านทำเล มีความสำคัญเป็นพิเศษในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ธัญพืชในภูมิภาคหนึ่งหรือก๊าซธรรมชาติที่ส่งมอบ ณ จุดรับส่งหนึ่งอาจซื้อขายที่ราคาต่างจากราคาอ้างอิงของสัญญาฟิวเจอร์สอย่างมีนัยสำคัญ
ความแตกต่างด้านช่วงเวลา เกิดขึ้นเมื่อสัญญาเฮดจ์หมดอายุก่อนหรือหลังธุรกรรมจริง การปิดสัญญาหนึ่งแล้วย้ายไปเปิดอีกสัญญาหนึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนเพิ่มเติม
ความแตกต่างด้านคุณภาพหรือเกรดสินค้า ก็มีผลเช่นกัน สัญญาฟิวเจอร์สอาจอ้างอิงข้อกำหนดสินค้ามาตรฐาน ขณะที่สินค้าจริงมีเกรด ส่วนประกอบ หรือต้นทุนการส่งมอบที่แตกต่างออกไป
นอกจากนี้ ค่า Basis ยังเปลี่ยนแปลงได้จาก การขนส่ง การจัดเก็บ ต้นทุนทางการเงิน สภาพคล่อง และภาวะอุปสงค์อุปทานในแต่ละภูมิภาค
ตัวอย่างจาก CME Group ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นขนาดของความแตกต่างที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันปาล์มดิบอ้างอิงของภูมิภาคเอเชียใต้กับราคาฟิวเจอร์สน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซียอยู่ในช่วง 33.80 ถึง 137.50 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน หรือคิดเป็นช่วงกว้างถึง 103.70 ดอลลาร์ ทาง CME ระบุว่าการเคลื่อนไหวของส่วนต่างดังกล่าวมาจากปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงค่าระวางขนส่ง อุปสงค์และอุปทานในภูมิภาค และต้นทุนด้านการนำเข้า
ชาวไร่อาจเฮดจ์ราคาข้าวโพดในพื้นที่ของตนด้วยสัญญาฟิวเจอร์สข้าวโพดของ CBOT ผลผลิตในพื้นที่ที่ดีเป็นพิเศษ ปัญหาคอขวดด้านการขนส่ง หรือความต้องการในพื้นที่ใกล้เคียงที่อ่อนแอ อาจกดราคาในตลาดท้องถิ่นให้ลดลงโดยที่ราคาฟิวเจอร์สไม่ได้ปรับลดลงในสัดส่วนเดียวกัน
การเฮดจ์ด้วยฟิวเจอร์สยังคงตอบสนองต่อภาวะตลาดข้าวโพดในภาพรวม แต่ความเสี่ยงในระดับท้องถิ่นอาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แตกต่างออกไป
ก๊าซธรรมชาติเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเป็นพิเศษ เพราะราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างจุดรับส่งในแต่ละภูมิภาค
ผู้ผลิตอาจเฮดจ์ด้วยสัญญา NYMEX ที่อ้างอิงราคา Henry Hub ขณะที่ขายก๊าซจริงในอีกจุดหนึ่ง Range Resources อธิบายไว้ในรายงานประจำไตรมาส 2 ปี 2026 ว่าราคาก๊าซธรรมชาติในแต่ละภูมิภาคอาจแตกต่างจากราคา Henry Hub และความแตกต่างดังกล่าวอาจลดทอนประสิทธิภาพของสัญญาอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ บริษัทจึงใช้ Basis Swap เพื่อบริหารความเสี่ยงนี้ โดยสัญญา Basis Swap ที่เปิดเผยไว้มีอายุยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม 2030
Basis Risk สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีสินค้าโภคภัณฑ์ที่จับต้องได้เกี่ยวข้องเลย
ผู้กู้อาจจ่ายดอกเบี้ยลอยตัวที่อ้างอิงเกณฑ์หนึ่ง ขณะที่ได้รับดอกเบี้ยลอยตัวจากสัญญาสวอปที่อ้างอิงอีกเกณฑ์หนึ่ง หากอัตราทั้งสองเคลื่อนไหวห่างออกจากกัน สัญญาสวอปก็จะไม่สามารถชดเชยภาระหนี้ได้อย่างสมบูรณ์
การเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานที่อยู่อาศัยแห่งรัฐนิวยอร์กในปี 2026 เป็นตัวอย่างจากกรณีจริง ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2025 อัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหนี้ดอกเบี้ยลอยตัวบางส่วนที่ถูกเฮดจ์ไว้อยู่ที่ 3.9394% ขณะที่สัญญาอนุพันธ์อ้างอิงอัตรา SOFR แบบทบต้นเต็มจำนวนที่ 4.3043% อัตรา 75% ของ SOFR ที่ 3.2333% และอัตรา 73% ของ SOFR ที่ 3.1471% หน่วยงานดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่าความไม่สอดคล้องกันระหว่างอัตราดอกเบี้ยของหนี้กับอัตราที่สัญญาอนุพันธ์อ้างอิงนี้คือ Basis Risk
ทั้งนี้ ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยหนี้ที่ถูกเฮดจ์ที่ 3.9394% กับอัตรา SOFR แบบทบต้นเต็มจำนวนที่ 4.3043% ไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นผลขาดทุนจากการเฮดจ์ที่ 0.3649 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องกันของเกณฑ์อ้างอิงเท่านั้น ผลกระทบทางการเงินที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและมูลค่าอ้างอิง (notional) ของสัญญาสวอป รวมถึงอัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ ที่สัญญาอนุพันธ์อ้างอิงด้วย
หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับตลาดการเงินเช่นกัน บริษัทที่ไม่สามารถเฮดจ์ความเสี่ยงค่าเงินได้โดยตรง อาจใช้ค่าเงินอื่นที่มีความสัมพันธ์สูงเป็นตัวแทน (proxy) ในทำนองเดียวกัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนอาจเฮดจ์กลุ่มหุ้นด้วยฟิวเจอร์สดัชนี
หากค่าเงินตัวแทนหรือดัชนีเริ่มเคลื่อนไหวแตกต่างจากความเสี่ยงที่แท้จริง การเฮดจ์นั้นก็จะเกิด Basis Risk ขึ้น
การเฮดจ์ที่สมบูรณ์แบบจะสร้างกำไรจากสถานะเฮดจ์ในจำนวนที่ชดเชยผลขาดทุนของความเสี่ยงต้นทางได้พอดี
ตลาดจริงแทบไม่มีความแม่นยำในระดับนั้น การเฮดจ์ด้วยฟิวเจอร์สมักเป็นการเปลี่ยนความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์โดยตรงในระดับสูง ให้กลายเป็นความเสี่ยงจากค่า Basis ในระดับที่ต่ำกว่า
แหล่งที่มาสำคัญประการหนึ่งคือ Cross-Hedging ซึ่งเป็นกรณีที่สัญญาฟิวเจอร์สหรืออนุพันธ์ที่มีอยู่อ้างอิงสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่ตัวเดียวกัน ประสิทธิภาพของการเฮดจ์แบบนี้จึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ระหว่างเครื่องมือทั้งสองเป็นอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงของค่า Basis อาจเป็นผลดีหรือผลเสียต่อผู้เฮดจ์ก็ได้ หากเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ทำให้ราคาที่แท้จริงดีขึ้น ผลลัพธ์ก็จะดีกว่าที่คาดไว้ แต่หากเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงข้าม ก็จะเหลือความเสี่ยงตกค้างมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ประสิทธิภาพของการเฮดจ์จึงควรประเมินในระดับภาพรวมของสถานะทั้งหมด มากกว่าการดูเพียงว่าสถานะฟิวเจอร์สหรืออนุพันธ์เพียงอย่างเดียวทำกำไรหรือไม่ เพราะแม้ขาการเฮดจ์จะมีกำไร แต่ผลลัพธ์โดยรวมก็ยังอาจไม่น่าพอใจได้
โดยทั่วไป Basis Risk ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้อย่างสมบูรณ์ แต่มักลดทอนลงได้
ขั้นตอนแรกคือการเลือกเครื่องมือเฮดจ์ที่ใกล้เคียงกับความเสี่ยงที่แท้จริงมากที่สุด โดยพิจารณาทั้งสินทรัพย์อ้างอิง เกณฑ์อ้างอิง ทำเลที่ตั้ง คุณภาพ และเงื่อนไขการชำระราคา
ช่วงเวลาก็มีความสำคัญเช่นกัน การกำหนดวันครบกำหนดของสัญญาเฮดจ์ให้ตรงกับวันที่คาดว่าจะทำธุรกรรมจริง จะช่วยลดความจำเป็นในการปิดหรือต่ออายุสัญญาในจังหวะที่ค่า Basis ไม่เอื้ออำนวย
ข้อมูลในอดีตสามารถช่วยประเมินได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างราคาทั้งสองมีความมั่นคงเพียงใด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในอดีตไม่ควรถูกมองว่าจะคงอยู่ถาวร เพราะปัญหาด้านการขนส่ง แรงกระแทกด้านสภาพคล่อง สภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือการเปลี่ยนแปลงของอุปทานในภูมิภาค ล้วนสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เคยดูน่าเชื่อถือได้
แนวทางอื่น ๆ ได้แก่ การใช้ Basis Swap สัญญาที่อ้างอิงตามทำเล หรือการปรับอัตราส่วนการเฮดจ์ (hedge ratio) ในกรณีที่สัญญาฟิวเจอร์สมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมความเสี่ยง การพัฒนาสัญญาสเปรดเฉพาะทาง เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มเอเชียใต้กับมาเลเซียของ CME ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นความพยายามของตลาดในการแยกและเฮดจ์ความเสี่ยงจากค่า Basis ออกจากความเสี่ยงด้านราคาโดยตรง
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การเฮดจ์ให้มากขึ้น แต่คือการทำให้เครื่องมือเฮดจ์มีลักษณะใกล้เคียงกับความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการจริง ๆ มากที่สุด
Basis Risk ชี้ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของการเฮดจ์ นั่นคือการลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาโดยตรงไม่ได้หมายความว่าจะได้ราคาสุดท้ายที่คาดการณ์ได้เสมอไป
ความแตกต่างด้านทำเล เกณฑ์อ้างอิง วันครบกำหนด คุณภาพ ต้นทุนทางการเงิน หรือสภาวะตลาด สามารถทำให้สินทรัพย์กับเครื่องมือเฮดจ์เคลื่อนไหวห่างออกจากกันได้ ตัวอย่างล่าสุดในภาคเกษตร ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และหนี้ที่อ้างอิงอัตรา SOFR แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบทางการเงินที่วัดผลได้จริง
การทำความเข้าใจค่า Basis จึงหมายถึงการมองไปไกลกว่าคำถามที่ว่าตลาดสองแห่งมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประสิทธิภาพของการเฮดจ์ขึ้นอยู่กับว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังคงมั่นคงอยู่หรือไม่ในช่วงเวลาที่ต้องการความคุ้มครองจริง ๆ