เปรียบเทียบ สไตล์การเทรด เดย์เทรด (Day Trading) สวิงเทรด (Swing Trading) หรือ โพสิชัน เทรด (Position Trading) สไตล์ไหนใช่คุณ
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

เปรียบเทียบ สไตล์การเทรด เดย์เทรด (Day Trading) สวิงเทรด (Swing Trading) หรือ โพสิชัน เทรด (Position Trading) สไตล์ไหนใช่คุณ

ผู้เขียน: เนตรนภา ป.

เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-20   
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-20

นักเทรด Forex มือใหม่จำนวนมากมักเลือก สไตล์การเทรด หรือรูปแบบการเทรดตามกระแสหรือคำแนะนำที่เห็นตามโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้พิจารณาว่าสไตล์นั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ เงินทุน และบุคลิกภาพของตัวเองหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเครียดสะสมและการตัดสินใจผิดพลาดซ้ำๆ แม้จะเข้าใจทฤษฎีการเทรดดีเพียงใดก็ตาม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง เดย์เทรด (Day Trading) สวิงเทรด (Swing Trading) และโพสิชัน เทรด (Position Trading) เพื่อช่วยให้เลือกสไตล์ที่ใช่สำหรับตัวเองได้อย่างมั่นใจ

ประเด็นสำคัญ

  • เดย์เทรด (Day Trading) เปิด-ปิดสถานะภายในวันเดียว เหมาะกับผู้มีเวลาเฝ้าจอต่อเนื่องและรับความผันผวนระยะสั้นได้

  • สวิงเทรด (Swing Trading) ถือสถานะ 2-10 วัน จับการแกว่งตัวของราคาระดับกลาง เหมาะกับผู้มีเวลาจำกัดแต่ยังต้องการติดตามตลาดสม่ำเสมอ

  • โพสิชัน เทรด (Position Trading) ถือสถานะเป็นสัปดาห์ถึงหลายเดือน อิงปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอทุกวัน

  • การเลือกสไตล์การเทรดที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ เวลาที่มีในแต่ละวัน ขนาดเงินทุน และความสามารถในการรับความผันผวนทางจิตใจ

หลังจากเปิดบัญชีเทรด กับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้แล้ว สิ่งถัดมาก็คือ การตัดสินใจว่าจะเป็นนักเทรดสายไหน แต่สิ่งแรกที่คุณควรถามตัวเองก่อนเลือกสไตล์การเทรด ไม่ใช่ “สไตล์การเทรดไหนทำกำไรได้เร็วที่สุด” แต่คือ “ชีวิตประจำวันของฉันเอื้อต่อการเทรดสไตล์ไหนที่สุด” เพราะสไตล์การเทรดที่ไม่สอดคล้องกับตารางเวลาและบุคลิกภาพหรือลักษณะนิสัยของตัวเอง มักนำไปสู่การตัดสินใจเทรดที่ผิดพลาดจากความเครียดสะสม แม้จะเข้าใจทฤษฏีดีเพียงใดก็ตาม


Featured_เปรียบเทียบ สไตล์การเทรด Day Trading, Swing Trading, Position Trading.jpg

เจาะลึกสไตล์การเทรด เดย์เทรด (Day Trading) VS สวิงเทรด (Swing Trading) VS โพสิชัน เทรด (Position Trading)

สไตล์การเทรดแบบเดย์เทรด หรือการเทรดรายวัน (Day Trading)

เปิด-ปิดสถานการณ์เทรดทั้งหมดภายในวันเดียว ไม่ถือข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาก Gap ราคา และค่า Swap เหมาะกับผู้ที่สามารถเฝ้าหน้าจอต่อเนื่องได้ 4-8 ชั่วโมงต่อวัน มีปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อความผันผวนระยะสั้น และสามารถรับแรงกดดันทางจิตใจจากการต้องตัดสินใจถี่ ๆ ได้ดี ข้อดีของสไตล์การเทรดแบบเดย์เทรดคือ ไม่ต้องแบกความเสี่ยงข้ามคืน แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนสเปรดสะสมจากการเทรดบ่อยครั้งอาจกัดกินกำไรได้มากหากไม่มีวินัย

สไตล์การเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading)

หรือที่มักเรียกว่า “การเล่นรอบ” หรือ “การจับรอบ” เก็งกำไรระยะสั้นถึงระยะกลาง โดยการถือสถานะตั้งแต่ 2-3 วัน ไปจนถึงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ต้องอาศัยทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิคและข่าวสารประกอบกันในการเทรด เป็นสไตล์การเทรดที่เหมาะกับผู้ที่ทำงานประจำแต่ยังพอมีเวลาเช็กกราฟวันละ 1-2 ครั้ง มีความผันผวนหรือแรงกัดดันทางจิตใจน้อยกว่าเดย์เทรด เพราะไม่ต้องตัดสินใจรัว ๆ แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงจากข่าวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ตลาดปิด เช่น ช่วงสุดสัปดาห์

สไตล์การเทรดแบบโพสิชันเทรด (Position Trading)

สไตล์การเทรด หรือการลงทุนที่มีการถือสถานะหรือการถือสินทรัพย์ระยะยาว ตั้งแต่หลายสัปดาห์ หลายเดือน จนถึงเป็นปี เป้าหมายหลักคือการจับเทรนด์ใหญ่เพื่อเก็งกำไรปริมาณมาก มากกว่าการสนใจเรื่องความผันผวนของราคาในแต่ละวัน ส่วนใหญ่ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เช่น นโยบายดอกเบี้ย แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคเหมาะกับนักเทรดที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอรายวัน ไม่ชอบความเครียดจากความผันผวนรายวัน และมีความอดทนสูง ข้อดีคือ ต้นทุนสเปรดต่อผลตอบแทนต่ำกว่าเพราะเทรดไม่บ่อย แต่ต้องมีเงินทุนสำรองมากพอที่จะรับความผันผวนระยะสั้นระหว่างทางโดยไม่ตี่นตระหนก

สไตล์การเทรดไหน เหมาะกับเงินทุนเท่าไหร่

สไตล์ เงินทุนขั้นต่ำแนะนำ เวลาที่ต้องใช้/วัน ระดับความเครียด
Day Trading สูง (เผื่อ Drawdown จากการเทรดถี่) 4-8 ชั่วโมง สูง
Swing Trading ปานกลาง 30-60 นาที ปานกลาง
Position Trading ปานกลาง-สูง (เผื่อถือข้ามความผันผวนได้นาน) 15-30 นาที (สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง) ต่ำ-ปานกลาง

 

ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นแนวทางเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่จำนวนเงินตายตัว เพราะเงินทุนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Lot Size และเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อการเทรดของแต่ละคนด้วย

ข้อกำหนดด้านเงินทุนและเวลาในแต่ละสไตล์การเทรด

ปัจจัยที่มักถูกมองข้ามของแต่ละสไตล์การเทรด คือ “ต้นทุนแฝง” อย่างเดย์เทรดก็มีต้นทุนสเปรดสะสมสูงจากความถี่ในการเทรด ขณะที่โพสิชัน เทรด ก็มีต้นทุน Swap สะสมจากการถือสถานะข้ามคืนเป็นเวลานาน นักเทรดจึงควรคำนวณต้นทุนรวมทั้งสองประเภทนี้ก่อนเลือกสไตล์การเทรด ไม่ใช่ดูแค่ศักยภาพกำไรเพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสไตล์การเทรด

สไตล์การเทรดแบบเดย์เทรด (Day Trading) เหมาะกับนักเทรดมือใหม่หรือไม่

ไม่แนะนำให้นักเทรดมือใหม่เริ่มต้นด้วยเดย์เทรด เพราะการเทรดสไตล์นี้ต้องการวินัยสูง และต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้แรงกดดัน มือใหม่ควรเริ่มเทรดจากรูปแบบสวิงเทรด หรือโพสิชัน เทรด ที่มีเวลาวิเคราะห์มากกว่า และแรงกดดันน้อยกว่า เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว จึงค่อยเริ่มเทรดในสไตล์เดย์เทรด

เงินทุนเท่าไหร่ถึงเหมาะกับเดย์เทรด

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยหลักการแล้ว ควรมีเงินทุนมากพอที่จะรองรับการขาดทุนต่อเนื่องหลายครั้งโดยไม่กระทบสภาพจิตใจ และควรจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดไว้ที่ 1-2% ของพอร์ตเสมอ ไม่ว่าจะเทรดสไตล์ไหนก็ตาม

สามารถเทรดหลายสไตล์พร้อมกันได้หรือไม่

ได้ นักเทรดมืออาชีพหลายคนใช้กลยุทธ์ผสม เช่น ถือสถานะหลักแบบโพสิชัน เทรด ควบคู่กับการเปิดสถานะสวิงเทรด ระยะสั้นเพื่อสร้างสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ก็ควรแยกบัญชีหรือระบบบริหารความเสี่ยงให้ชัดเจนด้วย เพื่อไม่ให้สับสน

สไตล์การเทรดไหนทำกำไรเร็วที่สุด

ไม่สามารถรับประกันได้ว่าสไตล์การเทรดไหนจะทำกำไรได้เร็วที่สุด สิ่งสำคัญกว่าคือ การเลือกสไตล์การเทรดที่สอดคล้องกับวินัยและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความแนะนำ
Swing trade vs Day trade: แบบไหนกำไรมากกว่ากัน?
เรียนรู้วิธีเทรดหุ้น โดยกลยุทธ์เชิงปฏิบัติ
ตัวบ่งชี้สูตร Xmaster เทียบกับ XHMaster: การใช้งาน ความแตกต่าง และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด
เทรดให้แม่นด้วย Risk Reward Ratio
Displaced Moving Average คืออะไรในตลาดหุ้น? พร้อมกลยุทธ์และข้อควรรู้