เหตุใดกองทุน ETF ที่ติดตามดัชนีเดียวกันจึงให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

เหตุใดกองทุน ETF ที่ติดตามดัชนีเดียวกันจึงให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน

ผู้เขียน: Charon N.

เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-13   
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-13

กองทุนสองกอง ดัชนีอ้างอิงเดียวกัน ปีปฏิทินเดียวกัน ดัชนีปิดปีด้วยผลตอบแทนบวก 10.00% ETF กองแรกให้ผลตอบแทน 9.94% ส่วนกองที่สองซึ่งอ้างอิงดัชนีเดียวกันทุกประการกลับให้ผลตอบแทนเพียง 9.86% ไม่มีใครเปลี่ยนดัชนีอ้างอิงและไม่มีใครซื้อหุ้นตัวอื่น แต่ผลตอบแทน 8 เบสิสพอยต์ (0.08%) กลับหายไปที่ไหนสักแห่งระหว่างดัชนีอ้างอิงกับนักลงทุน

กราฟแสดงส่วนต่างผลตอบแทนระหว่าง ETF กับดัชนีอ้างอิง (ETF Tracking Difference)

8 เบสิสพอยต์ฟังดูเหมือนตัวเลขปัดเศษที่ไม่มีนัยสำคัญ และในช่วงเวลาเพียง 1 ปี ส่วนต่างนี้ก็มีพฤติกรรมเช่นนั้นจริง แต่เมื่อยืดระยะเวลาออกไปถึง 20 ปีและนำไปใช้กับเงินลงทุนระดับหลักแสนดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้จะไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป


ในวงการกองทุน ส่วนต่างที่หายไปนี้มีชื่อเรียกว่า tracking difference ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ที่แท้จริงของการเลียนแบบดัชนี หลังจากกองทุนจ่ายค่าธรรมเนียม ชำระภาษี แบกรับต้นทุนส่วนต่างราคาซื้อขาย และรับรายได้บางส่วนที่ดัชนีอ้างอิงไม่มีทางได้รับ


ประเด็นสำคัญ

  • ถูกกว่าก็อาจแพ้ได้ กองทุนที่คิดค่าธรรมเนียม 0.08% อาจเอาชนะกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียม 0.05% ได้ หากมีรายได้จากการให้ยืมหลักทรัพย์และการบริหารภาษีที่มีประสิทธิภาพ

  • ค่าธรรมเนียมเป็นเพียงตัวเลขเริ่มต้น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย วิธีการเลียนแบบดัชนี เงินสดที่ยังไม่ได้ลงทุน (cash drag) การปรับพอร์ตตามดัชนี และรายได้จากการให้ยืมหลักทรัพย์ ล้วนส่งผลต่อตัวเลขผลตอบแทนสุดท้ายทั้งสิ้น

  • ตัวชี้วัดสองตัว หน้าที่ต่างกัน tracking difference บอกขนาดของส่วนต่างผลตอบแทน ส่วน tracking error วัดความสม่ำเสมอของเส้นทางที่กองทุนไปถึงจุดนั้น

  • ต้องดูย้อนหลัง 3 ปีและ 5 ปี ตัวเลขเพียงปีเดียวอาจทำให้กองทุนที่บังเอิญเจอรอบปรับพอร์ตที่เป็นใจหรือตลาดให้ยืมหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีดูดีเกินจริง

  • ตรวจสอบดัชนีอ้างอิงก่อนเสมอ ชื่อกองทุนที่ดูคล้ายกันบางครั้งอ้างอิงดัชนีคนละตระกูลกัน ซึ่งทำให้การเปรียบเทียบผลตอบแทนใด ๆ ไม่มีความหมาย


Tracking Difference ของ ETF คืออะไร

tracking difference คือผลต่างที่ได้จากการนำผลตอบแทนรวมของดัชนีอ้างอิงไปหักออกจากผลตอบแทนรวมของกองทุนในช่วงเวลาที่กำหนด


  • Tracking difference = ผลตอบแทนของ ETF - ผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิง


ตัวเลขติดลบหมายความว่ากองทุนตามหลังดัชนีอ้างอิง ส่วนตัวเลขบวกหมายความว่ากองทุนทำผลงานได้ดีกว่าดัชนี เนื่องจากดัชนีอ้างอิงไม่มีค่าธรรมเนียมการดูแลทรัพย์สิน ไม่มีการซื้อขายจริง และไม่มีการถือเงินสด ผลลัพธ์ปกติของ ETF หุ้นแบบถือครองหลักทรัพย์จริง (physical replication) จึงมักเป็นตัวเลขติดลบเล็กน้อยที่ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน (expense ratio)


หลายคนมักสับสนระหว่าง tracking difference กับ tracking error

ตัวชี้วัด คำถามที่ตอบได้ เหมาะสำหรับ
Tracking difference กองทุนทำผลงานดีกว่าหรือแย่กว่าดัชนีอ้างอิงมากน้อยเพียงใด เปรียบเทียบต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบนดัชนีเดียวกัน
Tracking error กองทุนติดตามดัชนีได้สม่ำเสมอเพียงใดตลอดช่วงเวลา ประเมินความสม่ำเสมอของการเลียนแบบดัชนี


Tracking error คำนวณจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานรายปีของส่วนต่างผลตอบแทนเหล่านั้น เพื่อสะท้อนความสม่ำเสมอของการติดตามดัชนี กองทุนสองกองอาจมีส่วนต่างผลตอบแทนรายปีเท่ากันที่ 0.15% แต่กองหนึ่งเคลื่อนไหวในแนวเส้นตรง ขณะที่อีกกองแกว่งตัวระหว่าง 0.02% ถึง 0.40% สำหรับนักลงทุนระยะยาว ขนาดของส่วนต่างผลตอบแทนสำคัญกว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวของมัน


ทำไม ETF ที่ติดตามดัชนีเดียวกันจึงให้ผลตอบแทนต่างกัน

ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน (Expense Ratio)

ค่าธรรมเนียมที่ประกาศไว้จะถูกหักออกจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ทุกวัน และทำหน้าที่เป็นแรงฉุดผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่เผยแพร่โดย Investment Company Institute เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่าค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยของ ETF หุ้นแบบอิงดัชนีในปี 2025 อยู่ที่ 0.14% ส่วน ETF ตราสารหนี้แบบอิงดัชนีอยู่ที่ 0.09%


กองทุนหุ้นหลักที่ครอบคลุมตลาดกว้าง (core broad-market) มักคิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวมาก บางกองทุนอยู่ที่เพียง 0.02% ถึง 0.03% การแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมที่ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลิตภัณฑ์คู่แข่งเหลือเพียงไม่กี่เบสิสพอยต์ และผลักให้คำอธิบายความแตกต่างของผลตอบแทนไปอยู่ในกลไกที่มองเห็นได้ยากขึ้นของกองทุน


วิธีการเลียนแบบดัชนี (Replication Method)

การเลียนแบบดัชนีแบบเต็มรูปแบบ (full replication) คือการถือหลักทรัพย์ทุกตัวในดัชนีตามสัดส่วนน้ำหนักเดียวกับดัชนี ส่วนการสุ่มตัวอย่างแบบปรับให้เหมาะสม (optimised sampling) คือการถือหลักทรัพย์เพียงบางส่วนที่คัดเลือกมาให้สะท้อนลักษณะของกลุ่มอุตสาหกรรม ขนาดบริษัท และความเสี่ยงของดัชนีอ้างอิง วิธีนี้มักใช้กับดัชนีที่มีหลักทรัพย์นับพันตัว บางตัวซื้อขายกันเบาบาง


การสุ่มตัวอย่างช่วยลดต้นทุนการซื้อขาย แต่ก็ยอมรับความเสี่ยงเล็กน้อยที่พอร์ตตัวอย่างจะเบี่ยงเบนไปจากดัชนีทั้งหมด ขณะที่การเลียนแบบดัชนีแบบสังเคราะห์ (synthetic replication) ใช้สัญญาสว็อป (swap) เพื่อรับผลตอบแทนตามดัชนีโดยตรง ซึ่งช่วยตัดความเสี่ยงจากการสุ่มตัวอย่างออกไป แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (counterparty risk)


ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และถิ่นที่อยู่ของกองทุน (Withholding Tax and Fund Domicile)

เงินปันผลที่ไหลข้ามพรมแดนมักถูกหักภาษี ณ ประเทศต้นทาง อัตราภาษีที่กองทุนต้องจ่ายขึ้นอยู่กับถิ่นที่อยู่ทางกฎหมายของกองทุน เครือข่ายสนธิสัญญาภาษีที่เกี่ยวข้อง และโครงสร้างทางกฎหมายของกองทุนนั้น ผู้ให้บริการดัชนีคำนวณผลตอบแทนรวมโดยอิงจากสมมติฐานด้านภาษีชุดหนึ่ง ดังนั้นกองทุนที่เก็บรายได้เงินปันผลไว้ได้มากกว่าสมมติฐานดังกล่าวจะได้ส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมคืนมา โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปถือหลักทรัพย์ตัวอื่นเลย


การให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending)

หากหนังสือชี้ชวนอนุญาต กองทุนสามารถนำหลักทรัพย์ในพอร์ตออกให้ยืมเพื่อรับค่าธรรมเนียม โดยรายได้ส่วนใหญ่จะคืนกลับเข้ากองทุน สำหรับหลักทรัพย์ที่มีความต้องการยืมสูง รายได้ส่วนนี้สามารถชดเชยต้นทุนการดำเนินงานได้บางส่วน และบางครั้งก็มากกว่านั้น นโยบายการให้ยืมหลักทรัพย์มักเป็นคำอธิบายว่าทำไมกองทุนที่ค่าธรรมเนียมแพงกว่าจึงติดตามดัชนีได้ใกล้เคียงกว่า


เงินสดที่ยังไม่ได้ลงทุน (Cash Drag)

เงินปันผลจะเข้ามาตามวันจ่ายจริง และเงินลงทุนใหม่จากผู้ถือหน่วยก็เข้ามาในรูปเงินสด ทั้งสองส่วนไม่ได้ถูกนำไปลงทุนทันทีที่ได้รับ ขณะที่ดัชนีอ้างอิงจะนำเงินปันผลไปลงทุนซ้ำในเชิงสมมติทันที ในตลาดขาขึ้น เงินสดที่ยังไม่ได้ลงทุนจะฉุดผลตอบแทนให้ต่ำลง ส่วนในตลาดขาลง เงินสดส่วนนี้กลับช่วยลดผลกระทบ


การปรับพอร์ตตามดัชนีและต้นทุนการซื้อขาย (Rebalancing and Trading Costs)

ดัชนีอ้างอิงสามารถสลับหลักทรัพย์ที่ราคาที่กำหนดไว้ในวันที่มีผลบังคับใช้ โดยไม่มีต้นทุนใด ๆ แต่กองทุนต้องซื้อขายจริง ต้องจ่ายส่วนต่างราคาซื้อขาย และรับผลกระทบต่อราคาตลาด (market impact) ซึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกับกองทุนอื่น ๆ ที่ใช้วิธีการเดียวกันในวันเดียวกัน ความชำนาญในการจัดจังหวะการซื้อขายเหล่านี้จึงมีมูลค่าหลายเบสิสพอยต์


เวลาทำการตลาดและจังหวะการตั้งราคา (Market Hours and Pricing Timing)

กองทุนที่ถือหลักทรัพย์ต่างประเทศมักซื้อขายในช่วงที่ตลาดของหลักทรัพย์อ้างอิงปิดทำการอยู่ การเปรียบเทียบราคาปิดของกองทุนกับดัชนีที่คำนวณจากราคาปิดในตลาดท้องถิ่นคนละเวลากันจึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนด้านจังหวะเวลา ซึ่งโดยทั่วไปจะหักล้างกันไปเองเมื่อมองในช่วงเวลาที่ยาวขึ้น


ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าติดตามดัชนีได้ดีกว่าเสมอไป

การเปรียบเทียบส่วนใหญ่หยุดอยู่แค่ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน โดยมองว่า 0.05% ดีกว่า 0.08% กองทุนที่ถูกกว่าจึงชนะ แต่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอไป

ตัวชี้วัด กองทุน A กองทุน B
ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน 0.05% 0.08%
ผลตอบแทนดัชนีอ้างอิง 10.00% 10.00%
ผลตอบแทนกองทุน 9.88% 9.91%
Tracking difference -0.12% -0.09%


กองทุน B คิดค่าธรรมเนียมแพงกว่า 3 เบสิสพอยต์ แต่กลับให้ผลตอบแทนดีกว่าถึง 3 เบสิสพอยต์ สาเหตุที่ทำให้ผลลัพธ์กลับด้านเช่นนี้อาจมาจากรายได้จากการให้ยืมหลักทรัพย์ การปรับพอร์ตที่มีประสิทธิภาพมากกว่า การบริหารภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ดีกว่า หรือการบริหารเงินสดที่รัดกุมกว่า และหลายครั้งเป็นผลรวมของหลายปัจจัยพร้อมกัน


ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนบอกเพียงว่าผู้จัดการกองทุนเรียกเก็บเท่าไร ส่วน tracking difference สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการถือครองกองทุน หลังหักค่าธรรมเนียม ภาษี ต้นทุนการซื้อขาย และรายได้ที่ช่วยชดเชยแล้ว ตัวหนึ่งคือราคาที่ประกาศไว้ อีกตัวหนึ่งคือใบเสร็จที่นักลงทุนจ่ายจริง


วิธีเปรียบเทียบ ETF สองกองที่ติดตามดัชนีเดียวกัน

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าดัชนีอ้างอิงของทั้งสองกองทุนเหมือนกันจริง เพราะดัชนีคนละตระกูลให้การกระจายการลงทุนที่ต่างกัน และความแตกต่างของผลตอบแทนส่วนใหญ่มักย้อนกลับไปที่จุดนี้

  2. เปรียบเทียบ tracking difference ย้อนหลัง 3 ปีและ 5 ปีในช่วงเวลาเดียวกัน โดยใช้ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนเป็นข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้น

  3. ตรวจสอบวิธีการเลียนแบบดัชนี ว่าเป็นแบบเต็มรูปแบบ แบบสุ่มตัวอย่าง หรือแบบสังเคราะห์

  4. พิจารณาถิ่นที่อยู่ทางกฎหมายของกองทุน และวิธีการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับรายได้เงินปันผล

  5. ตรวจสอบว่ากองทุนได้รับอนุญาตให้ยืมหลักทรัพย์หรือไม่ และรายได้จากการให้ยืมคืนกลับเข้ากองทุนมากน้อยเพียงใด

  6. เปรียบเทียบส่วนต่างราคาเสนอซื้อขาย (bid-ask spread) เนื่องจากนักลงทุนเป็นผู้แบกรับต้นทุนนี้ในจังหวะที่ซื้อขายจริง

  7. พิจารณาขนาดกองทุนและประวัติการซื้อขาย ซึ่งส่งผลต่อส่วนต่างราคาซื้อขายและการทำรายการคำสั่งขนาดใหญ่


คำถามที่พบบ่อย

ทำไม ETF ที่ติดตามดัชนีเดียวกันจึงให้ผลตอบแทนต่างกัน

เพราะกองทุนดำเนินงานอยู่ในโลกความเป็นจริง ค่าธรรมเนียม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้นทุนการซื้อขาย และเงินสดคงเหลือ ล้วนฉุดผลตอบแทนให้ต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง ขณะที่รายได้จากการให้ยืมหลักทรัพย์และการบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพช่วยดึงผลตอบแทนกลับขึ้นมา


tracking error กับ tracking difference ต่างกันอย่างไร

tracking difference วัดว่ากองทุนทำผลงานห่างจากดัชนีอ้างอิงมากน้อยเพียงใด ส่วน tracking error วัดว่าระยะห่างดังกล่าวมีความผันผวนมากน้อยเพียงใดตลอดช่วงเวลา


tracking difference ระดับใดถือว่าดีสำหรับ ETF

ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัว โดยทั่วไปส่วนต่างที่เล็กและสม่ำเสมอถือว่าดีกว่า แต่ตัวเลขนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกองทุนที่ติดตามดัชนีเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น


ETF สามารถทำผลตอบแทนดีกว่าดัชนีอ้างอิงได้หรือไม่

ได้ รายได้จากการให้ยืมหลักทรัพย์และการบริหารภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เอื้ออำนวยอาจมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนของกองทุนในบางช่วงเวลา จนทำให้เกิด tracking difference เป็นบวก แต่ควรตรวจสอบวิธีคำนวณดัชนีอ้างอิงและรูปแบบการตั้งราคาก่อนสรุปว่านี่คือฝีมือการบริหารที่ยั่งยืน


ETF สองกองติดตามดัชนีเดียวกัน ทำไมกองหนึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่า

ดัชนีอ้างอิงเป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎี ส่วนกองทุนต้องนำแนวคิดนั้นไปซื้อขายจริงในตลาด ต้องถือครองผ่านเหตุการณ์บริษัทต่าง ๆ ต้องเสียภาษีจากรายได้ ต้องรองรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุน และต้องประกาศราคาทุกวัน แต่ละภาระเหล่านี้มีต้นทุนของตัวเอง และบางภาระก็สร้างรายได้กลับคืนมาได้บ้าง


แรงเสียดทานเหล่านี้ดำรงอยู่ถาวร สิ่งที่ทำให้กองทุนหนึ่งต่างจากอีกกองทุนหนึ่งคือฝีมือการบริหารจัดการ ซึ่งไม่มีทางปรากฏอยู่ในเอกสารข้อมูลกองทุน (factsheet) tracking difference คือตัวเลขสุดท้ายที่สรุปผลของกระบวนการทั้งหมดนี้ไว้ในตัวเลขเดียว จึงควรพิจารณาควบคู่กับค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนทุกครั้งที่กองทุนสองกองอ้างอิงดัชนีเดียวกัน


ก่อนตัดสินใจซื้อกองทุนครั้งต่อไป ควรดึงข้อมูล tracking difference ย้อนหลัง 3 ปีและ 5 ปีของทุกกองทุนในรายชื่อที่พิจารณาอยู่มาเปรียบเทียบกัน หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นทุนและโครงสร้างของกองทุน สามารถดูคู่มือ ETF จาก EBC Financial Group ได้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความแนะนำ
ETN กับ ETF: ความแตกต่างที่สำคัญ ความเสี่ยง และวิธีการทำงาน
QQQ เทียบกับ QQQM: การเปรียบเทียบทางเทคนิคอย่างละเอียดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม สภาพคล่อง และผลตอบแทน
VFIAX กับ VOO: อัตราส่วนค่าใช้จ่าย ภาษี และผลตอบแทน
SKYY ETF: กองทุนคลาวด์คอมพิวติ้งที่ติดตามทุกคลื่นการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026
XLE vs USO: หุ้นกลุ่มพลังงานหรือการลงทุนโดยตรงในน้ำมันดิบ?