เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-11
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-11
หุ้น SpaceX (NASDAQ: SPCX) ปิดตลาดวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วยการปรับตัวขึ้น 4.2% แตะระดับ 138.74 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ที่ราคาหุ้นสามารถยืนเหนือระดับราคาเสนอขายหุ้นแรก (IPO) ที่ 135 ดอลลาร์ได้สำเร็จ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ นักลงทุนรายย่อยซึ่งเคยเป็นแรงซื้อหลักตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาด กลับเปลี่ยนสถานะเป็น "ผู้ขายสุทธิ" เป็นครั้งแรก หลังอาศัยจังหวะราคาพุ่งแรงในวันศุกร์ทำกำไร
ราคาหุ้น: ปิดที่ 138.74 ดอลลาร์ (+4.2%) กลับขึ้นยืนเหนือราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 16 ก.ค. 2026
กรอบราคาตั้งแต่ IPO: จุดสูงสุด 225.64 ดอลลาร์ (กลางเดือน มิ.ย.) สู่จุดต่ำสุด 104.83 ดอลลาร์ (3 ส.ค.)
พฤติกรรมรายย่อย: เปลี่ยนเป็นผู้ขายสุทธิเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 15% ในวันเดียว
ปัจจัยหนุน: งบไตรมาส 2/2026 ออกมาดีกว่าคาด และการปลดล็อกหุ้น (Lock-up) ทรานช์แรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาไม่ได้สร้างแรงเทขายรุนแรงตามที่กังวล
นับตั้งแต่ SpaceX เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 นักลงทุนรายย่อยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันราคาหุ้นให้พุ่งขึ้นแรง โดยได้รับการจัดสรรหุ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของตลาด และเป็นกลุ่มที่เข้าซื้อต่อเนื่องจนราคาทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 225.64 ดอลลาร์ ก่อนจะร่วงลงมาอย่างหนักจนแตะจุดต่ำสุดที่ 104.83 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 15% ในวันเดียว นักลงทุนรายย่อยได้เปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นผู้ขายสุทธิเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หุ้นเข้าตลาด สะท้อนการล็อกกำไรหลังถือครองมาระยะหนึ่งท่ามกลางความผันผวนสูง
การฟื้นตัวของราคาหุ้นในรอบนี้มาจากสองปัจจัยหลัก
บริษัทรายงานรายได้เติบโตแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยคลายความกังวลเรื่องผลขาดทุนสะสมที่เคยเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้น
ตลาดเคยกังวลว่าการสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้นทรานช์แรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งปลดล็อกหุ้นจำนวนมากเข้าสู่ตลาดจนเพิ่มสัดส่วน Free Float ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะกดดันราคาหุ้นอย่างหนัก แต่ผลลัพธ์กลับสวนทาง เพราะนักลงทุนสถาบันและกองทุนดัชนีเข้าซื้อเพิ่มตามน้ำหนัก Free Float ที่ปรับขึ้น ส่งผลให้หุ้นปิดบวกต่อเนื่องทั้งวันพฤหัสบดีและศุกร์
การที่รายย่อยเปลี่ยนเป็นผู้ขายสุทธิในจังหวะที่ราคาฟื้นตัวแรง ขณะที่แรงซื้อจากสถาบันเข้ามาแทนที่ สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในระยะสั้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักเกิดขึ้นหลังหุ้น IPO ผ่านช่วงผันผวนสูงและเริ่มเข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนสถาบันให้น้ำหนักมากขึ้น
หากดูโครงสร้างรายได้ไตรมาส 2 แยกตามกลุ่มธุรกิจ จะเห็นภาพชัดว่าตัวขับเคลื่อนหลักของ SpaceX ในปัจจุบันไม่ใช่ธุรกิจจรวดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
Connectivity (Starlink): ทำรายได้สูงสุดในกลุ่ม และเป็นธุรกิจเดียวที่มีกำไรจากการดำเนินงานเป็นบวก จำนวนผู้ใช้บริการทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ แม้รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้จะลดลงบ้างจากการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดต่างประเทศ
AI Segment: เติบโตเร็วที่สุดในบรรดาทุกกลุ่มธุรกิจ ขับเคลื่อนจากสัญญาระบบคลาวด์และพันธมิตรด้าน AI แม้จะยังขาดทุนจากการดำเนินงานอยู่
Space Segment: ธุรกิจจรวดดั้งเดิมยังคงขาดทุนจากการดำเนินงาน เนื่องจากค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาสำหรับโครงการ Starship ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนยังระมัดระวังคือรายจ่ายฝ่ายทุน (CapEx) ที่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกทุ่มไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทันทีหลังประกาศงบ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาในเวลาต่อมา
สถาบันการเงินหลายแห่งยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น SpaceX ในระยะกลางถึงยาว นักวิเคราะห์จากหนึ่งในสถาบันการเงินรายใหญ่มองว่าหุ้นนี้มีศักยภาพเป็น "ผู้ชนะระยะยาว" จากสินทรัพย์ด้าน AI ธุรกิจปล่อยจรวด และบริการดาวเทียมสื่อสาร โดยให้เหตุผลว่าหุ้นสามารถผ่านช่วงการปลดล็อกหุ้นมูลค่าสูงมาได้โดยไม่เกิดแรงเทขายรุนแรงตามที่ตลาดกังวลไว้ก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อพื้นฐานธุรกิจในระยะยาว
นักวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น SpaceX ในระยะกลางถึงยาว โดยยังมีกำหนดการปลดล็อกหุ้นอีกหลายทรานช์ทยอยเกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้ราคาหุ้นเป็นระยะ นักลงทุนที่ติดตามหุ้นนี้ควรจับตาดูทั้งกำหนดการปลดล็อกหุ้นรอบถัดไป และผลประกอบการในไตรมาสถัดไปเพื่อประเมินทิศทางราคาต่อเนื่อง
SPCX คือสัญลักษณ์ซื้อขาย (ticker) ของ Space Exploration Technologies Corp หรือ SpaceX บนตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ซึ่งเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายวันแรกในเดือนมิถุนายน 2026
ข้อมูลบ่งชี้ว่าเป็นการล็อกกำไรหลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรงในช่วงสั้น มากกว่าจะเป็นสัญญาณเชิงลบต่อพื้นฐานบริษัท เนื่องจากช่วงเวลาเดียวกันนักลงทุนสถาบันกลับเข้าซื้อเพิ่ม
คือช่วงเวลาที่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน IPO (เช่น ผู้บริหารและนักลงทุนกลุ่มแรก) ได้รับอนุญาตให้ขายหุ้นในตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งมักเพิ่มปริมาณหุ้นหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ และอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหากมีการเทขายพร้อมกันจำนวนมาก