เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-11
ถ้าพูดถึงหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ชื่อของ OSP หุ้น หรือบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) แทบจะติดโผ "หุ้นที่นักลงทุนต้องรู้จัก" เสมอ เพราะนี่คือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์เครื่องดื่มชื่อดังอย่าง M-150 มานานหลายสิบปี
แต่การรู้จักชื่อบริษัทอย่างเดียวยังไม่พอ สิ่งที่นักลงทุนต้องการจริงๆ คือการเข้าใจว่าธุรกิจนี้กำลังเดินไปในทิศทางไหน มีอะไรหนุนให้กำไรโต และมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวัง
บทความนี้จะพาคุณวิเคราะห์ OSP หุ้น อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ภาพรวมธุรกิจ แนวโน้มผลประกอบการ ไปจนถึงมุมมองของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำ เพื่อให้คุณมีข้อมูลครบมือก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า OSP คือบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2434 และมีอายุยาวนานกว่า 130 ปี
พอร์ตสินค้าของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. Domestic Beverage (เครื่องดื่มในประเทศ) กลุ่มนี้คือหัวใจของธุรกิจ นำโดย M-150 เครื่องดื่มชูกำลังที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน รวมถึงแบรนด์อื่นในพอร์ตเครื่องดื่ม
2. International Beverage (เครื่องดื่มต่างประเทศ) OSP ขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ กัมพูชา และภูมิภาค CLMV อย่างจริงจัง ซึ่งกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
3. Personal Care (สินค้าดูแลส่วนบุคคล) กลุ่มนี้รวมสินค้าในหมวดความงามและดูแลร่างกาย ซึ่งเติบโตได้สม่ำเสมอในระดับ mid-single digit (ตัวเลขหลักเดียวกลางๆ) ต่อปี
ความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่สร้างมาหลายทศวรรษ
M-150 ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มชูกำลัง แต่คือแบรนด์ที่ฝังรากลึกในความทรงจำของผู้บริโภคไทยและในภูมิภาค การสร้างแบรนด์ระดับนี้ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล และคู่แข่งรายใหม่ก็ยากที่จะเลียนแบบได้ในระยะสั้น
กระแสรายได้จากหลายตลาด
บริษัทไม่ได้พึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว การที่มีรายได้จากต่างประเทศที่เติบโตในระดับ double digit (สองหลัก) ทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อตลาดใดตลาดหนึ่งชะลอตัว
นโยบายล็อคต้นทุนที่ชาญฉลาด
หนึ่งในจุดเด่นที่โบรกเกอร์พูดถึงคือการที่ OSP ล็อคต้นทุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าถึงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบในตลาดโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากการประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุด ฝ่ายบริหาร OSP ได้วางเป้าหมายรายได้รวมสำหรับปี 2569 ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้
คำว่า YoY (Year-on-Year) หมายถึงการเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วน mid-single digit หมายถึงการเติบโตประมาณ 4-6% และ double digit คือการเติบโตตั้งแต่ 10% ขึ้นไป
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองว่ากำไรปกติไตรมาส 1/2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีปัจจัยหนุนหลักสองประการ ได้แก่
รายได้รวมขยายตัว ทั้งจาก domestic beverage ที่เติบโตต่อเนื่อง และ International Beverage ที่ยังขยายตัวได้ดี
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM — Gross Profit Margin) ที่ขยายตัวทั้ง YoY และ QoQ จากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น
บล.เอเซีย พลัส มองในแง่ QoQ ว่ากำไรน่าจะเติบโตได้จากฤดูกาลของตลาดเมียนมาร์ แต่ในแง่ YoY คาดว่ากำไรจะทรงตัว
ราคาเป้าหมายและคำแนะนำจากโบรกเกอร์
บล.ดาโอ
คำแนะนำ: ซื้อ (Buy)
ราคาเป้าหมาย: 20 บาท
ประมาณการกำไรปกติปี 2569: 3,822 ล้านบาท (เติบโต +9% YoY)
มุมมอง: Valuation (มูลค่าหุ้น) ยังน่าสนใจ และยังไม่สะท้อนกำไรสถิติใหม่ที่คาดไว้
บล.เอเซีย พลัส
คำแนะนำ: Trading (ซื้อขายตามจังหวะ ไม่แนะนำถือยาว)
ราคาเป้าหมาย: 18.90 บาท (อิง PER ที่ 14.6 เท่า ระดับ -1.0 S.D.)
ประมาณการกำไรปกติปี 2569: 3,890 ล้านบาท (เติบโต +11% YoY)
มุมมอง: แม้ upside (ส่วนต่างราคาจากเป้าหมาย) จะสูง แต่ความไม่แน่นอนด้านการแข่งขันและต้นทุนยังคงน่ากังวล
1. การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
บล.เอเซีย พลัส ระบุความกังวลเป็นพิเศษต่อการที่ กระทิงแดง ปรับราคาสินค้าในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและทำให้ภูมิทัศน์การแข่งขัน (competitive landscape) ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเปลี่ยนไปได้
2. ฐานเปรียบเทียบที่สูงในตลาดต่างประเทศ
ตลาดกัมพูชาและเมียนมาร์ทำผลงานได้ดีมากในปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่าฐานตัวเลขที่ใช้เปรียบเทียบในปีนี้สูงตามไปด้วย ทำให้การแสดงการเติบโตใน % อาจดูไม่โดดเด่นเท่าที่ควร แม้ยอดขายจริงยังเพิ่มขึ้น
3. ความผันผวนของต้นทุนในครึ่งหลังปี
แม้บริษัทจะล็อคต้นทุนวัตถุดิบไว้แล้วถึงครึ่งแรกของปี แต่ครึ่งหลังยังมีความไม่แน่นอน หากราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น อาจกดดัน GPM ได้
4. ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกในตลาดเมียนมาร์
ตลาดเมียนมาร์มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด
ความน่าสนใจของการมีสองมุมมองที่แตกต่างกันนี้คือ ทั้งสองโบรกเกอร์เห็นตรงกันว่า OSP มีการเติบโตของกำไร แต่ประเมินระดับความเสี่ยงต่างกัน บล.ดาโอมองว่า valuation ปัจจุบันยังน่าสนใจมากพอที่จะซื้อถือยาว ขณะที่บล.เอเซีย พลัส เลือกความระมัดระวังมากกว่า เพราะมองว่าปัจจัยเสี่ยงยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างชัดเจน
สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้น ตัวเลขในบทวิเคราะห์หุ้นอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ลองมาทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญกัน
PER (Price-to-Earnings Ratio) คืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น บอกว่าตลาดยอมจ่ายเงินกี่บาทต่อกำไร 1 บาท ยิ่งต่ำยิ่งถูก (เปรียบเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน)
GPM (Gross Profit Margin) คืออัตรากำไรขั้นต้น คำนวณจาก (รายได้ - ต้นทุนสินค้า) / รายได้ × 100 บอกว่าบริษัทมีความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีแค่ไหน
S.D. (Standard Deviation) ในบริบทนี้ใช้วัดว่า PER ปัจจุบันอยู่ในระดับสูง-ต่ำแค่ไหนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต เช่น -1.0 S.D. หมายความว่า PER อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าหุ้นยังถูก
YoY / QoQ ย่อมาจาก Year-on-Year (เปรียบเทียบปีต่อปี) และ Quarter-on-Quarter (เปรียบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส) ตามลำดับ
หากคุณสนใจ OSP หุ้น สิ่งที่ควรติดตามอย่างสม่ำเสมอมีดังนี้
รายงานผลประกอบการรายไตรมาส ดูว่ารายได้และกำไรเป็นไปตามที่โบรกเกอร์คาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยเฉพาะ GPM ที่บอกประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ความเคลื่อนไหวในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง โดยเฉพาะกลยุทธ์ราคาของคู่แข่งอย่างกระทิงแดง เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งตลาดของ OSP
ข่าวสารจากตลาดเมียนมาร์และกัมพูชา เพราะ International Beverage คือเครื่องยนต์การเติบโตหลัก ความผันผวนในภูมิภาคนี้ส่งผลต่อตัวเลขรายได้ของบริษัทโดยตรง
การประกาศราคาวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล บรรจุภัณฑ์ และส่วนผสมอื่นๆ เพื่อประเมินว่า GPM ในครึ่งหลังของปีจะเป็นอย่างไร
OSP หุ้น หรือโอสถสภา คือตัวอย่างของบริษัทที่มีรากฐานแข็งแกร่ง มีแบรนด์ที่ตลาดยอมรับ และมีแผนการเติบโตที่ชัดเจนทั้งในและต่างประเทศ นักวิเคราะห์จากทั้งสองโบรกเกอร์ต่างเห็นพ้องกันว่ากำไรปี 2569 จะเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ในขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงอย่างการแข่งขันที่ร้อนแรงขึ้นในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง และความไม่แน่นอนในตลาดต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
สิ่งที่แยกนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนอื่นไม่ใช่การรู้ว่าหุ้นตัวไหนดี แต่คือการเข้าใจว่าทำไมถึงดี และมีความเสี่ยงอะไรแฝงอยู่บ้าง บทความนี้หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการศึกษา OSP หุ้น อย่างรอบคอบ
OSP คือชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง M-150 และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ณ ปัจจุบัน บล.ดาโอให้ราคาเป้าหมายที่ 20 บาท พร้อมคำแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ให้ราคาเป้าหมายที่ 18.90 บาท พร้อมคำแนะนำ Trading
ปัจจัยหลักได้แก่ รายได้จากต่างประเทศที่คาดเติบโต double digit, การขยายตัวของ Personal Care และ GPM ที่ดีขึ้นจากประสิทธิภาพการผลิต ประกอบกับการล็อคต้นทุนวัตถุดิบในครึ่งแรกของปี
ความเสี่ยงสำคัญคือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง โดยเฉพาะหลังจากกระทิงแดงปรับราคา รวมถึงฐานเปรียบเทียบที่สูงในตลาดกัมพูชาและเมียนมาร์ และความผันผวนของต้นทุนในครึ่งหลังปี
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ