เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-05
ภาพตลาดหุ้นที่เปิดหน้าจอขึ้นมาแล้วเขียวขึ้นทั่วกระดาน ขณะที่หน้าจออีกอันเปิดข่าวสงครามอยู่ นั่นคือสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญในช่วงกลางปี 2025 ต่อเนื่องสู่ปี 2026
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ขยับจากสงครามตัวแทนมาสู่การปะทะโดยตรง ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า "ตลาดหุ้นจะรับไหวไหม?" และคำตอบที่ออกมาจากตัวเลขจริงนั้นน่าแปลกใจมากกว่าที่คิด
S&P 500, Nasdaq 100, Dow Jones รวมถึง MSCI World Index ต่างพลิกกลับมาบวกได้ในวันที่ดูเหมือนว่าโลกกำลังลุกไหม้ บทความนี้จะพาไปเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงยืนหยัดได้ และในฐานะนักลงทุน เราควรมองเรื่องนี้อย่างไรค่ะ

ก่อนจะดูตัวเลขตลาด ต้องเข้าใจก่อนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้นสะสมมาตั้งแต่ปี 1953 ผ่านเหตุการณ์สำคัญมากมายตลอดกว่า 70 ปี
จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนทุกอย่าง: ปี 1953
ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ CIA สหรัฐฯ ร่วมกับหน่วยข่าวกรองอังกฤษดำเนินปฏิบัติการลับ ล้มนายกรัฐมนตรี Mohammad Mosaddegh ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพียงเพราะเขาต้องการโอนกิจการน้ำมันกลับมาเป็นของอิหร่าน ตั้งบริษัท NIOC (National Iranian Oil Company) ขึ้นมา สำหรับชาวอิหร่านรุ่นแล้วรุ่นเล่า เรื่องนี้คือ "วันที่อเมริกาขโมยประชาธิปไตยของเรา" ซึ่งถูกเล่าขานส่งต่อในทุกครอบครัวมาตลอด และอเมริกาไม่ยอมรับเรื่องนี้อย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี 2013 ช้าไปถึง 60 ปี
วิกฤตตัวประกัน 444 วันและการตัดสัมพันธ์
เหตุการณ์ที่ตัดสายสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอย่างสมบูรณ์คือวิกฤตการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานปี 1979 โดยกลุ่มนักศึกษาอิหร่านที่จับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นตัวประกันนาน 444 วัน ผลลัพธ์คือทั้งสองประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีสถานทูตของกันและกันมาจนถึงปัจจุบัน กว่า 45 ปีแล้วค่ะ
ยุค Maximum Pressure และการฉีก JCPOA
จุดเปลี่ยนสำคัญในยุคปัจจุบันคือปี 2018 เมื่อทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) อย่างฝ่ายเดียว แม้ว่าหน่วยข่าวกรองทุกหน่วยของสหรัฐฯ และ IAEA จะยืนยันว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน. นโยบาย Maximum Pressure ที่ตามมาส่งผลให้ค่าเงิน Rial ของอิหร่านร่วงลงกว่า 80% ภายในไม่กี่ปี เงินเฟ้อพุ่งสูง และยาตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์ขาดแคลน อิหร่านตอบโต้ด้วยการเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและทวีความตึงเครียดในภูมิภาค
2025–2026: การปะทะโดยตรงครั้งประวัติศาสตร์
ในสมัยที่สองของทรัมป์ สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าโจมตีอิหร่านโดยตรงร่วมกับอิสราเอล นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปีของความขัดแย้งนี้ที่อเมริกาโจมตีแผ่นดินอิหร่านโดยตรง ไม่ผ่านตัวแทนหรือมาตรการทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เป้าหมายการโจมตีครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ ฐานทัพ IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps — กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) และระบบขีปนาวุธ ขณะที่อิหร่านโต้กลับด้วยการโจมตีอิสราเอลและรัฐอ่าวอาหรับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง
หลายคนคาดว่าสงครามที่ยกระดับขนาดนี้จะกดดันตลาดหุ้นให้ร่วงหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับแตกต่างออกไปค่ะ
S&P 500 (Standard & Poor's 500) คือดัชนีที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และถือเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจอเมริกันที่นักลงทุนทั่วโลกใช้อ้างอิง ในช่วงที่สงครามยังคุกรุ่น ดัชนีนี้พลิกกลับมาบวก 0.8% ในวันที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีเกินคาด และยืนแนวรับที่ระดับ 6,800 ได้สำเร็จ
Jonathan Krinsky นักวิเคราะห์ Technical Analysis จาก BTIG ชี้ว่าการยืนแนวรับ 6,800 ได้สร้างรูปแบบที่เรียกว่า Bear Trap (กับดักขาลง) ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ราคาดูเหมือนจะหลุดแนวรับแล้วแต่กลับดีดตัวขึ้นมา ดักให้คนที่เล่นขาลงไว้ต้องตามซื้อปิดสถานะ ทำให้ราคาพุ่งขึ้นต่อ
Nasdaq 100 บวก 1.5% นำโดยกลุ่ม Tech Megacap (บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, Nvidia, Meta, Alphabet, Amazon) ที่ขับเคลื่อนตลาดขึ้นมาได้แม้ในช่วงที่ข่าวสงครามยังหนาหูอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนมองว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันน้อยกว่าบริษัทในภาคการผลิตหรือโลจิสติกส์มาก
Dow Jones บวก 0.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่า S&P 500 และ Nasdaq เล็กน้อย เพราะ Dow Jones ประกอบด้วยบริษัทอุตสาหกรรมและภาคบริการดั้งเดิมมากกว่า ซึ่งบางส่วนอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งมากกว่าบริษัทเทคโนโลยี
MSCI World Index (ดัชนีที่ครอบคลุมตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว 23 ประเทศทั่วโลก) บวก 0.7% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดโลกโดยรวมก็ยังตามสหรัฐฯ ขึ้นมาได้ แม้ว่าตลาดในยุโรปและเอเชียจะเผชิญความเสี่ยงด้านราคาพลังงานมากกว่า
การที่ตลาดหุ้นยังปรับตัวขึ้นได้ในช่วงสงครามไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจรองรับอยู่หลายประการ
1. ตัวเลขภาคบริการที่แข็งแกร่งเกินคาด
แรงขับเคลื่อนหลักในวันที่ตลาดพลิกกลับมาเขียวคือข้อมูลภาคบริการสหรัฐฯ ที่ขยายตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ที่สำคัญกว่านั้น ดัชนีราคา (Price Index) ในภาคบริการปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบหนึ่งปี สัญญาณนี้บ่งบอกว่าเงินเฟ้ออาจกำลังเย็นลง ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับทั้ง Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) และนักลงทุนค่ะ
2. สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงาน ไม่ใช่ผู้นำเข้า
นี่คือความแตกต่างพื้นฐานที่สุดระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆ ค่ะ ต่างจากยุค 1970 ที่วิกฤตน้ำมันทุบเศรษฐกิจอเมริกาหนัก ปัจจุบันสหรัฐฯ ผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าที่ใช้ในประเทศ และกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลกไปแล้ว ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันขึ้น มันกลับเป็นผลบวกต่อรายได้ของบริษัทพลังงานสหรัฐฯ ไม่ใช่แรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอีกต่อไป
3. สหรัฐฯ มีอำนาจทางการทหารเหนือกว่าในความขัดแย้งนี้
ตลาดมองว่าสหรัฐฯ ยังคงได้เปรียบอิหร่านอย่างชัดเจนในแง่ศักยภาพทางการทหาร ซึ่งลดความเสี่ยงที่สงครามจะทวีความรุนแรงจนถึงขั้นที่จะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยตรง
4. ผลประกอบการบริษัทที่แข็งแกร่ง
Peter Oppenheimer นักกลยุทธ์จาก Goldman Sachs สรุปได้ตรงใจว่า แม้สงครามและความกังวลเรื่อง AI Bubble จะเป็น "แรงต้านที่มีนัยสำคัญ" แต่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทที่ยังดีอยู่จะจำกัดขอบเขตของการปรับตัวลงได้
ขณะที่ Scott Rubner จาก Citadel Securities ระบุชัดเจนว่าการวิเคราะห์พื้นฐานของเขาบ่งชี้ว่านี่คือช่วงเวลาที่ควรเริ่มกลับมามอง Bullish (มุมมองบวก) ต่อตลาดแล้วค่ะ
ประเด็นที่นักลงทุนกังวลมากที่สุดในความขัดแย้งนี้คือช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ค่ะ ช่องแคบแคบๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน/UAE แห่งนี้คือเส้นทางที่น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติราวประมาณ 20–21% ของโลกต้องผ่านทุกวัน
อิหร่านขู่มาหลายครั้งว่าจะปิดช่องแคบนี้ และการปะทะโดยตรงครั้งนี้ทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวสูงกว่าเดิมมากค่ะ ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดในทางปฏิบัติคือค่าจ้างเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่หรือ Supertanker จากอ่าวเม็กซิโกไปถึงจีนพุ่งสูงถึง 29 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และแพงเป็นสองเท่าภายในสองสัปดาห์
นักวิเคราะห์อย่าง Michael Ball จาก Bloomberg Markets Live มองว่าตลาดน้ำมันพร้อมพลิกกลับขึ้นแบบรุนแรงทันทีที่มีสัญญาณหยุดยิงที่จับต้องได้ เพราะ War Premium (ส่วนต่างราคาที่บวกไว้เพราะความเสี่ยงสงคราม) ที่อยู่ในราคาน้ำมันตอนนี้มีความเปราะบางสูงมาก
ที่น่าสนใจคือ WTI (West Texas Intermediate — น้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐฯ) ปิดตลาดแถว 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทองคำอยู่ที่ราว 5,135 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกเพียง 0.9% สัญญาณนี้บอกอะไรได้ชัดมากค่ะ ถ้าตลาดมองว่าสงครามจะจบลงแบบ Worst Case จริงๆ เช่น ฮอร์มุซปิดยาวหลายเดือนหรือขัดแย้งบานปลายใหญ่โต ราคาน้ำมันควรอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์และทองคำควรทะลุสถิติใหม่ต่อเนื่อง
ตัวเลขที่เห็นจึงบ่งชี้ว่าตลาดกำลัง Price-in (รวมความเสี่ยงเข้าไปในราคาแล้ว) ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ยืดเยื้อ และสหรัฐฯ ยังคงได้เปรียบอิหร่านอย่างชัดเจน
ในขณะที่สงครามดึงความสนใจไว้ ตลาดก็ยังคงขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวของเศรษฐกิจ AI อย่างไม่หยุดหย่อนค่ะ Jensen Huang CEO ของ Nvidia ประกาศในงานประชุม Morgan Stanley ว่าแผนการลงทุนใน OpenAI ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์คงไม่เกิดขึ้นแล้ว เพราะ OpenAI กำลังเตรียม IPO (เข้าตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งหลังจากนั้นใครก็ซื้อหุ้นได้ในตลาดเปิด โดย Nvidia เพิ่งลงทุน 30,000 ล้านดอลลาร์ใน OpenAI รอบล่าสุดที่ประเมินมูลค่า OpenAI ไว้ที่ 730,000 ล้านดอลลาร์ไปแล้วค่ะ
ส่วน Broadcom บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ให้คาดการณ์รายได้ Q2 ไว้ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาด แต่ตลาดก็แทบไม่ขยับ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคนี้ นักลงทุนตั้ง Bar ไว้สูงมากสำหรับบริษัท AI และแม้แต่ผลประกอบการที่ดีก็ยังอาจถูกขายทำกำไรได้
สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนในกองทุนที่อ้างอิง S&P 500 หรือ Nasdaq 100 มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามค่ะ
ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อไทย
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหายาวนาน ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง และนั่นจะกดดันเงินเฟ้อในไทยผ่านค่าขนส่งและต้นทุนพลังงาน ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและมาร์จิ้นของบริษัทหลายภาคส่วน
ค่าเงินบาทและ Fund Flow
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์มักทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่าง SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เพื่อไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทค่ะ
โอกาสในกลุ่มพลังงาน
นักลงทุนที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงสามารถพิจารณาหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งในไทยและสหรัฐฯ หรือกองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันและทองคำค่ะ
กลยุทธ์การลงทุนตาม Risk Profile
สถานการณ์นี้ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคนค่ะ ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้
สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงเพิ่ม จังหวะที่ตลาดดีดตัวขึ้นคือโอกาสดีในการ Rebalance พอร์ตโดยไม่ต้องขายตอนตลาดดิ่ง ลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงสูงลงได้ในช่วงนี้ค่ะ
สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้และชอบ Active Trading การ Trade ในช่วง Bounce (ดีดตัว) สามารถทำได้ แต่ต้องตั้ง Stop Loss ให้รัดกุมเพราะ Volatility (ความผันผวน) ยังสูงมากค่ะ
สำหรับนักลงทุนระยะยาว การถือพอร์ตในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุนที่อ้างอิง S&P 500 ยังคงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานและมีอำนาจทางการทหารเหนือกว่าในความขัดแย้งนี้ ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดอื่นๆ ในโลกค่ะ
"สงครามทำให้ตลาดหุ้นร่วงเสมอ"
ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้องเสมอไปค่ะ ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะเมื่อสงครามนั้นไม่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศโดยตรง และสหรัฐฯ อยู่ในฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า
"ราคาน้ำมันขึ้นเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะพัง"
ในยุคนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ดังนั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกลับเป็นบวกต่อรายได้ภาคพลังงานของอเมริกา แตกต่างจากยุค 1970 โดยสิ้นเชิง
"ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับตลาดโลกได้รับผลกระทบเท่ากัน"
ไม่ถูกต้องค่ะ ตลาดเกิดใหม่และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และไทย ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นมากกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
"นักลงทุนควรรอจนสงครามจบก่อนค่อยลงทุน"
การรอจนสงครามจบก่อนมักทำให้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดค่ะ เพราะตลาดมักขยับขึ้นตอบรับข่าวดีก่อนที่สงครามจะยุติอย่างเป็นทางการเสมอ
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่สะสมมากว่า 70 ปีได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่สิ่งที่ตัวเลขตลาดบอกเราชัดเจนมากคือ S&P 500, Nasdaq 100, Dow Jones และ MSCI World Index ต่างสะท้อนความเชื่อของตลาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ได้
ตราบใดที่ภาคบริการยังขยายตัว เงินเฟ้อยังมีทิศทางเย็นลง และสหรัฐฯ ยังคงได้เปรียบทางการทหารในความขัดแย้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังมีรากฐานที่มั่นคงเพียงพอที่จะยืนหยัดได้
สำหรับนักลงทุนระยะยาว ช่วงเวลาแบบนี้ไม่ใช่เวลาที่จะตื่นตระหนกค่ะ แต่เป็นเวลาที่จะทบทวนพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และเข้าใจว่าความผันผวนในระยะสั้นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อผลตอบแทนในระยะยาวเสมอค่ะ
ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนจากสงครามทำให้ตลาดผันผวนสูงและนักลงทุนบางส่วนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและสงครามไม่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศโดยตรง S&P 500 ก็มักจะฟื้นตัวกลับมาได้ค่ะ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นยาวนาน ราคา Brent Oil อาจพุ่งขึ้นไปเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ แต่ตลาดตอนนี้ยังไม่ Price-in Worst Case นี้ เพราะเชื่อว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพทางการทหารเพียงพอที่จะเปิดช่องแคบได้ในที่สุดค่ะ
ขึ้นอยู่กับ Risk Profile และระยะเวลาการลงทุนของแต่ละคนค่ะ สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มีกองทุนอิงตลาดสหรัฐฯ การถือต่อไปยังคงสมเหตุสมผล เพราะสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นโลก ส่วนคนที่ต้องการลดความเสี่ยงสามารถ Rebalance ในช่วงที่ตลาดดีดตัวขึ้นได้ค่ะ
S&P 500 ครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งในหลากหลายอุตสาหกรรม จึงกระจายความเสี่ยงได้กว้างกว่า ในขณะที่ Nasdaq 100 เน้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นหลัก ซึ่งในสภาวะสงครามนี้ กลุ่มเทคโนโลยีกลับทำผลงานได้ดีกว่าตลาดรวม เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโดยตรง อย่างไรก็ตามมี Volatility สูงกว่า S&P 500 เช่นกันค่ะ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ