เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-27
ลองจินตนาการดูว่า บริษัทที่เริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์ในโรงรถเล็ก ๆ เมื่อปี 1994 จะสามารถโค่นบัลลังก์ยักษ์ค้าปลีกที่ครองความเป็นเบอร์หนึ่งมากว่าทศวรรษได้จริง ๆ
นั่นคือสิ่งที่ Amazon เพิ่งทำสำเร็จในปี 2025 Amazon รายงานรายได้รวมสูงถึง 7.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 22.31 ล้านล้านบาท แซงหน้า Walmart ที่รายงานยอดขาย 7.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างเป็นทางการ ปิดฉากยุคที่ Walmart ครองตำแหน่ง Fortune 1 มาอย่างยาวนาน
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของเหตุการณ์ที่สำคัญนี้ ตั้งแต่ปัจจัยที่ขับเคลื่อน Amazon สู่จุดสูงสุด ไปจนถึงนัยสำคัญที่นักลงทุนและผู้ที่สนใจหุ้น Amazon ควรรู้
การที่ Amazon แซงหน้า Walmart ในแง่รายได้รวมนั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เปลี่ยนมือ แต่มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกอย่างน้อย 3 มิติ
มิติที่ 1: พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนขั้วแล้ว ผู้คนหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง Amazon มียอดเข้าชมเว็บไซต์สูงถึง 2.7 พันล้านครั้งต่อเดือน ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กลายเป็นพฤติกรรมหลักของผู้บริโภคยุคใหม่แล้ว
มิติที่ 2: คลาวด์คอมพิวติ้งคือพลังงานใหม่ของธุรกิจ ครึ่งหนึ่งของชัยชนะครั้งนี้มาจาก Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นธุรกิจบริการคลาวด์ที่ Walmart ไม่มีเลย ถ้าหักรายได้ AWS ออก รายได้ของ Amazon จะเหลือเพียง 5.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังตามหลัง Walmart อยู่
มิติที่ 3: ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ AWS เติบโตอย่างรวดเร็วในยุค AI (ปัญญาประดิษฐ์) เพราะองค์กรทั่วโลกต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์เพื่อรันโมเดล AI ความต้องการนี้ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ AWS อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมาก
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Amazon เติบโตด้านรายได้เร็วกว่า Walmart เกือบ 10 เท่า นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากกลยุทธ์ที่วางแผนมาอย่างดี
1. ลงทุนด้านโลจิสติกส์ (Logistics) อย่างก้าวร้าว
Amazon ทุ่มเงิน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเครือข่ายศูนย์จัดส่งสินค้าภายในวันเดียวแม้แต่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ผลลัพธ์คือลูกค้าสั่งซื้อบ่อยขึ้น เพราะความสะดวกดึงดูดพวกเขากลับมาใช้บริการซ้ำ ๆ
ตัวอย่างจากชีวิตจริงคือ เควิน แมทธิว ลูกค้าวัย 37 ปี ที่ซื้อรถยนต์ผ่าน Amazon ได้ภายใน 30 นาที เขาถึงกับบอกว่ากังวลว่าตัวเองจะเสพติดความสะดวกนี้จนลืมซื้อของในร้านท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Amazon สร้างประสบการณ์ที่ "ยึดติด" ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ขยายส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
Amazon เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกในสหรัฐฯ จาก 6% ก่อนการแพร่ระบาด COVID-19 ขึ้นมาเป็น 9% ในปัจจุบัน ขณะที่ Walmart ยังคงอยู่ที่ราว 7.6% ตัวเลขนี้บอกว่า Amazon กำลังดึงเงินออกจากกระเป๋าผู้บริโภคได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
3. โมเดลรายได้หลายช่องทาง
Amazon ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายสินค้าโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีรายได้หลายกระแส ได้แก่ AWS, โฆษณาบนแพลตฟอร์ม, ค่าธรรมเนียมจากผู้ขายบุคคลที่สาม (Third-party Sellers), Amazon Prime และอื่น ๆ อีกมาก
หัวใจสำคัญของการแซงหน้า Walmart ครั้งนี้คือ AWS หรือ Amazon Web Services
AWS คือแพลตฟอร์มบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ที่ให้บริการทุกอย่างตั้งแต่พื้นที่จัดเก็บข้อมูล, การประมวลผล, ฐานข้อมูล ไปจนถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ให้กับองค์กรทั่วโลก ในยุคที่บริษัททุกแห่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI AWS กลายเป็น "น้ำมัน" ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ Amazon อย่างรวดเร็ว หากไม่มี AWS รายได้ Amazon จะต่ำกว่า Walmart อยู่ถึงเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่นั่นก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญจากนักวิเคราะห์ว่า ชัยชนะนี้นับได้ว่าแท้จริงหรือเปล่า?
กิร์ธี กัลยานัม ผู้บริหารสถาบันการจัดการค้าปลีก มองว่า "นี่เป็นเพียงชัยชนะที่กลวงเปล่า เพราะ Amazon ไม่ได้เอาชนะ Walmart ในสมรภูมิค้าปลีก แต่ชนะได้เพราะมีรายได้จากธุรกิจที่ Walmart ไม่ได้แข่งด้วย"
มุมมองนี้น่าสนใจ เพราะมันตั้งคำถามว่า เราควรวัด "ความยิ่งใหญ่" ของบริษัทด้วยอะไรกันแน่?
Walmart ไม่ได้แพ้ แค่เล่นคนละเกม
แม้จะเสียตำแหน่งรายได้สูงสุด แต่ Walmart ไม่ได้อยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วง
ผู้บริหาร Walmart เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้มาหลายปีแล้ว โดยปรับโฟกัสจาก "การเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด" มาเป็น "การเป็นสถานที่ช้อปปิ้งยอดนิยมของอเมริกา" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเป้าหมายที่ฉลาดมาก
ตัวเลขที่บอกว่า Walmart ยังแข็งแกร่ง คือ 72% ของครัวเรือนอเมริกันซื้อของที่ Walmart ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล และ Walmart ขยายบริการจัดส่งภายในวันเดียวจนครอบคลุม 95% ของครัวเรือนในสหรัฐฯ แล้ว
บิล ไซมอน อดีตซีอีโอ Walmart สหรัฐฯ เปรียบเปรยสถานการณ์ได้น่าคิดว่า "ในอดีต Walmart เคยเป็นคนขับรถบัส แต่ตอนนี้พวกเขาต้องนั่งเป็นผู้โดยสารและไปตามเส้นทางที่ Amazon กำหนด" นั่นหมายความว่าแม้แต่ Walmart ยังต้องปรับตัวตามแรงกดดันของตลาด
สำหรับผู้ที่สนใจหุ้น Amazon หรือราคาหุ้น Amazon เหตุการณ์นี้มีนัยสำคัญหลายประการ
ข้อที่ 1: รายได้ ≠ มูลค่า แม้ Amazon จะแซงหน้า Walmart ด้านรายได้ แต่ในแง่มูลค่าตลาด (Market Capitalization) บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกตอนนี้คือ Nvidia ด้วยมูลค่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่า Amazon กว่า 2 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนให้ค่ากับ "ศักยภาพการเติบโตในอนาคต" มากกว่า "ขนาดธุรกิจปัจจุบัน"
ข้อที่ 2: AWS คือ Growth Engine ที่แท้จริง สำหรับนักลงทุนที่ติดตามหุ้น Amazon ต้องจับตา AWS เป็นพิเศษ เพราะเป็นส่วนที่ทำกำไรสูงและเติบโตเร็วที่สุด ในยุค AI ความต้องการบริการคลาวด์ยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
ข้อที่ 3: ความเสี่ยงที่ต้องประเมิน การที่รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ AWS ทำให้ Amazon มีความเสี่ยงหากตลาดคลาวด์ชะลอตัว รวมถึงการแข่งขันจาก Microsoft Azure และ Google Cloud ที่เพิ่มขึ้นทุกปี
ไมเคิล เลวิน นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ Amazon จะมีรายได้รวมสูงสุด แต่ยังยากที่จะเรียกตัวเองว่าผู้ค้าปลีกอันดับหนึ่งอย่างแท้จริงหากไม่นับรายได้จาก AWS และอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะแซงหน้า Walmart ในสมรภูมิค้าปลีกล้วน ๆ
ความเข้าใจผิดที่ 1: "Amazon ชนะ Walmart ในสงครามค้าปลีก" ความจริง: Amazon ชนะด้านรายได้รวมเพราะมี AWS ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวด์ที่ Walmart ไม่มี ในสมรภูมิค้าปลีกจริง ๆ ทั้งสองยังคงแข่งขันกันอยู่ โดย Walmart ยังมีข้อได้เปรียบด้านสาขาหน้าร้านกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก
ความเข้าใจผิดที่ 2: "รายได้สูงสุด = มูลค่าสูงสุด" ความจริง: Nvidia มีรายได้น้อยกว่า Amazon มาก แต่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า Amazon กว่า 2 เท่า นักลงทุนให้ค่ากับอัตราการเติบโต, กำไร และศักยภาพอนาคต มากกว่าตัวเลขรายได้รวม
ความเข้าใจผิดที่ 3: "Walmart กำลังล่มสลาย" ความจริง: Walmart ยังแข็งแกร่งมาก โดย 72% ของครัวเรือนอเมริกันยังซื้อของที่ Walmart เป็นประจำ และยอดขายก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แค่ Amazon โตเร็วกว่าเท่านั้น
ความเข้าใจผิดที่ 4: "การแข่งขันระหว่างสองบริษัทนี้จบแล้ว" ความจริง: ทั้งสองบริษัทกำลังรุกเข้าหาตลาดของกันและกัน Amazon กำลังสร้างร้านค้าปลีกหน้าร้านในชิคาโก ขณะที่ Walmart เร่งขยายธุรกิจโฆษณาออนไลน์ การแข่งขันจะยิ่งดุเดือดขึ้น ไม่ใช่จบลง
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นคือทั้งสองบริษัทกำลังวิ่งเข้าหาโมเดลธุรกิจที่คล้ายกันมากขึ้น Amazon กำลังรุกตลาดหน้าร้านด้วยการสร้าง Whole Foods Market แห่งใหม่และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ขายทั้งของชำ เสื้อผ้า และของใช้ในบ้าน ซึ่งฟังดูคุ้นหูมากเพราะนั่นคือโมเดลของ Walmart
ขณะที่ Walmart กำลังสร้างรายได้จากโฆษณาออนไลน์บนแพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ Amazon ทำมานานแล้ว จอห์น เฟอร์เนอร์ ซีอีโอของ Walmart บอกกับนักวิเคราะห์ว่า "อนาคตของเราคือความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย และการตอบโจทย์เฉพาะบุคคล" ซึ่งฟังดูเหมือนสิ่งที่ Amazon พยายามทำมาตลอด
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่าใครจะชนะ แต่คือโลกที่ทั้งสองบริษัทนี้กำหนดทิศทางร่วมกัน จะส่งผลกระทบอะไรต่อผู้บริโภค นักลงทุน และธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลก
การที่ Amazon แซงหน้า Walmart ในปี 2025 สอนบทเรียนสำคัญ 3 ข้อ
ข้อแรก ความหลากหลายของธุรกิจสร้างความแข็งแกร่ง Amazon ไม่ได้พึ่งพาแค่อีคอมเมิร์ซ แต่สร้าง AWS จนกลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้มหาศาล การมีกระแสรายได้หลายช่องทางทำให้บริษัทเติบโตได้แม้ตลาดหนึ่งชะลอตัว
ข้อสอง ความเร็วในการปรับตัวสำคัญกว่าขนาด ทศวรรษที่ผ่านมา Amazon ปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้เร็วกว่า ตั้งแต่การจัดส่งด่วน ไปจนถึงการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากไปไหน
ข้อสาม ตัวเลขรายได้สูงสุดไม่ได้หมายความว่าดีที่สุดเสมอไป นักลงทุนอาจให้ค่ากับ Nvidia มากกว่า Amazon ทั้งที่รายได้ต่างกันมาก เพราะพวกเขามองที่ศักยภาพการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่แค่ขนาดปัจจุบัน
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนหรือติดตามหุ้น Amazon เรื่องนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่น่าจับตา และหากคุณต้องการเข้าใจตลาดทุนระดับโลกลึกขึ้น EBC Financial Group พร้อมช่วยให้คุณวิเคราะห์โอกาสการลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ใช่ ในปี 2025 Amazon รายงานรายได้รวม 7.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า Walmart ที่รายงาน 7.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างเป็นทางการ แต่ต้องเข้าใจว่ารายได้ของ Amazon รวม AWS ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวด์ที่ไม่เกี่ยวกับค้าปลีกโดยตรง
การที่ Amazon ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้านรายได้เป็นสัญญาณเชิงบวก แต่การลงทุนในหุ้น Amazon ควรพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ อัตราการเติบโตของ AWS, การแข่งขันในตลาดคลาวด์, แผนขยายธุรกิจค้าปลีก และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
ไม่ หากหักรายได้ AWS ออก Amazon จะมีรายได้เหลือเพียง 5.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังตามหลัง Walmart อยู่มาก นั่นแปลว่าในสมรภูมิค้าปลีกล้วน ๆ Walmart ยังเป็นเบอร์หนึ่งอยู่
โอกาสที่ Walmart จะกลับมาครองรายได้สูงสุดอีกครั้งนั้นยาก เพราะ AWS เติบโตเร็วมากและ Walmart ไม่มีธุรกิจคลาวด์คู่แข่ง แต่ในแง่ค้าปลีกจริง ๆ Walmart ยังแข็งแกร่งและไม่ได้อยู่ในสถานะที่วิกฤต
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ