เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-17
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-17
ทองจะขึ้นอีกไหม เมื่อราคาทองคำกลับมาได้รับแรงซื้ออีกครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคม หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนลงช่วยลดความกังวลว่า Fed จะต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและการคลังยังคงเป็นแรงสนับสนุนต่อสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้กระจายความเสี่ยง โดยราคาทองคำสปอตวันที่ 17 สิงหาคมแกว่งตัวในกรอบ 4,390 ถึง 4,400 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ทองคำกำลังฟื้นตัว” กับ “ทองคำกำลังทำจุดสูงสุดใหม่” เพราะราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำไว้ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 บริเวณ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างมีนัยสำคัญ
ราคาทองคำฟื้นตัวตามดอลลาร์ที่อ่อนลงและความคาดหวังต่อธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ที่ผ่อนคลายมากขึ้น
Real Yields ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยในตัวเอง
Yield ที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าทองคำต้องร่วงเสมอ หากตลาดมองว่า Yield สูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านหนี้และเงินเฟ้อ
ความกังวลเรื่องหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมองทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง
การฟื้นตัวครั้งนี้ยังต้องพิสูจน์ด้วยระดับราคาและทิศทาง Real Yields ก่อนจะพูดถึงการกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิม
ทองคำเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในเดือนสิงหาคม หลังเคลื่อนไหวซบเซาอยู่บริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์มาระยะหนึ่ง โดยช่วงกลางเดือนราคาทองคำขึ้นไปทำระดับสูงสุดในรอบประมาณสองเดือน และเคยทะลุ 4,000-4,500 ดอลลาร์ในระหว่างวัน ก่อนปิดที่ประมาณ 4,467.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม
แรงฟื้นตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ Fed ต้องเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่เงินไหลเข้าสู่กองทุนทองคำ ETF ก็เพิ่มขึ้น โดยกองทุน SPDR Gold Shares มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม
แรงฟื้นตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ Fed ต้องเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่เงินไหลเข้าสู่กองทุนทองคำ ETF เพิ่มขึ้น โดยกองทุน SPDR Gold Shares มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม
จึงอาจกล่าวได้ว่า แรงซื้อรอบนี้ไม่ได้มาจาก “ความกลัว” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับพอร์ตตามมุมมองต่อดอกเบี้ย ดอลลาร์ และความเสี่ยงมหภาคด้วย

Real Yields หรืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง คือผลตอบแทนพันธบัตรหลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อ สำหรับทองคำ ตัวเลขนี้สำคัญเพราะทองคำไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนประจำเหมือนพันธบัตร เมื่อ Real Yields สูง นักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนที่แท้จริงจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองจึงสูงขึ้น แต่เมื่อ Real Yields ลดลง การถือทองคำจะเสียเปรียบด้านผลตอบแทนน้อยลง ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมราคาทองคำจึงมักสัมพันธ์ กับ Real Yields ในระยะกลางถึงยาว
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่กฎตายตัว ทองคำจะขึ้นไหม แค่ดู Real Yield อย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในช่วงที่นักลงทุนกังวลต่อระบบการเงิน ค่าเงิน หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ดอกเบี้ย
นี่คือจุดที่ทำให้ตลาดทองคำในปีนี้น่าสนใจ เพราะในเชิงทฤษฎี Real Yields สูงควรเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ แต่ในทางปฏิบัติราคาทองคำสามารถปรับขึ้นได้หากมีแรงซื้อจากปัจจัยอื่นเข้ามาชดเชย
ตัวอย่างเช่น ความกังวลด้านหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถทำให้นักลงทุนมองพันธบัตรในมุมที่แตกต่างออกไป หาก Yield สูงขึ้นเพราะเศรษฐกิจแข็งแรง นั่นอาจเป็นแรงกดดันต่อราคาทองได้ แต่หาก Yield สูงขึ้นเพราะนักลงทุนต้องการค่าชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ การขาดดุล และปริมาณหนี้ที่เพิ่มขึ้น ภาพของทองคำอาจเปลี่ยนไป
เมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐฯ ขายพันธบัตรอายุ 30 ปีด้วย Yield ประมาณ 5.22% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2001 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล นี่ทำให้ตลาดต้องแยกให้ออกว่า “Yield สูง” กำลังสะท้อนอะไร
ทองคำไม่ได้จำเป็นต้องขึ้นเพราะนักลงทุนกลัวเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว อีกเหตุผลหนึ่งคือความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์และนโยบายการคลัง เมื่อภาระหนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อถือพันธบัตรระยะยาว ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการคลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย วงจรดังกล่าวทำให้ทองคำมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้เป็นหนี้สินของรัฐบาลหรือบริษัทใด
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าทุกครั้งที่หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ราคาทองคำจะต้องขึ้นทันที เพราะตลาดยังมีตัวแปรอื่น เช่น ดอลลาร์ Real Yields สภาพคล่อง และกระแสเงินทุน ETF สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ตลาดเริ่มให้คุณค่ากับทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงมากกว่าการเดิมพันเรื่องเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว
เมื่อทองคำปรับตัวขึ้น นักลงทุนจำนวนมากมักตีความทันทีว่า “ตลาดกำลังกลัวเงินเฟ้อ” แต่ทองคำสามารถปรับขึ้นได้จากหลายเหตุผล หากตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย ดอลลาร์อาจอ่อนและทำให้ทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น หากนักลงทุนกังวลเรื่องหนี้รัฐบาล ความเสี่ยงด้านนโยบาย หรือภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำก็สามารถได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง ดังนั้น ราคาทองคำที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อกำลังจะเร่งตัวเสมอไป
สำหรับระยะถัดไป นักลงทุนควรดูอย่างน้อย 4 ตัวแปรพร้อมกัน
ดอลลาร์สหรัฐฯ หาก DXY อ่อนต่อเนื่อง จะช่วยลดต้นทุนทองคำสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่นและมักเป็นปัจจัยบวกต่อ XAU/USD
Real Yields หาก Real Yields เริ่มลดลง จะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทอง
ETF Flows กระแสเงินทุนเข้าสู่กองทุนทองคำสะท้อนว่าการฟื้นตัวมีเงินลงทุนจริงสนับสนุนหรือไม่
ความต้องการจากธนาคารกลางและเอเชีย หากยังแข็งแรง จะช่วยสร้างฐานความต้องการในระยะยาว
ในทางกลับกัน หาก Real Yields กลับขึ้นแรง ดอลลาร์แข็ง และเงินไหลออกจาก ETF พร้อมกัน การฟื้นตัวของทองคำอาจกลายเป็นเพียง Technical Rebound
นักเทรดไทยที่เทรดทองคำผ่าน CFD ความผันผวนของราคาทองคำในช่วงที่ตลาดยังไม่มีทิศทางชัดเจนแบบนี้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
ตัวเลขเงินเฟ้อ การจ้างงาน และถ้อยแถลงของ Fed มักทำให้ราคาทองคำแกว่งตัวแรงในช่วงเวลาสั้นๆ จึงควรตอบสอบปฏิทินเศรษฐกิจก่อนเปิดสถานะเสมอ
เมื่อราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบกว้างกว่าปกติ การใช้ Lot Size ที่เล็กลงและวาง Stop loss ที่ชัดเจนจะช่วยควบคุมความเสี่ยงในการเทรดทองได้ดีกว่าการไล่ตามราคา
นักเทรดที่ไม่มั่นใจในการอ่านจังหวะตลาดทองคำสามารถฝึกกลยุทธ์บนบัญชีทดลองเทรดก่อนใช้เงินจริงได้ เพื่อทดสอบแผนการเทรดในสภาวะตลาดที่ผันผวนแบบนี้