เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-14
ปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับ ตลาดการเงิน ทั่วโลกอย่างแท้จริงครับ เราได้เห็นการพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของสินทรัพย์หลายประเภท ตั้งแต่สินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อนแรงไปจนถึงการปรับฐานครั้งสำคัญในตลาดบอนด์ แม้ตัวเลขสีเขียวในพอร์ตจะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยิ้มได้ แต่ภายใต้ความมั่งคั่งนั้นกลับแฝงไปด้วยความกังวลใหม่ๆ ทั้งเรื่องมูลค่าสินทรัพย์ที่ตึงตัวและแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มเปลี่ยนทิศ การทำความเข้าใจจุดเปลี่ยนเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวเข้าสู่ปี 2026 ได้อย่างมั่นคงและเหนือกว่า

หนึ่งในเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดในรอบปีคือปรากฏการณ์ "ทองคำพุ่ง แต่น้ำมันร่วง" โดยปกติแล้วสินทรัพย์สองตัวนี้มักจะไปในทิศทางเดียวกันตามภาวะเงินเฟ้อ แต่ในปี 2025 ราคาทองคำ กลับปิดปีที่ระดับ 4,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เพิ่มขึ้นถึง 64%) ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979
ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันกลับปรับตัวลงเกือบ 20% สิ่งนี้สะท้อนว่า ตลาดการเงิน ไม่ได้กังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่กำลังสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพการเงินโลกและระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งแนวโน้มนี้อาจดำเนินต่อไปในปี 2026 แม้ความรุนแรงอาจลดลงเพราะตลาดเริ่มปรับตัวได้แล้ว
เมื่อ "AI" อาจเป็นตัวกำหนดชะตาค่าเงิน ดอลลาร์จะไปทิศทางไหน

ในปีที่ผ่านมา ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) อ่อนค่าลงกว่า 9% จนเกิดคำถามว่า "ความเป็นพิเศษของสหรัฐฯ" (US Exceptionalism) กำลังจะสิ้นสุดลงหรือไม่? อย่างไรก็ตาม หากมองภาพกว้าง การอ่อนค่านี้อาจเป็นการกลับเข้าสู่จุดสมดุลหลังจากพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2024
ประเด็นที่น่าจับตาคือบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ยังทรงตัวในระดับสูงแม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาลง สิ่งนี้บ่งบอกว่านักลงทุนยังมีความหวังกับการลงทุนใน AI ว่าจะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวัง "ฟองสบู่ AI" ที่อาจส่งผลกระทบต่อ ตลาดการเงิน อย่างรุนแรงหากผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด
นับเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีที่ดัชนีหุ้นโลก (ไม่รวมสหรัฐฯ) ทำผลตอบแทนชนะ S&P 500 อย่างขาดลอย (28% เทียบกับ 16%) นี่คือสัญญาณว่ายุคที่เงินไหลกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพียงที่เดียวกำลังจะจบลง โดยมีปัจจัยหนุนจาก:
การย้ายฐานการผลิต (Reshoring) ที่ดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน
นโยบายการคลังของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เริ่มเห็นผล
มูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่ม Growth ในสหรัฐฯ ที่เริ่มแพงเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Value ในภูมิภาคอื่น
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงแห่งความหวัง (Hope Phase) เข้าสู่ช่วงการเติบโตจริง (Growth Phase) ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนจะมีความสำคัญมากกว่าการเก็งกำไรจากความคาดหวัง
กลยุทธ์การลงทุน ที่แนะนำสำหรับปี 2026:
เน้นการกระจายพอร์ต: ไม่ยึดติดกับตลาดใดตลาดหนึ่ง
เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Value: โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)
รอจังหวะหุ้นเทคโนโลยี: หาจังหวะเข้าสะสมหุ้น Growth คุณภาพดีเมื่อราคามีการย่อตัวลงมาในระดับที่เหมาะสม
ที่ EBC Financial Group เราเข้าใจดีว่าในสภาวะที่ ตลาดการเงิน มีความผันผวนและซับซ้อนเช่นนี้ การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและเครื่องมือที่แม่นยำคือสิ่งสำคัญ เราพร้อมสนับสนุนคุณด้วยข้อมูลเชิงลึกและแพลตฟอร์มการเทรดที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ทุกการตัดสินใจของคุณเฉียบคมและมั่นคงที่สุด
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ