S&P 500 พุ่ง! เมื่อยักษ์ AI คอนเฟิร์ม: เรามาช่วย ไม่ได้มาทำลาย
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

S&P 500 พุ่ง! เมื่อยักษ์ AI คอนเฟิร์ม: เรามาช่วย ไม่ได้มาทำลาย

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-25

ถ้าคุณติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงนี้ คงรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะกันพอสมควร เพราะหลังจากที่โดนแรงเทขายหนักจากความกังวลเรื่อง AI Disruption (การที่ AI เข้ามาพลิกโฉมและทำให้อุตสาหกรรมล้าสมัย) ตลาดก็ดีดกลับมาได้อย่างน่าประหลาดใจ


ดัชนี S&P 500 (ดัชนีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ 500 อันดับแรกในสหรัฐฯ) ปิดบวก 0.8% ขณะที่ Nasdaq 100 (ดัชนีที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี) พุ่งขึ้นถึง 1.1% และ Dow Jones (ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์) บวกตาม 0.8% ส่วน MSCI World Index (ดัชนีหุ้นทั่วโลก) ก็ขยับขึ้น 0.5% เช่นกัน


แรงหนุนหลักของวันนี้มาจากสองปัจจัย 

  • ปัจจัยแรกคือการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่ถูกเทขายก่อนหน้านี้

  • ปัจจัยที่สองคือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุนได้ดีมาก


Anthropic เปลี่ยนโหมด จาก "ภัยคุกคาม" สู่ "พันธมิตร"

เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในวันนี้คือท่าทีของ Anthropic บริษัท AI เจ้าของ Claude ซึ่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเคยจุดชนวนความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น หลังปล่อยเครื่องมืออัตโนมัติสำหรับงานกฎหมายผ่าน Claude Cowork จนมูลค่าหุ้นซอฟต์แวร์ทั่วโลกหายไปเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน แต่วันนี้ Anthropic กลับมาในโหมดที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยจัดอีเวนต์ไลฟ์สตรีมเปิดตัวเครื่องมือใหม่สำหรับ Claude Cowork ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานอัตโนมัติในหลายสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น HR (ทรัพยากรบุคคล), Investment Banking (วาณิชธนกิจ) และงานออกแบบ


สิ่งที่น่าสนใจคือ Anthropic เปิดให้ลูกค้าองค์กรสามารถ "ปรับแต่ง" ปลั๊กอินต่างๆ ให้เหมาะกับมาตรฐานของแต่ละองค์กรได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน มีปลั๊กอินใหม่สำหรับ Financial Analysis (การวิเคราะห์ทางการเงิน), Equity Research (การวิจัยหุ้น), Private Equity (กองทุนไพรเวทอิควิตี้) และ Wealth Management (การบริหารความมั่งคั่ง) ซึ่งพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง FactSet Research Systems ผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินชื่อดัง


Adam Crisafulli จาก Vital Knowledge สรุปสารที่ Anthropic ส่งออกมาได้ตรงมากว่า "เรามาเพื่อช่วย ไม่ใช่มาทำร้าย" (We're here to help, not hurt) โดยเน้นว่า Claude เข้าไป "ผสานรวม" กับระบบที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ไป "แทนที่" มัน และสารนี้เองที่จุดประกายการรีบาวด์ที่แข็งแรงของหุ้นซอฟต์แวร์ในวันนี้


Scott White หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Claude AI ยืนยันว่าเป้าหมายของ Anthropic คือการเชื่อมช่องว่างระหว่างวิธีที่คนใช้ AI ตอบคำถามเกี่ยวกับงาน กับเครื่องมือที่ใช้ทำงานจริง และมองว่าการเชื่อมโยงผลกระทบต่อตลาดหุ้นกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวนั้น "เกินจริงไปหน่อย"


ตัวอย่างจริง Novo Nordisk ย่น 10 สัปดาห์ เหลือ 10 นาที

หนึ่งในกรณีที่พูดถึงในอีเวนต์คือ Novo Nordisk บริษัทยาชื่อดังจากเดนมาร์ก เจ้าของยา Wegovy และ Ozempic ซึ่งนำ Claude มาช่วยพนักงานเขียน Clinical Study Reports หรือรายงานการศึกษาทางคลินิก ที่อาจยาวถึง 300 หน้าและเป็นเอกสารที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดให้ต้องมีสำหรับยาใหม่ทุกตัว


เดิมทีรายงานเพียงฉบับเดียวใช้เวลาผลิตหลายเดือน พนักงานเขียนได้เฉลี่ยเพียง 2 ฉบับกว่าๆ ต่อปี แต่หลังจากสร้างแพลตฟอร์มร่วมกับ Claude กระบวนการ 10 สัปดาห์ถูกย่นเหลือเพียง 10 นาที นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า AI ไม่ได้ "ไล่คนออก" แต่ทำให้คนทำงานที่มีคุณค่ากว่าได้มากขึ้น


Peter McCrory หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ Anthropic เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปัจจุบัน Claude ถูกใช้งานในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ (อย่างน้อย 25% ของงาน) สำหรับ 1 ใน 2 ของตำแหน่งงานในสหรัฐฯ แล้ว จากที่เมื่อหนึ่งปีก่อนอยู่ที่เพียง 1 ใน 3


อย่างไรก็ตาม McCrory ชี้ว่ายังมีอีกมากที่ต้องทำ เพราะ AI ต้องการข้อมูลและบริบทจำนวนมากเพื่อให้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ และข้อมูลจำนวนมากขององค์กรนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อยู่ในหัวของพนักงาน ซึ่งเขาชี้ว่า "นี่ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาเชิงองค์กร" ซึ่งอาจทำให้การแทนที่แรงงานช้าลงกว่าที่หลายคนกลัว


ดีล Meta-AMD มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์ AI Spending ยังแรงไม่หยุด

อีกปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดวันนี้คือดีลยักษ์ระหว่าง Meta Platforms (เจ้าของ Facebook และ Instagram) กับ AMD โดย Meta จะซื้อชิปและอุปกรณ์ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) จาก AMD ขนาด 6 กิกะวัตต์ตลอดระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2026


เพื่อให้เห็นภาพว่า 6 กิกะวัตต์ใหญ่แค่ไหน ต้องบอกว่า 1 กิกะวัตต์ เท่ากับกำลังผลิตของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หนึ่งเครื่อง ดังนั้น 6 กิกะวัตต์คือกำลังผลิตเทียบเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 โรงเลยทีเดียว


Lisa Su ซีอีโอของ AMD เปิดเผยว่ามูลค่าของดีลนี้อยู่ในระดับ "หลักหมื่นล้านดอลลาร์ต่อกิกะวัตต์" ซึ่งถ้าคูณ 6 กิกะวัตต์เข้าไป นี่อาจเป็นดีลที่มีมูลค่ารวมมหาศาลที่สุดในวงการชิปเลยก็ว่าได้

ส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือโครงสร้างของดีล เพราะ Meta จะได้รับ Warrants (ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น) จำนวน 160 ล้านหุ้น AMD โดยจะทยอย Vest (ได้สิทธิ์) เมื่อโปรเจกต์ถึงเป้าหมายที่กำหนดและราคาหุ้น AMD ถึงระดับที่ตั้งไว้สูงสุดที่ 600 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับราคาปิดวันนี้ที่ 213.84 ดอลลาร์ หมายความว่า AMD เชื่อมั่นว่าราคาหุ้นตัวเองยังมีอัพไซด์อีกเกือบ 3 เท่า


หุ้น AMD พุ่งขึ้น 8.8% ในวันนี้ ซึ่งเป็นการขึ้นในวันเดียวที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และดีลนี้ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่า แม้นักลงทุนบางส่วนจะกังวลเรื่อง "ฟองสบู่ AI" การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ AI ยังคงเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง


Fed ส่งสัญญาณ ดอกเบี้ยคงที่อีกระยะ แต่ AI อาจเป็นตัวแปรที่ไม่เคยเจอมาก่อน

S&P500


ฝั่ง Federal Reserve (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) วันนี้มีเสียงสำคัญหลายท่านออกมา Susan Collins ประธาน Fed สาขาบอสตัน กล่าวชัดเจนว่าดอกเบี้ยน่าจะคงอยู่ระดับเดิม "อีกสักระยะหนึ่ง" เพราะตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงสู่เป้าหมาย 2%


แต่เสียงที่น่าตกใจที่สุดมาจาก Lisa Cook สมาชิกคณะกรรมการ Fed ที่เตือนว่า Fed อาจไม่สามารถรับมือกับการว่างงานที่เกิดจากการนำ AI มาใช้ได้ผ่านนโยบายดอกเบี้ยแบบเดิม เพราะถ้า AI เพิ่ม Productivity (ผลิตภาพ) ได้สูง เศรษฐกิจอาจเติบโตแข็งแกร่งต่อไปแม้ว่างงานสูงขึ้น และในสถานการณ์แบบนั้น การลดดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาว่างงานอาจกลับสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มแทน


Cook ยังชี้ว่าอัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในช่วงเวลาเดียวกับที่นายจ้างบางส่วนเริ่มใช้ AI แทนงาน Entry-level (งานระดับเริ่มต้น) และอาจใช้เวลา 5-10 ปีกว่าผลกระทบของ AI จะปรากฏในสถิติ Productivity ระดับเศรษฐกิจโดยรวม


ขณะที่ Christopher Waller Fed Governor อีกท่านหนึ่ง กลับมองว่าความกังวลเรื่อง AI กับการจ้างงาน "พูดเกินจริง" โดยกล่าวสั้นๆ ว่า "AI เป็นเครื่องมือ มันไม่ได้จะมาแทนที่เราในฐานะมนุษย์"

Yield (ผลตอบแทน) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีแทบไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 4.03% สะท้อนว่าตลาดพันธบัตรยังทรงตัวได้ดี


ทั้งหมดนี้หมายความว่าอะไรกับนักลงทุน

ถ้าสรุปบทเรียนของวันนี้ให้กระชับ มีสามเรื่องสำคัญที่นักลงทุนในตลาด S&P 500 และ Nasdaq 100 ควรจำไว้


เรื่องแรก ความกลัวมักเกินจริง Andrew Tyler จาก JPMorgan บอกว่า ความเสี่ยงจาก AI Disruption ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่การตื่นตระหนกแบบหายนะ (catastrophizing) ดูเกินจริงไป ตลาดที่ดีดกลับมาได้แรงในวันเดียวยืนยันสิ่งนี้


เรื่องที่สอง AI Spending (การใช้จ่ายด้าน AI) ยังไม่หยุด ดีล Meta-AMD มูลค่ามหาศาลเป็นหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทระดับโลกยังเดินหน้าลงทุน AI อย่างหนักต่อเนื่อง


เรื่องที่สาม ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 สะท้อนเศรษฐกิจจริง Goldman Sachs มองว่าวัฏจักรเศรษฐกิจที่ยังดีและอารมณ์ตลาดที่เป็นบวกน่าจะจำกัดความเสี่ยงขาลงได้ แม้จะมีความไม่แน่นอนหลายด้าน


บทสรุป โอกาสในความผันผวน คือสิ่งที่นักลงทุนควรมองหา

วันนี้ตลาดสอนบทเรียนสำคัญว่า ความผันผวนระยะสั้นมักเกิดจากความกลัวที่เกินจริง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของเศรษฐกิจ ดัชนี S&P 500, Nasdaq 100 และ Dow Jones ที่ดีดกลับขึ้นมาได้แข็งแกร่งในวันเดียว คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของสิ่งที่นักลงทุนระยะยาวรู้ดี


การลงทุนในดัชนีอย่าง S&P 500 Index (ดัชนีเอสแอนด์พี 500) ช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปกับบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในสหรัฐฯ พร้อมรับผลตอบแทนจากการเติบโตในระยะยาว แทนที่จะต้องลุ้นกับความผันผวนรายวัน


หากคุณสนใจเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น S&P 500, Nasdaq 100 หรือ Dow Jones EBC Financial Group มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้คุณเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างมืออาชีพ ด้วยข้อมูลเรียลไทม์ การวิเคราะห์เชิงลึก และทีมสนับสนุนที่พร้อมช่วยคุณนำทางในทุกสภาวะตลาด


FAQ

1: S&P 500 คืออะไร และต่างจาก Nasdaq 100 อย่างไร?

S&P 500 หรือ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 คือดัชนีที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ 500 อันดับแรกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ดี ขณะที่ Nasdaq 100 เน้นเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรม 100 อันดับแรก ทำให้มีความผันผวนสูงกว่าแต่ก็มีโอกาสเติบโตสูงกว่าในช่วงที่เทคโนโลยีบูม


2: นักลงทุนไทยสามารถซื้อหุ้น S&P 500 ได้ที่ไหนบ้าง?

นักลงทุนไทยสามารถลงทุนใน S&P 500 ได้หลายช่องทาง เช่น ผ่าน ETF (กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) ที่อ้างอิงดัชนี S&P 500 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือผ่านแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น EBC Financial Group ที่เปิดให้เข้าถึงตลาดโลกได้โดยตรง


3: AI Disruption จะส่งผลกระทบต่อดัชนี S&P 500 และ Dow Jones มากแค่ไหน?

จากที่เห็นในช่วงนี้ ความกลัว AI Disruption มักสร้างความผันผวนระยะสั้นมากกว่าเปลี่ยนแปลงพื้นฐานระยะยาว นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ JPMorgan ต่างมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังดีจะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง และในระยะยาว AI ที่เพิ่ม Productivity อาจเป็นแรงหนุนให้บริษัทในดัชนี S&P 500 เติบโตได้มากขึ้น


4: ทำไม Dow Jones ถึงเคลื่อนไหวต่างจาก S&P 500 และ Nasdaq 100 บางครั้ง?

Dow Jones ประกอบด้วยบริษัทเพียง 30 แห่ง และใช้วิธีคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น (Price-weighted) จึงได้รับอิทธิพลจากราคาหุ้นของบริษัทในดัชนีโดยตรง ขณะที่ S&P 500 ใช้การถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (Market cap-weighted) ทำให้สะท้อนภาพรวมตลาดได้กว้างกว่า ส่วน Nasdaq 100 เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้แต่ละดัชนีตอบสนองต่อข่าวสารในแบบที่ต่างกันออกไป


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ทองคำแตะ $5,000! สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจ เมื่อยักษ์ใหญ่ถล่มขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์
เมื่อตลาดเปลี่ยนจาก "คลั่งรัก AI" สู่ความ "หวาดผวา": เจาะลึกเบื้องหลังการเทขายครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือน Wall Street
หุ้น ดาวโจนส์ฟื้นตัวหลังร่วงหนัก กองทุนแห่ Short หุ้นซอฟต์แวร์ท่ามกลางความกังวล AI
6 รายงานผลประกอบการที่อาจส่งผลต่อตลาดในสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นล่าสุดจะทรุดหนักในปี 2026 หรือไม่? วิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ