ตารางแน่นก็เทรดได้ เลือกกลยุทธ์เทรด End of Day (EOD) สุดคุ้ม
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ตารางแน่นก็เทรดได้ เลือกกลยุทธ์เทรด End of Day (EOD) สุดคุ้ม

เผยแพร่เมื่อ: 2025-08-29   
อัปเดตเมื่อ: 2025-09-02

การเทรดแบบ EOD

คำนิยาม


การเทรดแบบ End of Day (EOD) คือสไตล์การเทรดที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์และตัดสินใจใกล้เวลาปิดตลาดหรือหลังตลาดปิด โดยใช้กราฟรายวันและราคาปิดเป็นสัญญาณหลัก


เทรดเดอร์มักจะวางคำสั่งล่วงหน้าสำหรับวันถัดไป (เช่น stop, limit) โดยพึ่งพาราคาปิดรายวันแทนที่จะอ้างอิงความผันผวนระหว่างวันเพื่อกำหนดจุดเข้าและออก


สิ่งนี้แตกต่างจาก “end-of-day order” ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อขายที่มีเงื่อนไขหมดอายุเมื่อสิ้นสุดการซื้อขายในวันนั้น ไม่ใช่แนวทางการเทรดโดยรวม


เหตุผลที่เทรดเดอร์เลือกใช้


ราคาปิดมักให้สัญญาณที่ชัดเจนกว่าความเคลื่อนไหวระหว่างวัน ช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนและความผันผวนที่อาจนำไปสู่การเทรดที่มากเกินไปหรือตัดสินใจแบบฉับพลัน


สไตล์นี้เหมาะกับผู้ที่มีเวลาจำกัด เนื่องจากสามารถทำการวิเคราะห์เพียงครั้งเดียวใกล้เวลาปิดตลาด และดำเนินกลยุทธ์ตามกฎที่วางไว้ พร้อมยังสามารถจับแนวโน้มระยะกลางได้


จังหวะที่เหมาะ vs จังหวะที่ควรระวัง

สถานการณ์ ทำไมถึงเหมาะ ความเสี่ยงหรือข้อแลกเปลี่ยน สิ่งที่ต้องพิจารณา
ความผันผวนสูง ราคาปิดช่วยกลบความผันผวนระหว่างวัน อาจพลาดการกลับตัวแรงระหว่างวัน ใช้แนวรับแนวต้านรายวันและคำสั่งรอซื้อขาย
เวลาหน้าจอจำกัด วิเคราะห์เพียงครั้งเดียวช่วงปิดตลาด โอกาสในการเทรดน้อยลง ให้ความสำคัญกับการตั้งค่าคุณภาพและกิจวัตรประจำวัน
การตามเทรนด์ ราคาปิดให้สัญญาณเทรนด์ที่ชัดกว่า จุดเข้าอาจล่าช้าหลังการเบรกในวันนั้น ใช้ buy stop เพื่อเข้าตามการเบรก
ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์ หลีกเลี่ยงการตอบสนองต่อความผันผวนทันที ช่องว่างข้ามคืนอาจกระทบจุดเข้า/stop จัดการขนาดความเสี่ยงและวางกฎไว้ล่วงหน้า
วันที่ตลาดขึ้นหรือลงแรง ราคาปิดชัดเจนช่วยสร้างความมั่นใจ ไม่มีโอกาส scalp ระหว่างวัน ความถี่น้อยลง ยอมรับการซื้อขายน้อยลงเพื่อความชัดเจน


ลำดับขั้นตอนการทำงานและตัวอย่าง


ขั้นตอนง่าย ๆ คือ ตรวจกราฟรายวันใกล้เวลาปิดตลาด ยืนยันสัญญาณ ตั้งค่าขนาดการลงทุนตามความเสี่ยงที่กำหนด และวางคำสั่งล่วงหน้าสำหรับวันถัดไป (entry, stop, target) ตามกฎที่วางไว้


ตัวอย่างเช่น บัญชี $5,000 เสี่ยง 1% ($50) ตั้ง buy stop ที่ $51 และ stop-loss ที่ $49 ความเสี่ยงต่อหุ้น $2 ขนาดสัญญาซื้อคือ 25 หุ้นมูลค่า ≈ $1,275 โดยตั้งเป้า 2:1 ที่ $55


วิธีการตั้งค่า (Checklist)


  • เลือกตลาดและสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง (เช่น หุ้นขนาดใหญ่, ETF ดัชนี, คู่เงินหลัก) เพื่อให้ได้สเปรดที่แคบและการจับคู่ที่เสถียร

  • กำหนดเวลาทบทวนใกล้เวลาปิดตลาดหลัก เพื่อยึดการวิเคราะห์ตามราคาปิดทางการ

  • เขียนกฎการเทรดที่เรียบง่าย (เช่น เทรนด์ ระดับราคา หรือแพทเทิร์น) และปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ

  • กำหนดความเสี่ยงมาตรฐาน (เช่น 0.5% – 1% ต่อการเทรด) และคำนวณขนาดสัญญาก่อนวางคำสั่ง

  • วางคำสั่งล่วงหน้า (entry, stop, target) สำหรับวันถัดไป เพื่อลดการตัดสินใจแบบฉับพลัน


ต้นทุน สภาพคล่อง และสลิปเพจ

ต้นทุนของการเทรด

สเปรดอาจกว้างขึ้นใกล้เวลาปิดตลาดหรือช่วงเปิดตลาดวันถัดไป การประมูล (auction) อาจทำให้ราคาเกิดการกระโดด ดังนั้นควรเลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเพื่อลดต้นทุนการซื้อขาย


จำนวนการเทรดที่น้อยลงช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวม แต่ช่องว่างราคาข้ามคืน (overnight gap) อาจทำให้การเข้าหรือการปิดออเดอร์ไม่เป็นไปตามที่คาด จึงควรกำหนด stop เผื่อช่องว่างราคา และปรับขนาดสัญญาให้เหมาะสม


ติดตามสลิปเพจที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับจุดเข้าแบบจำลอง เพื่อตรวจสอบว่าสินทรัพย์และประเภทคำสั่งที่ใช้เหมาะสมหรือไม่


ความเข้าใจผิดและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย


  • มองว่าราคาปิดเป็น “ความจริงเสมอ”  → เพิ่มบริบท

ราคาปิดอาจสะท้อนเพียงความไม่สมดุลของการประมูล ไม่ใช่สัญญาณที่แท้จริงเสมอไป จึงควรผนวกข้อมูลปริมาณการซื้อขาย ระดับสำคัญ และข่าวสารล่าสุดเพื่อยืนยันสัญญาณ


  • การละเลยความเสี่ยงจากช่องว่าง → ปรับขนาดและ stop ให้เหมาะกับช่องว่าง

ช่องว่างราคาข้ามคืนอาจทำให้ข้ามจุดเข้า/จุด stop ใช้ stop ที่คำนึงถึงความผันผวนและลดขนาดสัญญาเมื่อความเสี่ยงจากช่องว่างสูงหรือมีเหตุการณ์สำคัญ


  • การปรับสัญญาณรายวันให้มากเกินไป → รักษากฎให้เรียบง่าย

ตัวกรองที่ซับซ้อนอาจดูดีในการทดสอบย้อนหลังแต่ล้มเหลวจริง ควรทดสอบข้ามช่วงตลาดและยึดกฎให้มั่นคงก่อนทำการทดสอบจริง


  • การใช้จุด stop ที่แคบในการตั้งค่ารายวัน → ปรับเทียบตามความผันผวน

สัญญาณรายวันต้องการพื้นที่กว้างกว่าการเทรดในวันเดียว ใช้ stop ตาม ATR และปรับขนาดการลงทุนเพื่อคงความเสี่ยงต่อการเทรดให้เหมือนเดิม


  • สับสนระหว่าง EOD Order กับ EOD Trading → แยกความหมายให้ชัด

คำสั่ง end-of-day order เป็นเพียงคำสั่งที่หมดอายุเมื่อสิ้นวัน ไม่ใช่แนวทางการเทรดทั้งระบบแบบ EOD


  • การละเลยต้นทุนและสลิปเพจ → เน้นสภาพคล่อง

สเปรดที่กว้างและกลไกการประมูลอาจสร้างต้นทุนแฝง ใช้สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง หลีกเลี่ยงการไล่ราคาที่ไม่ดี และประเมินสลิปเพจอย่างตรงไปตรงมา


เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง


  • Day (End-of-Day) Order: คำสั่งซื้อขายที่หมดอายุเมื่อสิ้นวัน หากยังไม่ถูกจับคู่ แตกต่างจากแนวทางการเทรด EOD โดยสิ้นเชิง

  • Swing Trading: การถือครองสถานะหลายวันหรือหลายสัปดาห์เพื่อเก็บกำไรจากการเคลื่อนไหวข้ามวัน โดยมักใช้กราฟรายวันและราคาปิด

  • Intraday Trading: การเปิดและปิดสถานะภายในวันเดียว ต้องติดตามตลาดตลอดเวลาและใช้การดำเนินการที่รวดเร็ว


มุมมองจากมืออาชีพ


เทรดเดอร์จำนวนมากผสมผสานการเข้าตลาดที่อิงราคาปิดกับ stop ที่ปรับตาม ATR และการกำหนดขนาดสัญญาตามความผันผวน เพื่อรักษาความเสี่ยงให้คงที่ในทุกสภาวะตลาด


กำหนดกฎรับมือช่องว่างให้ชัดเจน เช่น ข้ามการเทรด ลดขนาด หรือเข้าคิวใหม่หากเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ และควรเลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมวางคำสั่งล่วงหน้าแบบ linked order เพื่อรักษาคุณภาพการซื้อขาย


บทสรุป


การเทรดแบบ EOD เป็นแนวทางที่สงบและมีวินัย โดยใช้ราคาปิดรายวันและคำสั่งที่วางล่วงหน้าเป็นหลัก เพื่อเข้าร่วมแนวโน้มตลาดโดยไม่ต้องอยู่หน้าจอตลอดวัน


ข้อแลกเปลี่ยนคือมีโอกาสเข้าเทรดน้อยลงและต้องรับความเสี่ยงจากช่องว่าง แต่สามารถจัดการได้ด้วยการปรับขนาดตามความผันผวน เลือกตลาดที่มีสภาพคล่อง และปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด


สำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัดหรือต้องการความชัดเจน การเทรดแบบนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเรียบง่ายกับประสิทธิภาพ และยังสามารถเก็บกำไรจากแนวโน้มข้ามวันได้ หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง


คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ