เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-21
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-21
หลายคนเคยเจอสถานการณ์เปิดแอปเทรดเช้าวันจันทร์ แล้วพบว่าราคาที่เห็นไม่ใช่ราคาที่ปิดไว้ตอนเย็นวันศุกร์ ช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า Weekend Gap ซึ่งเป็นผลจากการที่ตลาด Forex ปิดทำการช่วงเสาร์-อาทิตย์ ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจและข่าวสารยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เมื่อตลาดกลับมาเปิดอีกครั้งในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสากล คำสั่งซื้อขายที่สะสมไว้จึงถูกจับคู่พร้อมกันจนราคากระโดดข้ามระดับเดิม สถานการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อทั้งมาร์จิ้นและสเปรดของบัญชีเทรด และเป็นเหตุผลที่นักเทรดมืออาชีพมักตรวจสอบพอร์ตก่อนปิดตลาดทุกสัปดาห์
Weekend Gap เกิดจากคำสั่งซื้อขายที่สะสมระหว่างตลาดปิดแล้วมาประมวลผลพร้อมกันตอนเปิดตลาด
ช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ สภาพคล่องยังต่ำ ทำให้สเปรดกว้างกว่าช่วงเวลาปกติ
Margin Level อาจลดลงกะทันหันหากถือออเดอร์ที่สวนทางกับทิศทาง Gap
การปิดออเดอร์หรือลดขนาด Lot ก่อนตลาดปิดวันศุกร์ ช่วยลดความเสี่ยงจาก Gap ได้
Weekend Gap คือช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้นระหว่างราคาปิดตลาดวันศุกร์กับราคาเปิดตลาดวันจันทร์ (หรือคืนวันอาทิตย์ตามเวลา GMT) เนื่องจากตลาดการเทรด Forex ไม่มีการซื้อขายในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือข่าวสำคัญยังคงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อตลาดเปิดอีกครั้ง ราคาจึงสะท้อนข้อมูลใหม่ทั้งหมดในทันที ไม่ได้ไล่ระดับทีละจุดเหมือนช่วงตลาดเปิดปกติ
ในช่วงตลาดปิด คำสั่งซื้อขายจากนักลงทุนทั่วโลกยังคงถูกส่งเข้าระบบและรอคิวสะสมไว้ เมื่อตลาดกลับมาเปิดที่เซสชันซิดนีย์ในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาไทย คำสั่งเหล่านี้จะถูกจับคู่พร้อมกันในจังหวะเดียว หากมีคำสั่งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง (ซื้อหรือขาย) มากกว่าอีกฝั่งอย่างเห็นได้ชัด ราคาจึงกระโดดข้ามระดับเดิมแทนที่จะขยับทีละจุด ปัจจัยที่มักทำให้เกิด Gap ขนาดใหญ่ ได้แก่ ข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่ประกาศช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่คาดคิด หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายธนาคารกลางกะทันหัน ซึ่งการติดตามปฏิทินเศรษฐกิจเป็นประจำก่อนตลาดปิดวันศุกร์ จะช่วยให้ประเมินล่วงหน้าได้ว่าสัปดาห์นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิด Gap ขนาดใหญ่มากน้อยเพียงใด
เมื่อราคากระโดดข้าม Gap ในทิศทางตรงข้ามกับออเดอร์ที่เปิดค้างไว้ ผลขาดทุนลอยตัว (Floating Loss) จะเพิ่มขึ้นทันทีโดยที่นักเทรดไม่มีโอกาสตัดสินใจระหว่างทาง ส่งผลให้ Margin Level ของบัญชีลดลงอย่างรวดเร็ว และในกรณีที่รุนแรง อาจนำไปสู่การ Margin Call หรือ Stop Out ทันทีที่ตลาดเปิด
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติเปิดบัญชีด้วยเงินทุน 10,000 บาท ถือออเดอร์ Buy EUR/USD ขนาด 1 Lot มาตรฐาน (ใช้มาร์จิ้นเริ่มต้นประมาณ 3,300 บาท ที่เลเวอเรจ 1:100) หากราคาเปิดตลาดวันจันทร์ Gap ลงมา 50 pip ทันที ผลขาดทุนลอยตัวจะเกิดขึ้นทันทีประมาณ 500 บาท ซึ่งกระทบ Margin Level โดยตรงตั้งแต่แท่งเทียนแรกของสัปดาห์ ก่อนที่นักเทรดจะมีโอกาสปรับ Stop Loss ใด ๆ
ช่วงไม่กี่นาทีแรกหลังตลาดเปิด สภาพคล่องยังสะสมตัวไม่เต็มที่ ผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider) หลายรายยังไม่กลับเข้าสู่ระบบพร้อมกัน ทำให้สเปรดของคู่เงินที่ปกติแคบ อาจกว้างขึ้นชั่วคราวหลายเท่าตัว นักเทรดที่เปิดออเดอร์ทันทีที่ตลาดเปิดจึงมีต้นทุนแฝงสูงกว่าช่วงเวลาปกติ
ตารางเปรียบเทียบ: ช่วงปกติ vs ช่วงเปิดตลาดวันจันทร์
| ปัจจัย | ช่วงเทรดปกติ | ช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ |
|---|---|---|
| สภาพคล่อง | สูง สม่ำเสมอ | ต่ำในช่วง 15–30 นาทีแรก |
| สเปรด | แคบ ตามคู่เงินหลัก | กว้างกว่าปกติชั่วคราว |
| การเคลื่อนไหวราคา | ไล่ระดับต่อเนื่อง | อาจกระโดดข้ามระดับ (Gap) |
| ความเสี่ยง Margin | คาดการณ์ได้ | ผันผวนสูง หากมีออเดอร์ค้าง |

ถือออเดอร์ขนาดใหญ่ข้ามสัปดาห์โดยไม่ประเมินความเสี่ยงจากข่าวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตลาดปิด
ไม่ตั้ง Stop Loss ไว้ล่วงหน้า ทำให้ไม่มีจุดจำกัดความเสี่ยงหากเกิด Gap ในทิศทางตรงข้าม
เปิดออเดอร์ใหม่ทันทีที่ตลาดเปิดวันจันทร์โดยไม่รอให้สเปรดกลับสู่ระดับปกติ
ใช้เลเวอเรจสูงเกินไปจนพอร์ตไม่มีพื้นที่รองรับความผันผวนช่วงเปิดตลาด
นักเทรดมืออาชีพมักมีขั้นตอนตรวจสอบพอร์ตก่อนตลาดปิดทุกวันศุกร์ เริ่มจากประเมินว่าออเดอร์ที่ถืออยู่มีความเสี่ยงต่อข่าวสำคัญที่จะประกาศช่วงสุดสัปดาห์หรือไม่ พิจารณาปิดทำกำไรบางส่วนหรือลดขนาด Lot ในออเดอร์ที่มีความเสี่ยงสูง ตั้ง Stop Loss ให้ครอบคลุมทุกออเดอร์ที่ยังถือค้างไว้ และหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ใหม่ทันทีที่ตลาดเปิดวันจันทร์ โดยรอให้สเปรดและสภาพคล่องกลับสู่ระดับปกติก่อน การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่แสดงสเปรดแบบเรียลไทม์และมีการอัปเดต Margin Level ต่อเนื่องก็ช่วยให้ตัดสินใจได้ทันเวลามากขึ้น
ไม่จำเป็น Gap ขนาดใหญ่มักเกิดเมื่อมีข่าวสำคัญหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างตลาดปิด สัปดาห์ที่ไม่มีข่าวสำคัญ ราคาเปิดตลาดวันจันทร์อาจใกล้เคียงกับราคาปิดวันศุกร์
ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงของแต่ละออเดอร์ สิ่งสำคัญคือมี Stop Loss รองรับและไม่ใช้เลเวอเรจสูงเกินกว่าที่พอร์ตจะรับได้
Gap ขาขึ้นเกิดเมื่อราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดเดิม ส่งผลดีต่อออเดอร์ Buy แต่กระทบออเดอร์ Sell ส่วน Gap ขาลงเกิดในทิศทางตรงข้าม หลักการบริหารความเสี่ยงจึงต้องพิจารณาทิศทางออเดอร์ที่ถืออยู่เป็นหลัก
โดยทั่วไปสเปรดจะทยอยแคบลงภายใน 15-30 นาทีแรกหลังตลาดเปิด เมื่อผู้ให้บริการสภาพคล่องหลักกลับเข้าสู่ระบบครบถ้วน