เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-11
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังติดตามพอร์ตการลงทุนในเช้าวันทำงานปกติ แล้วในเวลาแค่ 15 นาที ราคาสินทรัพย์ที่คุณถืออยู่ร่วงลงเกือบ 20% เพราะโพสต์เดียวบนโซเชียลมีเดีย แล้วดีดกลับขึ้นมาเพราะโพสต์นั้นถูกลบ นี่ไม่ใช่ฉากในหนัง แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดการเงินโลกเมื่อไม่นานมานี้
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ลุกลามจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ได้เปลี่ยนตลาดน้ำมันดิบให้กลายเป็นสนามทุ่นระเบิดสำหรับนักลงทุน ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) แกว่งตัวรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ดัชนี S&P 500 ไม่รู้จะเลือกทิศทางไหน และในโลกของเทคโนโลยี Oracle กลับโชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งราวกับอยู่คนละโลก
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของสถานการณ์นี้ ตั้งแต่ต้นเหตุ ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก ไปจนถึงสิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจก่อนตัดสินใจใดๆ
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือจุดคอขวดทางการเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรอาระเบียและอิหร่าน ทำหน้าที่เป็นเส้นทางผ่านสำหรับน้ำมันที่ผลิตในอ่าวเปอร์เซียออกสู่ตลาดโลก
ตามปกติ ช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันมากถึง 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ลองนึกดูว่าถ้าเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นหรือมีความเสี่ยงสูง เรือบรรทุกน้ำมันจะกล้าแล่นผ่านหรือเปล่า คำตอบที่ตลาดกำลังเห็นอยู่ตอนนี้คือ ไม่กล้า
เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันหยุดเดินเรือผ่านช่องแคบ น้ำมันที่ผลิตได้ในซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต ก็ถูกกักอยู่ในถังเก็บจนไม่มีที่ว่าง บังคับให้ประเทศเหล่านี้ต้องลดกำลังผลิตลงรวมกันถึง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 6% ของกำลังผลิตน้ำมันทั้งโลก
ตัวเลขนี้ใหญ่พอที่จะทำให้ Amin Nasser ซีอีโอของ Saudi Aramco เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น "วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคนี้เคยเผชิญ"
ต้นตอของความสับสน
วันที่ตลาดจำไม่ลืมเริ่มจาก Chris Wright รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จแล้ว ตลาดอ่านข้อความนี้ว่า "ช่องแคบกำลังจะเปิดใช้งานได้อีกครั้ง" ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงเกือบ 20% ในทันที เพราะนักเทรดรีบปิดสถานะ (position) ที่เดิมพันว่าราคาน้ำมันจะขึ้นต่อ
แต่แล้ว 15 นาทีต่อมา โพสต์นั้นถูกลบออกโดยไม่มีคำอธิบาย Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวออกมาแก้ไขว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้ คุ้มกันเรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย ณ เวลานั้น ราคาน้ำมันดีดตัวกลับบางส่วนทันที
Rebecca Babin นักเทรดพลังงานอาวุโสจาก CIBC Private Wealth Group อธิบายสถานการณ์นี้ได้ตรงที่สุดว่า ตลาดกำลังเทรดอยู่ใน "หมอกแห่งสงคราม" (Fog of War) ทุกคนต้องตอบสนองแบบเรียลไทม์โดยไม่มีเวลาคิด
ทรัมป์โพสต์สร้างความสับสนเพิ่ม
ไม่หยุดแค่นั้น ประธานาธิบดี Trump เองก็โพสต์หลายข้อความติดกันในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยมีเนื้อหาที่ดูเหมือนขัดแย้งกันเองในบางจุด ตั้งแต่บอกว่าสหรัฐฯ ไม่มีรายงานการวางทุ่นระเบิด ไปจนถึงประกาศว่าสหรัฐฯ โจมตีและทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 10 ลำแล้ว ทั้งหมดนี้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทและวอชิงตันต่างหงุดหงิด นั่นคือ การสื่อสารของฝ่ายบริหารที่กระจัดกระจายและขาดความสอดคล้อง
ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงถึง 12% ในระหว่างวัน ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ช่วงหนึ่งราคาหลุดต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปิดวันที่ราว 86.73 ดอลลาร์ และดีดขึ้นอีกกว่า 6% ในเช้าวันถัดไป
ต้องทำความเข้าใจบริบทให้ชัดด้วยว่า ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมาแล้วเกือบ 40% ตั้งแต่ต้นปี เพราะความกังวลเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ราคา Brent ในลอนดอนเคยแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงก่อนหน้า ก่อนดึงลงมาราว 91 ดอลลาร์หลังทรัมป์พูดว่าสงครามอาจจบ "เร็วๆ นี้"
ความผันผวนระดับนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และส่งสัญญาณว่าตลาดพลังงานโลกยังไม่มีความแน่นอนเลย
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่วันที่ 11 แล้ว Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่าเป็นวันที่โจมตีรุนแรงที่สุด โดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน อิหร่านก็โต้กลับด้วยโดรนและขีปนาวุธ โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของ UAE ที่เมือง Ruwais ต้องหยุดดำเนินการหลังโดรนโจมตี NATO เพิ่มระบบป้องกันทางอากาศในตุรกี และมีชาติพันธมิตรอย่างออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักรเข้ามาช่วยเสริมกำลัง
ตัวเลขความสูญเสียล่าสุดสะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ มีชาวอิหร่านเสียชีวิตกว่า 1,300 คน ทหารอเมริกันเสียชีวิตอย่างน้อย 7 นายและบาดเจ็บราว 150 นาย ส่วนในเลบานอนมีผู้เสียชีวิต 486 คนจากการปฏิบัติการของอิสราเอลต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
Steve Witkoff ทูตพิเศษของ Trump บอกตรงๆ กับ CNBC ว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ว่าอิหร่านไม่ได้ต้องการทางออกทางการทูตจริงๆ ซึ่งขัดแย้งกับที่ Trump พูดว่าสงครามจะจบ "เร็วๆ นี้"
ประธานาธิบดีอิหร่าน Masoud Pezeshkian เปิดทางเจรจาแบบมีเงื่อนไขว่าน่านฟ้าและดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ถูกใช้เป็นฐานโจมตีอิหร่าน ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
กลุ่มประเทศ G-7 เริ่มขยับรับมือสถานการณ์แล้ว โดยมอบหมายให้ IEA (International Energy Agency) ศึกษาความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกมาเพื่อลดแรงกดดันราคา
Fatih Birol ผู้อำนวยการ IEA ออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลสมาชิก IEA ทั้ง 32 ประเทศมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวมกันมากกว่า 1,200 ล้านบาร์เรล รวมถึง SPR (Strategic Petroleum Reserve) หรือคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีน้ำมันอีกกว่า 600 ล้านบาร์เรลในภาคเอกชนที่อยู่ภายใต้ข้อผูกมัดตามกฎหมาย
Trump เองพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วน โดยบอกว่าได้หารือเรื่องนี้กับ Putin แล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม
S&P 500 กับวันที่ไม่รู้จะไปทางไหน
ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.2% หลังจากระหว่างวันเคยพยายามขึ้นเป็นบวกแล้วถูกดึงกลับ Nasdaq 100 และ Dow Jones แทบไม่ขยับ ในขณะที่ MSCI World กลับขึ้นได้ 0.4%
Sameer Samana จาก Wells Fargo Investment Institute แนะนำให้นักลงทุนพยายามมองข้ามข่าวระยะสั้น เพราะตราบใดที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ตลาดก็จะยังคงค้นหาจุดสมดุลต่อไปทุกวัน
ตลาดบอนด์ถูกกดดันสารพัดทาง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้น 5 basis points มาอยู่ที่ 4.15% จากแรงกดดันทั้งความกังวลสงคราม การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมหาศาล และผลประมูลพันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 58,000 ล้านดอลลาร์ที่อ่อนแอกว่าคาด
Bank of America ออกมาเตือนว่านักลงทุนที่เดิมพันว่า Fed จะตอบสนองด้วยนโยบายเข้มงวดอาจอ่านเกมผิด เพราะ energy shock ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยเสมอไป มันอาจทำให้เกิดช่วงที่ดอกเบี้ยคงที่ หรือแม้แต่ลดดอกเบี้ยแรงๆ ก็ได้
ขณะที่ตลาดพลังงานและหุ้นทั่วไปยังวุ่นอยู่ Oracle Corp. กลับสร้างความประหลาดใจในเชิงบวกด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งมาก
รายได้จากธุรกิจ Cloud Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์) เพิ่มขึ้น 84% มาอยู่ที่ 4,900 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ เร็วกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 79% รายได้รวมเพิ่มขึ้น 22% มาอยู่ที่ 17,200 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นที่ 1.79 ดอลลาร์ก็สูงกว่าคาดที่ 1.70 ดอลลาร์
Oracle คาดว่ารายได้รวมจะแตะ 90,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณถัดไป สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 86,700 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ส่วน Remaining Performance Obligation (RPO) หรือมูลค่าสัญญาที่ยังไม่รับรู้รายได้ซึ่งเปรียบเหมือน backlog ของงานที่จองไว้แล้ว อยู่ที่ 553,000 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่มาจากสัญญา AI ขนาดใหญ่
หุ้น Oracle พุ่งขึ้นเกือบ 10% ในช่วง after hours มาแตะ 164.51 ดอลลาร์จากราคาปิดที่ 149.40 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมาก เพราะก่อนหน้านี้หุ้นเคยร่วงลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดเมื่อวอลล์สตรีทกังวลเรื่องต้นทุนและทิศทางธุรกิจ
Mike Sicilia ผู้ร่วมบริหารของ Oracle ตอบโต้ความกังวลว่า AI จะทำลายบริษัทซอฟต์แวร์ว่า Oracle จะไม่ใช่หนึ่งในผู้เล่นที่ถูก disrupt ซึ่งผลประกอบการรอบนี้ดูเหมือนจะช่วยยืนยันจุดยืนนั้น
TSMC ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปรับจ้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกรายงานรายได้เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เติบโต 30% ซึ่งฟังดูดี แต่จริงๆ แล้วต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 33%
สาเหตุไม่ได้มาจาก AI demand ที่เย็นลง แต่มาจากความอ่อนแอของตลาดสมาร์ทโฟนและ PC เพราะการแข่งขันสร้าง AI infrastructure ทั่วโลกดูดกลืนกำลังผลิตชิปหน่วยความจำ (memory chip) ขั้นสูงไปจนหมด ส่งผลให้ memory ทั่วไปขาดแคลนและราคาพุ่ง IDC คาดว่าตลาดสมาร์ทโฟนจะหดตัวถึง 13% จากวิกฤตนี้
ในฝั่งค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อย ยูโรและปอนด์อ่อนค่าเล็กน้อย ส่วนเยนอ่อนค่ามาอยู่ที่ 158.04 เยนต่อดอลลาร์
Bitcoin ปรับขึ้น 1.8% มาอยู่ที่ 70,195 ดอลลาร์ และ Ether ขึ้น 0.8% มาอยู่ที่ 2,041 ดอลลาร์
ที่น่าสังเกตที่สุดคือ ทองคำ Spot ขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ 5,198 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven asset) ในช่วงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ชัดเจนมาก
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองต่อไป
1. รายงาน CPI (Consumer Price Index หรือดัชนีราคาผู้บริโภค) รายงานนี้จะบอกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ผ่อนคลายลงหรือยัง นักวิเคราะห์คาดว่า Core CPI จะขึ้นเพียง 0.2% แต่ถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่านั้น David Morrison จาก Trade Nation เตือนว่าอาจเป็น "ระฆังมรณะ" สำหรับความหวังการลดดอกเบี้ยในปีนี้
2. การตัดสินใจของ G-7 และ IEA เรื่องน้ำมันสำรอง ถ้า IEA ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองออกมา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกดราคาน้ำมันดิบลง
3. ทุกข้อความจาก Trump และทีมงาน ในตลาดแบบนี้ การสื่อสารจากทำเนียบขาวมีผลทันทีต่อราคาสินทรัพย์ทุกประเภท
4. สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าการเดินเรือผ่านช่องแคบกลับมาได้ตามปกติ ราคาน้ำมันจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้ายังตึงเครียดต่อ ทุกตลาดก็จะยังผันผวนต่อเนื่อง
สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดช่วงนี้ชี้ให้เห็นความจริงสำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ ตลาดการเงินโลกในยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย "ข่าว" มากกว่า "ข้อมูลพื้นฐาน" โพสต์เดียวจากรัฐมนตรีที่โพสต์ผิดแล้วลบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งเกือบ 20% ในเวลาไม่กี่นาที นี่คือระดับความผันผวนที่ต้องการการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย
ในขณะเดียวกัน ผลประกอบการของ Oracle ก็เตือนเราว่าแม้ในภาวะที่ตลาดปั่นป่วน บริษัทที่แข็งแกร่งทางพื้นฐานและอยู่ในกระแสที่ถูกต้อง เช่น AI infrastructure ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้
ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การ "ตามข่าว" ทุกวินาที แต่คือการ "เข้าใจบริบท" และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ถ้าคุณยังไม่มีแผนรับมือกับความผันผวนของตลาด นี่คือโอกาสดีที่จะเริ่มสร้างมันขึ้นมา
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านสำหรับน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ถ้าการเดินเรือติดขัดหรือหยุดชะงัก อุปทานน้ำมันโลกจะลดลงทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง และกระทบต้นทุนพลังงานทั่วโลก รวมถึงเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
เพราะตลาดพลังงานตอบสนองต่อข่าวและสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์แบบเรียลไทม์ เมื่อการสื่อสารจากรัฐบาลสหรัฐฯ ขาดความชัดเจนและสอดคล้องกัน นักเทรดต้องตัดสินใจซื้อขายโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ทำให้ราคาแกว่งตัวรุนแรงเกินจริง
Oracle ชี้ให้เห็นว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่งมาก รายได้ Cloud Infrastructure โตถึง 84% และ backlog สัญญา AI ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นี่คือสัญญาณว่าการลงทุนใน AI ยังเป็นเมกะเทรนด์ที่บริษัทเทคฯ ทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจมหภาคจะเป็นอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้โฟกัสที่พื้นฐานของสินทรัพย์ที่ถือ ไม่ตัดสินใจซื้อขายตามอารมณ์หรือข่าวระยะสั้น กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท และพิจารณาสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ในพอร์ตด้วย การมีที่ปรึกษาทางการเงินที่เชื่อถือได้จะช่วยให้การตัดสินใจมีวินัยมากขึ้น
ตลาดการเงินโลกในช่วงนี้คือบทเรียนที่มีค่าสำหรับทุกคนที่สนใจการลงทุน ราคาน้ำมันดิบที่แกว่งตัวรุนแรง ดัชนี S&P 500 ที่หาจุดสมดุลไม่เจอ และสัญญาณที่สับสนจากทำเนียบขาว ล้วนเตือนเราว่าตลาดในยุคข้อมูลข่าวสารเคลื่อนตัวเร็วกว่าเหตุผลเสมอ
แต่ท่ามกลางความวุ่นวาย Oracle พิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและอยู่ในกระแสที่ถูกต้องยังสามารถสร้างมูลค่าได้ นี่คือเหตุผลที่การมองภาพรวม เข้าใจบริบท และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน สำคัญกว่าการไล่ตามข่าวทุกวินาที
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ