ตลาดหุ้นเอเชียเขียวทั้งกระดาน! ทรัมป์เดินเกมบุกฮอร์มุซ ทุบน้ำมันร่วง-ดันหุ้นรีบาวด์แรง
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

ตลาดหุ้นเอเชียเขียวทั้งกระดาน! ทรัมป์เดินเกมบุกฮอร์มุซ ทุบน้ำมันร่วง-ดันหุ้นรีบาวด์แรง

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-10

ลองนึกภาพว่าคุณตื่นมาเช้าวันอังคาร เปิดพอร์ตการลงทุนขึ้นมา แล้วพบว่าดัชนีหุ้นในตลาดเอเชียพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งภูมิภาค ทั้งที่เมื่อวานยังดูเหนื่อย นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเช้าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา


ตลาดหุ้นเอเชียพลิกกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นำโดย Kospi (ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้) ที่พุ่งขึ้นเกือบ 6% และ Nikkei 225 (ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น) ที่บวกกว่า 1,600 จุด แรงผลักดันสำคัญมาจากถ้อยคำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณสองเรื่องพร้อมกัน ทั้งความเป็นไปได้ที่จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และการบอกว่า "สงครามใกล้จะจบแล้ว"


ทำไมข่าวเดียวถึงทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ขนาดนี้? และนักลงทุนควรตีความสัญญาณเหล่านี้อย่างไร? บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจทุกมิติของเหตุการณ์นี้


ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับราคาน้ำมันโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมตลาดหุ้นถึงขยับแรงขนาดนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางน้ำแคบ ๆ ที่กั้นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ มีความกว้างช่วงแคบที่สุดเพียงราว 33 กิโลเมตร แต่ความสำคัญของมันมหาศาลมาก เพราะน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกจำนวนมาก ต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน


ประเทศที่ส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่าน ถ้าช่องแคบนี้ถูกปิดหรือมีความขัดแย้ง ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งทันที เพราะซัพพลาย (Supply) หรืออุปทานน้ำมันจะหายไปจากตลาดโลกในทันที


ดังนั้น เมื่อทรัมป์กล่าวว่ากำลังพิจารณายึดการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดอ่านสัญญาณนี้ว่า สหรัฐฯ อาจกำลังจะเข้าควบคุมเส้นทางน้ำมันสำคัญที่สุดของโลก ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบเพราะความขัดแย้งกับอิหร่านลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งแรงกว่า 6% ในชั่วข้ามคืน


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น: ไทม์ไลน์ตลาดหุ้นเอเชีย 10 มีนาคม

เมื่อวานก่อนหน้า: ตลาดถูกแรงเทขาย

วันจันทร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมเผชิญกับแรงเทขายหนัก Kospi ปิดลบเกือบ 6% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ปิดลบเช่นกัน เพราะราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังย่อตัวอย่างหนัก


เช้าวันอังคาร 10 มีนาคม: สถานการณ์พลิกผัน

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ CBS News โดยกล่าวว่า "สงครามใกล้จะจบแล้ว เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว" พร้อมกับส่งสัญญาณเรื่องการยึดควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดฟิวเจอร์สสหรัฐฯ พลิกจากลบเป็นบวก ราคาน้ำมันดิ่งแรง และตลาดเอเชียเปิดขึ้นบวกพร้อมกัน


ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชีย: ตัวเลขที่น่าสนใจ

Kospi เกาหลีใต้: แรงฟื้นตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

ดัชนี Kospi เปิดตลาดเช้าวันอังคาร พุ่งขึ้น 311.2 จุด คิดเป็น +5.93% แตะระดับ 5,563.07 จุด ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งใหญ่หลังจากที่วันจันทร์ปิดลบเกือบ 6%


ดัชนีหุ้นขนาดเล็กอย่าง Kosdaq (คอสแด็ก) ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% เช่นกัน แสดงว่าแรงซื้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นขนาดใหญ่ แต่กระจายทั่วตลาด

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเกาหลีก็ลดตาม เศรษฐกิจของประเทศจึงได้รับผลดีโดยตรง นักลงทุนจึงแห่ซื้อหุ้นเกาหลีทันที


Nikkei 225 ญี่ปุ่น: บวก 1,663 จุด ในเช้าเดียว

ดัชนี Nikkei 225 พุ่งขึ้น 1,663.56 จุด หรือ +3.15% แตะระดับ 54,392.28 จุด โดยกลุ่มหุ้นที่นำตลาดในเช้านั้นได้แก่


กลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก (Non-ferrous Metals): เช่น อลูมิเนียม ทองแดง ซึ่งมักได้รับผลบวกจากความต้องการในภาคการผลิต


กลุ่มผลิตภัณฑ์แก้วและเซรามิก (Glass & Ceramic Products): วัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์


กลุ่มเครื่องจักร (Machinery): สะท้อนความเชื่อมั่นว่าภาคการผลิตโลกจะฟื้นตัว

ต้องเข้าใจว่าญี่ปุ่นก็นำเข้าน้ำมันเป็นหลักเช่นกัน ราคาน้ำมันที่ลดลงจึงส่งผลบวกต่อต้นทุนของบริษัทญี่ปุ่นโดยตรง ประกอบกับเงินเยน (JPY) ที่อ่อนค่าช่วงนี้ ทำให้สินค้าส่งออกของญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น


ตลาดอื่น ๆ ในเอเชีย

ไต้หวัน ดัชนี Weighted บวก +3.02% อยู่ที่ 33,080.97 จุด ตลาดไต้หวันมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเซมิคอนดักเตอร์โลก ราคาน้ำมันที่ลดช่วยลดต้นทุนการผลิตชิปได้มาก

ออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 บวก 1.35% แม้จะเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน แต่ก็ฟื้นตัวตามแรงซื้อทั่วภูมิภาค

ฮ่องกง ฟิวเจอร์สดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng Futures) อยู่ที่ 25,370 จุด ใกล้เคียงกับระดับปิดตลาดเมื่อวานที่ 25,408.46 จุด


ราคาน้ำมันโลก: ตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนทุกอย่าง

หัวใจของเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ที่ราคาน้ำมัน เพราะน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) พื้นฐานที่เชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตของทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก


ณ เวลา 7:28 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบสหรัฐ WTI (West Texas Intermediate) ปรับตัวลดลง 6.49% อยู่ที่ 88.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่ก่อนหน้านี้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว


การลดลงกว่า 6% ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถือว่าแรงมากสำหรับตลาดน้ำมัน ผลกระทบแบบลูกโซ่ที่ตามมาได้แก่ 

  • ต้นทุนการผลิตของบริษัทลดลง บริษัทในอุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง และการบินได้ประโยชน์ทันที

  • แรงกดดันเงินเฟ้อ (Inflation) ลดลง เมื่อต้นทุนพลังงานถูกลง ราคาสินค้าและบริการก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช้าลง

  • ธนาคารกลางมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เมื่อเงินเฟ้อไม่น่ากังวล ธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย

  • ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ค่าน้ำมันรถและค่าไฟฟ้าที่ถูกลงทำให้ประชาชนมีเงินเหลือใช้มากขึ้น


ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท: แรงบวกที่ข้ามมหาสมุทร

ก่อนที่ตลาดเอเชียจะเปิด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้พลิกกลับจากการขาดทุนมาปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา

S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.83% ปิดที่ 6,795.99 จุด

  • Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 1.38% ปิดที่ 22,695.95 จุด

  • Dow Jones Industrial Average (ดาวโจนส์) เพิ่มขึ้น 239.25 จุด หรือ 0.5% ปิดที่ 47,740.80 จุด

น่าสังเกตว่า Nasdaq ที่มีหุ้นเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักบวกแรงที่สุด เพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มักใช้ไฟฟ้าจำนวนมากสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เมื่อราคาพลังงานลดลง ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ก็ลดตาม


อีกจุดที่น่าสนใจคือ ดาวโจนส์เพิ่งเผชิญกับการปรับตัวลงรายสัปดาห์หนักที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี การฟื้นตัวในคืนนั้นจึงถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ แม้นักวิเคราะห์ยังเตือนให้ระวังความผันผวนที่อาจยังคงอยู่


วิเคราะห์: ทำไมถ้อยคำทรัมป์ถึงมีพลังขนาดนี้

นักลงทุนหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมแค่คำพูดของนักการเมืองคนหนึ่งถึงทำให้ตลาดทั่วโลกเคลื่อนไหวขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติของตลาดการเงิน


ตลาดซื้อขาย "ความคาดหวัง" ไม่ใช่ "ความเป็นจริง"

ตลาดการเงินเคลื่อนไหวตามสิ่งที่นักลงทุนคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อทรัมป์บอกว่า "สงครามใกล้จะจบ" ตลาดไม่ได้รอดูว่าสงครามจะจบจริงหรือไม่ แต่ตลาดเริ่มซื้อขายบนพื้นฐานของ "ความเป็นไปได้" ที่สงครามจะจบ


ผลกระทบต่อ Risk Sentiment (ความรู้สึกเสี่ยงของนักลงทุน)

เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ลดลง นักลงทุนก็กลับมา "กล้าเสี่ยง" มากขึ้น เงินทุนที่เคยหนีไปอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาล ก็ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้น ทั้งในสหรัฐฯ และเอเชีย



ความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมัน หุ้นเอเชีย และเศรษฐกิจโลก

เพื่อให้เข้าใจภาพใหญ่ ลองดูความสัมพันธ์ที่สำคัญ

ปัจจัย

เมื่อน้ำมันแพง

เมื่อน้ำมันถูก

ต้นทุนการผลิต

สูงขึ้น กำไรบริษัทลด

ลดลง กำไรบริษัทเพิ่ม

เงินเฟ้อ

เพิ่มขึ้น

ลดลง

ดอกเบี้ย

แนวโน้มขึ้น

มีพื้นที่ลด

ตลาดหุ้น

มักซึมหรือลง

มักฟื้นตัวหรือขึ้น

สกุลเงินนำเข้าน้ำมัน

อ่อนค่า

แข็งค่า

ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย หรืออินเดีย ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันลดลง เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้และตลาดหุ้นจึงได้รับผลบวกโดยตรง


สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้

เหตุการณ์นี้เปิดประเด็นหลายอย่างที่ควรจับตาดูต่อไป

1. ความชัดเจนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ถ้อยคำของทรัมป์ยังเป็นแค่สัญญาณ ไม่ใช่ข้อตกลงที่เป็นทางการ ตลาดยังต้องรอดูว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยุติลงจริงหรือไม่ และในเงื่อนไขอะไร

2. แนวทางของ OPEC+ ต่อราคาน้ำมัน OPEC+ (กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) อาจปรับลดการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันหากราคาลดต่ำเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกลับมาต่อตลาดหุ้น

3. ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ถ้าเงินเฟ้อลดลงตามราคาน้ำมัน Fed อาจมีพื้นที่ที่จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

4. ค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ค่าเงินเยนญี่ปุ่นและวอนเกาหลีใต้มักผันผวนตามราคาน้ำมันและความเสี่ยงโลก การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจะส่งผลต่อผลตอบแทนจริงของนักลงทุนต่างชาติในตลาดเอเชีย


ประโยชน์ของการติดตามข่าวหุ้นเอเชียอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับนักลงทุนที่อยากสร้างพอร์ตที่แข็งแกร่งในระยะยาว การติดตามตลาดหุ้นเอเชียอย่างสม่ำเสมอให้ประโยชน์หลายอย่าง เข้าใจวัฏจักรตลาด (Market Cycle) ได้ดีขึ้น ตลาดหุ้นเอเชียมักตอบสนองต่อข่าวสารโลกได้ก่อนตลาดยุโรปและสหรัฐฯ เพราะเปิดทำการก่อน การติดตามตลาดเอเชียจึงช่วยให้เข้าใจทิศทางตลาดโลกล่วงหน้าได้


กระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversification) ตลาดหุ้นแต่ละประเทศในเอเชียมีจุดแข็งต่างกัน ญี่ปุ่นเด่นเรื่องเทคโนโลยีและยานยนต์ เกาหลีใต้โดดเด่นเรื่องเซมิคอนดักเตอร์และเกาหลีเวฟ ไต้หวันเป็นฐานการผลิตชิปโลก การลงทุนกระจายในหลายตลาดช่วยลดความเสี่ยงได้


จับโอกาสการลงทุนในช่วงความผันผวน ช่วงที่ตลาดผันผวนแรงอย่างเหตุการณ์นี้มักสร้างโอกาสสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจปัจจัยพื้นฐาน คนที่รู้ว่า Kospi ดิ่ง 6% เมื่อวาน เพราะปัจจัยชั่วคราวอย่างราคาน้ำมัน อาจเข้าซื้อในราคาที่ดีและได้กำไรเมื่อตลาดฟื้น


บทสรุป: เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 10 มีนาคม สอนบทเรียนสำคัญให้นักลงทุนทุกคน นั่นคือตลาดการเงินโลกในปัจจุบันเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น คำพูดของผู้นำโลกคนหนึ่ง ณ เมืองหนึ่ง สามารถทำให้ตลาดหุ้นอีกฝั่งโลกเคลื่อนไหวได้ในเวลาไม่กี่นาที


ช่องแคบฮอร์มุซ ที่ดูเหมือนเป็นแค่ทางน้ำแคบ ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลับเป็นคีย์สำคัญที่ล็อกราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิต กำไรบริษัท และสุดท้ายก็คือดัชนีตลาดหุ้นทั่วเอเชียที่คุณถือพอร์ตอยู่


Kospi ที่พุ่ง 6% และ Nikkei ที่บวก 1,663 จุดในเช้าวันเดียว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของห่วงโซ่เหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่ถ้อยคำของผู้นำโลก ไปจนถึงราคาน้ำมัน ความเชื่อมั่นนักลงทุน และแรงซื้อในตลาดภูมิภาค


สำหรับนักลงทุนที่อยากรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีแพลตฟอร์มการลงทุนที่ให้ข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือที่แม่นยำถือเป็นสิ่งสำคัญ EBC Financial Group พร้อมเป็นคู่คิดให้คุณวิเคราะห์ตลาดและตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูลรองรับ เปิดบัญชีกับ EBC Financial Group วันนี้ และเริ่มติดตามโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียและทั่วโลกได้เลย


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้นเอเชียและเหตุการณ์นี้

1: ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญต่อราคาน้ำมันโลกแค่ไหน? 

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการบริโภคโลก หากช่องแคบนี้ถูกปิดหรือมีความขัดแย้ง ซัพพลายน้ำมันโลกจะหายไปในทันที ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หากความตึงเครียดลดลงหรือมีผู้ควบคุมเส้นทางนี้อย่างมั่นคง ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับลดลง


2: ทำไม Kospi ถึงฟื้นตัวแรงกว่าตลาดอื่นในเอเชีย? 

เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ เมื่อราคาน้ำมันลดลงแรง บริษัทในอุตสาหกรรมหนักและการผลิตของเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนที่ลดลง ประกอบกับวันก่อนหน้านี้ Kospi ร่วงลงเกือบ 6% ทำให้มีแรงซื้อกลับ (Rebound) สะสมอยู่มาก


3: นักลงทุนไทยควรมองเหตุการณ์นี้ยังไง? 

นักลงทุนไทยควรมองเหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาของความเชื่อมโยงระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้น ในเชิงการลงทุน ควรติดตามว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายจริงหรือไม่ เพราะถ้าความตึงเครียดกลับมา ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีก และตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยอาจได้รับผลกระทบ


4: ราคาน้ำมันที่ลดลงมีผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไร? 

ไทยนำเข้าน้ำมันเป็นหลักเช่นกัน เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยลดลง อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ และอาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนลดลงด้วย แต่ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทย เช่น ปตท. อาจได้รับผลกระทบในเชิงลบจากราคาน้ำมันที่ลดลง


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ


บทความแนะนำ
อิหร่านเดือดแต่หุ้นนิ่ง! เจาะเหตุผลทำไม S&P 500 ถึงเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในตอนนี้
หุ้นโลกดีดแรง! S&P 500 - Nasdaq ฟื้นคืนชีพ ท่ามกลางศึก 'เฟด vs ทรัมป์' ที่ยังไม่จบ
พอร์ตแตกหรือโต? เปิดกลยุทธ์รับมือ 3 ศึกใหญ่: ทรัมป์, น้ำมันพุ่ง, AI ถล่มโลก!
หยุดไม่อยู่! น้ำมันโลกพุ่งนิวไฮ วันที่ 6 ของสงครามอิหร่าน เขย่าขวัญนักลงทุน
อัปเดตราคาน้ำมันดิบขาขึ้น หนุนหุ้นพลังงานไทยฟื้นตัว น่าลงทุนหรือไม่?