ของจริงไม่ต้องพูดเยอะ! สรุปงบ S&P 500 โตทะลัก 13% ตลาดไปต่อหรือพอแค่นี้?
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ของจริงไม่ต้องพูดเยอะ! สรุปงบ S&P 500 โตทะลัก 13% ตลาดไปต่อหรือพอแค่นี้?

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-25

ถ้าพูดถึง S&P 500 หลายคนอาจนึกถึงแค่กราฟที่ขึ้นๆ ลงๆ บนหน้าจอเทรด แต่รู้หรือเปล่าว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือผลประกอบการของบริษัทชั้นนำกว่า 500 แห่งในสหรัฐฯ ที่กำลังบอกเราว่า เศรษฐกิจอเมริกาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง


บทความนี้จะพาทุกคนไปอ่านรายงาน FactSet Earnings Insight ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แบบจัดเต็ม ตั้งแต่ภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดระดับ Sector เพื่อให้นักลงทุนทุกระดับเข้าใจสถานการณ์จริงได้โดยไม่ต้องเดา และถ้าคุณกำลังมองหาช่องทางลงทุนใน S&P 500 อยู่ด้วย บทความนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้นค่ะ


S&P 500 คืออะไร และทำไมต้องติดตาม Earnings

S&P 500 คือ ดัชนีหุ้นที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Technology ไปจนถึง Healthcare และ Energy ดัชนีนี้ถูกมองว่าเป็น "ตัวแทน" ของสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวม


การติดตาม Earnings (ผลประกอบการ) ของ S&P 500 จึงสำคัญมากสำหรับนักลงทุน เพราะมันบอกว่าบริษัทต่างๆ ทำเงินได้จริงหรือเปล่า เติบโตได้ตามที่คาดหรือไม่ และอนาคตข้างหน้าจะเดินไปทิศทางไหน


Earnings Season (ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ) เกิดขึ้นปีละ 4 ครั้ง ตามไตรมาส โดยช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปีคือช่วงที่บริษัทรายงานผลของไตรมาส 4 ซึ่งครอบคลุมช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม


ภาพรวม Earnings Season Q4 2025: ตัวเลขบอกอะไรบ้าง?

s&p500

ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 มีบริษัทใน S&P 500 รายงานผลจริงไปแล้ว 74% ของทั้งหมด และภาพที่ออกมาถือว่าน่าพอใจทีเดียวค่ะ


กำไร (Earnings) โตแรงเกินคาด

ตัวเลข Blended Earnings Growth (อัตราการเติบโตของกำไรแบบผสม ที่รวมทั้งผลจริงและประมาณการ) ของ S&P 500 สำหรับไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ 13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตัวเลขนี้น่าประทับใจมาก เพราะย้อนกลับไปเมื่อสิ้นปีที่แล้ว (31 ธันวาคม 2025) นักวิเคราะห์คาดกันว่ากำไรจะโตแค่ 8.3% เท่านั้น การที่ตัวเลขขยับขึ้นมาถึง 13.2% ได้ก็เพราะบริษัทจำนวนมากรายงานกำไรออกมาดีกว่าที่คาดไว้มาก

ถ้า 13.2% กลายเป็นตัวเลขจริงของไตรมาสนี้ จะนับเป็น ไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ที่ S&P 500 รายงานกำไรแบบ Double-Digit Growth (โตเป็นตัวเลขสองหลัก) ซึ่งเป็นสถิติที่หาไม่ง่ายเลยค่ะ


รายได้ (Revenue) ทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี

ด้าน Blended Revenue Growth (อัตราการเติบโตของรายได้แบบผสม) อยู่ที่ 9.0% ซึ่งสูงกว่าประมาณการ 7.8% ณ สิ้นปีอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าตัวเลขนี้เป็นผลจริง จะถือเป็น Revenue Growth สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2022 ที่เคยโต 11.0% มาแล้ว และจะเป็นไตรมาสที่ 21 ติดต่อกันที่รายได้ S&P 500 เติบโตเป็นบวกด้วย


Scorecard: บริษัทไหน Beat ได้บ้าง?

คำว่า Beat ในโลกการลงทุนหมายถึงการที่บริษัทรายงานผลจริงออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งมักส่งผลบวกต่อราคาหุ้น


ฝั่งกำไร (EPS) จากบริษัทที่รายงานไปแล้ว มี 74% ที่ EPS (กำไรต่อหุ้น) ออกมาสูงกว่าคาด อีก 6% เท่ากับคาด และ 20% ต่ำกว่าคาด ตัวเลข 74% นี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังเล็กน้อย (ค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 78% และค่าเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ 76%) แต่ที่ต้องดูควบคู่กันคือ Earnings Surprise Percentage (ขนาดของการ Beat) ซึ่งอยู่ที่ +7.2% หมายความว่าโดยเฉลี่ยบริษัทรายงานกำไรสูงกว่าคาดอยู่ที่ 7.2% ถือว่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต


ฝั่งรายได้ (Revenue) น่าสนใจกว่า เพราะมีบริษัทถึง 73% ที่รายงานรายได้จริงสูงกว่าคาด ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1 ปี (71%), ค่าเฉลี่ย 5 ปี (70%) และค่าเฉลี่ย 10 ปี (66%) ทุกช่วง และ Revenue Surprise Percentage อยู่ที่ +1.6% ซึ่งดีกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ +1.4% ด้วย


เจาะลึก Sector ไหนโตแรง ใครถดถอย?

1. Information Technology (เทคโนโลยีสารสนเทศ) โต 30.7%

IT คือแชมป์อย่างไม่มีข้อสงสัย ทุก 6 อุตสาหกรรมย่อยล้วนเติบโตหมด นำโดยกลุ่ม Semiconductors (ชิปเซมิคอนดักเตอร์) ที่โตถึง 49% ตามมาด้วย Electronic Equipment 34%, Software 28% และ Technology Hardware 18%

บริษัทหลักที่ขับเคลื่อน ได้แก่ Apple ที่รายงานรายได้จริง 143.76 พันล้านดอลลาร์ (เกินคาดที่ 138.39 พันล้าน), Microsoft ที่ 81.27 พันล้าน (เกินคาดที่ 80.31 พันล้าน) และ Super Micro Computer ที่รายได้จริง 12.68 พันล้าน (เกินคาด 10.42 พันล้าน)


2. Industrials (อุตสาหกรรม) โต 26.0%

นี่คือตัวเซอร์ไพรส์ที่สุดของไตรมาสนี้ เพราะ ณ สิ้นปี นักวิเคราะห์คาดว่า Sector นี้จะกำไร "ลดลง" 0.3% แต่กลับพลิกกลับมาโต 26.0% ได้ ตัวการหลักคือ Boeing ที่รายงาน EPS จริง 9.92 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับที่คาดว่าจะขาดทุน 0.44 ดอลลาร์ และ GE Vernova ที่รายงาน EPS 13.48 ดอลลาร์ เทียบกับคาดที่ 2.93 ดอลลาร์


อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าตัวเลขของ Boeing รวมกำไรพิเศษจากการขายกิจการ 9.6 พันล้านดอลลาร์ด้วย ถ้าตัด Boeing ออก Sector นี้จะกลายเป็นกำไรลดลง 1.1% แทน


3. Communication Services (บริการสื่อสาร) โต 13.6%

เพิ่มขึ้นมากจากประมาณการ 6.2% ณ สิ้นปี ขับเคลื่อนหลักโดย Alphabet (บริษัทแม่ Google) ที่ EPS เพิ่มจาก 2.15 ดอลลาร์ปีก่อนเป็น 2.82 ดอลลาร์ และ Meta Platforms ที่ EPS 8.88 ดอลลาร์ เกินคาดที่ 8.21 ดอลลาร์ น่าสังเกตว่าถ้าตัด Alphabet ออก Sector นี้จะเหลือเติบโตแค่ 4.2% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า Alphabet มีอิทธิพลมหาศาลต่อภาพรวม Sector นี้


4. Financials (การเงิน) โต 9.2%

เพิ่มขึ้นจากประมาณการ 6.4% ณ สิ้นปี นำโดย Goldman Sachs ที่ EPS 14.01 ดอลลาร์ เทียบกับคาด 11.70 ดอลลาร์, Allstate ที่ 14.31 ดอลลาร์ เทียบกับคาด 9.83 ดอลลาร์ และ Travelers Companies ที่ 11.13 ดอลลาร์ เทียบกับคาด 8.80 ดอลลาร์


Sector ที่กำไรลดลง

Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือย) ลดลง 1.0% กลุ่มนี้กดดันโดย Household Durables (เครื่องใช้ในบ้านทนทาน) ที่ลดลง 34% และ Automobiles ที่ลดลง 24% แม้จะมีบางกลุ่มย่อยอย่าง Hotels, Restaurants & Leisure ที่ยังโตได้ 17%


Energy (พลังงาน) ลดลงทั้งกำไรและรายได้ สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ร่วงลง 16% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยใน Q4 2025 อยู่ที่ 59.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจาก 70.09 ดอลลาร์ใน Q4 2024


Net Profit Margin: ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ) ของ S&P 500 สำหรับ Q4 2025 อยู่ที่ 13.2% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดที่ FactSet เคยบันทึกมาตั้งแต่เริ่มติดตามข้อมูลในปี 2009 เลยค่ะ เปรียบเทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า (Q3 2025) ที่ 13.1%, ช่วงเดียวกันปีก่อน (Q4 2024) ที่ 12.7% และค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 12.1% ตัวเลขนี้บ่งบอกว่าบริษัทใน S&P 500 กำลังบริหารต้นทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และสามารถแปลงรายได้เป็นกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


Forward Guidance: บริษัทมองอนาคตอย่างไร

Guidance คือการที่บริษัทออกมาบอกล่วงหน้าว่าคาดว่าผลประกอบการในไตรมาสถัดไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนควรจับตา

สำหรับไตรมาส 1 ปี 2026 มีบริษัทใน S&P 500 จำนวน 69 แห่งที่ออก EPS Guidance แล้ว แบ่งเป็น 38 บริษัทที่ออก Positive Guidance (คาดว่ากำไรจะดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด) และ 31 บริษัทที่ออก Negative Guidance (คาดว่าจะต่ำกว่าคาด)

สัดส่วน Negative Guidance อยู่ที่เพียง 45% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 58% และค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 60% อย่างมาก นั่นหมายความว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังมั่นใจในแนวโน้มกำไรของตัวเองในไตรมาสหน้าค่ะ


มองไปข้างหน้า: ประมาณการกำไรปี 2026

S&P 500

นักวิเคราะห์คาดว่า S&P 500 จะรายงานกำไรเติบโต 14.4% และรายได้เติบโต 7.5% สำหรับทั้งปี 2026

แยกเป็นรายไตรมาสได้ดังนี้

Q1 2026: กำไรโต 11.1%, รายได้โต 8.7%

Q2 2026: กำไรโต 14.9%, รายได้โต 7.9%

Q3 2026: กำไรโต 15.6%, รายได้โต 7.3%

Q4 2026: กำไรโต 15.0%, รายได้โต 7.4%


Sector ที่คาดว่ากำไรจะโตแรงสุดใน Q1 2026 ได้แก่ Information Technology (38.4%), Materials (24.8%) และ Financials (14.9%)


Sector ที่คาดว่ากำไรจะลดลงใน Q1 2026 ได้แก่ Energy (-9.9%), Health Care (-8.8%) และ Communication Services (-2.5%)


Valuation: ตลาดยังแพงอยู่ไหม?

Forward P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า ซึ่งใช้ประมาณการกำไรใน 12 เดือนข้างหน้า) ของ S&P 500 ปัจจุบันอยู่ที่ 21.5 เท่า ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 20.0 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.8 เท่า


อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ลดลงจาก 22.0 เท่า ณ สิ้นปี เพราะ Forward EPS Estimate ปรับตัวขึ้น 2.2% ขณะที่ราคาดัชนีลดลงเล็กน้อย 0.2% แสดงว่า Valuation ที่ถูกลงไม่ได้มาจากหุ้นตก แต่มาจากประมาณการกำไรที่ปรับขึ้นเร็วกว่าราคา

Bottom-Up Target Price (ราคาเป้าหมายรวมจากการประมาณการของนักวิเคราะห์ทุกคน) สำหรับ S&P 500 อยู่ที่ 8,254.81 จุด สูงกว่าราคาปัจจุบันถึง 20.8% นักวิเคราะห์โดยรวมยังมองว่าตลาดมี Upside (โอกาสปรับตัวขึ้น) อีกมาก


Sector ที่มี Upside สูงสุด: Information Technology (+31.6%), Communication Services (+25.3%) และ Consumer Discretionary (+23.2%)


สรุปและแรงบันดาลใจสำหรับนักลงทุน

Earnings Season ของไตรมาส 4 ปี 2025 บอกเราชัดเจนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ และบริษัทชั้นนำใน S&P 500 ยังเดินหน้าต่อได้อย่างมีพลัง แม้จะมีความกังวลเรื่อง Valuation ที่สูง และบางภาคส่วนที่เผชิญแรงกดดัน แต่ภาพรวมยังเป็นบวกอย่างชัดเจน


สามจุดที่ควรจำจากรายงานฉบับนี้คือ

  • หนึ่ง กำไรโต 13.2% คือไตรมาสที่ 5 ติดต่อกันที่โตแบบ Double-Digit ซึ่งบริษัททำได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขคาดการณ์

  • สอง Net Profit Margin ที่ 13.2% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แปลว่าบริษัทต่างๆ บริหารต้นทุนได้ดีขึ้นกว่าเดิม

  • สาม Guidance สำหรับไตรมาสหน้าส่วนใหญ่เป็นบวก บริษัทเองก็ยังมั่นใจในอนาคต


สำหรับนักลงทุนที่อยากมีส่วนร่วมกับการเติบโตของ S&P 500 การติดตามข้อมูล Earnings อย่างสม่ำเสมอเป็นทักษะพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ตามอารมณ์ตลาด


ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าอยากเริ่มต้นลงทุนใน S&P 500 หรืออยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรด CFD บนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ EBC Financial Group มีเครื่องมือและข้อมูลที่ช่วยให้คุณเข้าใจตลาดได้ลึกขึ้น พร้อมแพลตฟอร์มที่รองรับนักลงทุนทุกระดับ


เรียนรู้เพิ่มเติมและเริ่มต้นได้เลยที่ EBC Financial Group เพื่อให้การลงทุนของคุณอิงข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่การเดา


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ S&P 500 Earnings

1: S&P 500 คืออะไร และต่างจากดัชนีอื่นอย่างไร? 

S&P 500 คือดัชนีหุ้นที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งในสหรัฐฯ คัดเลือกโดย S&P Dow Jones Indices โดยพิจารณาจากมูลค่าตลาด สภาพคล่อง และเกณฑ์อื่นๆ ต่างจาก Dow Jones ที่มีแค่ 30 บริษัท และต่างจาก NASDAQ ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก S&P 500 จึงเป็นตัวแทนที่ครอบคลุมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้กว้างกว่า


2: Earnings Season คืออะไร และเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน? 

Earnings Season คือช่วงเวลาที่บริษัทจดทะเบียนออกมารายงานผลประกอบการอย่างเป็นทางการ เกิดขึ้นปีละ 4 ครั้ง ประมาณ 1-2 เดือนหลังสิ้นสุดแต่ละไตรมาส ช่วงที่คึกคักที่สุดคือสัปดาห์ที่ 2-4 ของเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคมของทุกปี


3: S&P 500 ซื้อยังไง? 

นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงได้ไหม? นักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนใน S&P 500 ได้หลายทาง เช่น ผ่าน ETF (กองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) ที่ติดตามดัชนี S&P 500 อย่าง SPY หรือ IVV, ผ่าน Index Fund, หรือผ่านสัญญา CFD (สัญญาส่วนต่างราคา) บนแพลตฟอร์มเทรดสากล ซึ่งแต่ละช่องทางมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ควรศึกษาให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนค่ะ


4: Forward P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยหมายความว่าหุ้นแพงเกินไปหรือเปล่า? 

Forward P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยบ่งบอกว่าตลาดให้มูลค่าต่อกำไรที่คาดไว้ในระดับที่สูง แต่ไม่ได้แปลว่าตลาดจะต้องปรับตัวลงเสมอไป บางครั้งตลาดซื้อขายที่ P/E สูงได้ยาวนานหากการเติบโตของกำไรยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม มันบ่งบอกว่าความคาดหวังของนักลงทุนอยู่ในระดับสูง และถ้ากำไรออกมาต่ำกว่าคาด ตลาดอาจตอบสนองอย่างรุนแรงได้


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
Silver ETF ให้ผลตอบแทนสูงสุด 100%: นักลงทุนควรลงทุนอย่างไร?
กองทุน QQQ ตอนนี้น่าลงทุนไหม? เจาะลึกความเสี่ยงและโอกาส
XLY ETF น่าลงทุนหรือไม่ในปี 202? สิ่งที่นักลงทุนควรรู้
จับเทรนด์ AI ทั่วโลก ผ่าน SMH ETF
FXAIX กับ VOO: กองไหนเหมาะสำหรับลงทุนใน S&P 500 — Fidelity หรือ Vanguard?