เปลี่ยน “การใช้งาน” เป็น “กำไร” ด้วย B-INNOTECH กองทุนรวม เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

เปลี่ยน “การใช้งาน” เป็น “กำไร” ด้วย B-INNOTECH กองทุนรวม เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-20

หากพูดถึงธีมการลงทุนที่แข็งแกร่งและดูดีมีอนาคตที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นการลงทุนใน กองทุนรวม ที่เน้นกลุ่ม "หุ้นเทคโนโลยี" ค่ะ เพราะวันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสสั้นๆ แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เราขาดไม่ได้ไปแล้ว ลองสังเกตดูสิครับว่าในหนึ่งวันเราใช้ชีวิตผ่านหน้าจอและระบบออนไลน์มากแค่ไหน


ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เราใช้ Google Maps นำทาง ดูวิดีโอหาความรู้บน YouTube ทำงานผ่าน Microsoft Word หรือแชร์ไฟล์ผ่านระบบคลาวด์ แม้แต่การช้อปปิ้งและจ่ายเงินผ่าน Visa หรือ Mastercard ทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น จนอาจพูดได้ว่า "เราคงอยู่ยากถ้าขาดสิ่งเหล่านี้"


นอกจากสิ่งที่เห็นชัดเจนแล้ว ยังมีเทคโนโลยีเบื้องหลังอย่าง 5G ที่เชื่อมต่อโลกให้ไร้รอยต่อ หุ่นยนต์ (Robot) ที่ช่วยผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ และ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่กำลังวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อยกระดับชีวิตเรา สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกไกลค่ะ


ทำความรู้จัก B-INNOTECH: กองทุนรวมสุดยอดนวัตกรรมไว้ในที่เดียว

กองทุนรวม

ที่มาของกองทุนนี้เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ที่ต้องการให้นักลงทุนไทยไม่ได้เป็นเพียง "ผู้ใช้งาน" เทคโนโลยี แต่สามารถเป็น "เจ้าของ" นวัตกรรมเหล่านั้นได้ด้วย จึงได้คัดสรรกองทุนระดับตำนานอย่าง Fidelity Funds – Global Technology Fund มาเป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพื่อนำจุดแข็งระดับโลกมาบริหารเงินลงทุนให้กับคุณ


Top 5 หุ้นคุณภาพในพอร์ตที่ทุกคนควรรู้จัก

1. Microsoft (MSFT)

หุ้น microsoft


Microsoft ได้เปลี่ยนผ่านตัวเองสู่ยุค AI-First อย่างเต็มตัว โดยมี Azure เป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ที่เติบโตสูง (โตกว่า 40% ในไตรมาสล่าสุด) และการนำ Copilot AI เข้าไปใส่ในทุกผลิตภัณฑ์ เช่น Microsoft 365 ทำให้บริษัทสามารถขึ้นราคาค่าบริการและสร้างรายได้จาก AI ได้จริง


จุดแข็ง: มีรายได้จากระบบสมาชิก (Subscription) ที่สม่ำเสมอ และครองตลาดซอฟต์แวร์สำนักงานเกือบ 100%

ราคาโดยประมาณ (ม.ค. 2569): $459.71 (ประมาณ 16,800 บาทต่อหุ้น)


2. Apple (AAPL)

หุ้น apple


Apple ไม่ได้ขายแค่ iPhone แต่ขาย "ความสะดวกสบาย" ผ่าน Ecosystem ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ในปี 2569 Apple เริ่มบุกตลาด Foldable iPhone (มือถือพับได้) และขยายบริการ Apple Intelligence ที่เน้นความเป็นส่วนตัว ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้อย่างดี


จุดแข็ง: ฐานลูกค้ามีความจงรักภักดีสูง (Brand Loyalty) และสัดส่วนรายได้จากภาคบริการ (Services) เช่น App Store และ iCloud เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งมีกำไรขั้นต้นสูงมาก

ราคาโดยประมาณ (ม.ค. 2569): $245 - $255 (ประมาณ 9,000 - 9,300 บาทต่อหุ้น)


3. Alphabet (GOOGL)

หุ้น google


Alphabet ประสบความสำเร็จในการพัฒนา Gemini AI เพื่อสู้ในสงคราม Search Engine และในปี 2569 นี้เองที่มูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ YouTube ยังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Connected TV Advertising ที่มีรายได้มหาศาล


จุดแข็ง: ครองส่วนแบ่งการตลาดการค้นหา (Search) และวิดีโอออนไลน์อันดับ 1 ของโลก รวมถึงมีธุรกิจอนาคตอย่าง Waymo (รถยนต์ไร้คนขับ) ที่เริ่มทำเงินได้จริง

ราคาโดยประมาณ (ม.ค. 2569): $195 - $205 (ประมาณ 7,100 - 7,500 บาทต่อหุ้น)


4. Visa (V)

กองทุนรวม


Visa ไม่ใช่ธนาคารแต่เป็น "ทางด่วน" ของข้อมูลการเงิน ในปี 2569 Visa เน้นเทคโนโลยี Agentic Commerce (AI ช่วยช้อปปิ้งและจ่ายเงินแทนเรา) และระบบความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งทำให้ Visa ยังคงเป็นตัวกลางที่ทั่วโลกไว้วางใจ


จุดแข็ง: เป็นธุรกิจแบบ Network Effect ยิ่งคนใช้เยอะ ยิ่งแข็งแกร่ง และมีต้นทุนการดำเนินงานต่ำเมื่อเทียบกับรายได้ที่ไหลเข้ามาทุกวินาที

ราคาโดยประมาณ (ม.ค. 2569): $320 - $335 (ประมาณ 11,700 - 12,200 บาทต่อหุ้น)


5. Samsung Electronics (SSNLF)

กองทุนรวม


ในปี 2569 Samsung ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด HBM4 (หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง) ซึ่งจำเป็นมากสำหรับชิปประมวลผล AI และกำลังเริ่มเดินสายการผลิตชิปขนาด 2 นาโนเมตร ที่โรงงานในรัฐเท็กซัส เพื่อท้าชิงตำแหน่งผู้นำการผลิตชิปโลก


จุดแข็ง: เป็นเพียงไม่กี่บริษัทในโลกที่เป็นผู้นำทั้งด้านการออกแบบและโรงงานผลิต (Foundry) ครอบคลุมตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงชิปประมวลผลขั้นสูง

ราคาโดยประมาณ (ม.ค. 2569): 75,000 - 80,000 วอน (ประมาณ 1,900 - 2,100 บาทต่อหุ้น)


กลยุทธ์การคัดสรรหุ้นแบบ "คุณภาพสูง" เพื่อความอุ่นใจของนักลงทุน

หลายคนอาจกังวลเรื่องความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี แต่กองทุนหลักอย่าง Fidelity Funds - Global Technology Fund ที่ B-INNOTECH ไปลงทุนนั้น มีกระบวนการคัดกรองหุ้นอย่างพิถีพิถันผ่านเกณฑ์ 3 ด้านหลัก:


  • รายได้สม่ำเสมอ: เน้นบริษัทที่มีฐานกำไรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

  • ศักยภาพการเติบโต (Growth): ต้องมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในอนาคต

  • ความได้เปรียบทางการแข่งขัน: มีเทคโนโลยีที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก


นอกจากนี้ กองทุนยังมีการบริหารแบบยืดหยุ่น โดยแบ่งหุ้นออกเป็น 3 กลุ่ม คือ Growth (นวัตกรรมนำโลก), Cyclical (เติบโตตามเศรษฐกิจ เช่น เซมิคอนดักเตอร์), และ Special Situation (หุ้นดีราคาถูกที่มีโอกาสฟื้นตัวสูง)


การลงทุนใน กองทุนรวม เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี 5G, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานใหม่ของโลกที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้กับผู้ที่มองเห็นโอกาสก่อนใคร


ที่ EBC Financial Group เราไม่ได้เป็นเพียงแค่โบรกเกอร์ แต่เราคือคู่คิดทางการเงินที่พร้อมจะเดินไปกับคุณ ด้วยมาตรฐานการบริการระดับสากลและความโปร่งใส เราพร้อมช่วยให้การเข้าถึงการลงทุนระดับโลกของคุณเป็นเรื่องง่าย มั่นคง และมีประสิทธิภาพ


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
รู้ทัน Grey Market Premium ก่อนลงทุน IPO ครั้งสำคัญ
ความหมายและความสำคัญของต้นทุนเสียโอกาส
Harmonic Patterns: ความหมาย ประเภท และการนำไปใช้ในการซื้อขาย
ทำไมราคาหุ้น IonQ พุ่งขึ้นในวันนี้? NVIDIA มีส่วนช่วย แต่ DARPA เป็นผู้นำหลัก
รูปแบบแท่งเทียน Three Inside Up เชื่อถือได้แค่ไหน?
ประเด็นที่เกี่ยวข้อง