เผยแพร่เมื่อ: 2025-03-03
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-05
Double Top คือรูปแบบกราฟกลับตัวในทิศทางขาลง ราคาวิ่งขึ้นทำจุดสูง ย่อตัวลง แล้วกลับขึ้นไปทดสอบระดับเดิมอีกครั้งแต่ไปต่อไม่ได้ ยอดทั้งสองประกอบกันเป็นรูปตัว M รูปแบบนี้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่าจุดต่ำที่อยู่ระหว่างยอดทั้งสอง ระดับนั้นเรียกว่าเส้นคอ หรือ neckline
ก่อนจะเกิดการปิดต่ำกว่าเส้นคอ สิ่งที่เห็นบนกราฟยังเป็นเพียงกรอบราคาที่ถูกปฏิเสธสองครั้งที่แนวต้านเดียวกัน คือระดับราคาที่แรงขายเอาชนะแรงซื้อได้ซ้ำ ๆ การขาดทุนส่วนใหญ่จากรูปแบบนี้เกิดจากการเข้าไม้ที่ยอดที่สอง แทนที่จะรอจังหวะทะลุเส้นคอ
Double Top เป็นสัญญาณขาลง แต่มีผลก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่าเส้นคอ ไม่ใช่ตอนแตะยอดที่สอง
เกณฑ์ที่ใช้ในงานวิจัยกำหนดให้ยอดทั้งสองอยู่ในกรอบราว 1.5% จากค่าเฉลี่ยของยอดทั้งคู่ และห่างกันอย่างน้อย 22 วันทำการบนกราฟรายวัน
งานศึกษาของ Lo, Mamaysky และ Wang พบ Double Top 2,076 ครั้งในหุ้นสหรัฐฯ ช่วงปี 1962 ถึง 1996 มากกว่ารูปแบบอื่นทุกแบบที่ถูกทดสอบ
ผลตอบแทนหลังเกิด Double Top แตกต่างจากการแจกแจงผลตอบแทนโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ Double Bottom ไม่ผ่านเกณฑ์เดียวกัน
รูปแบบที่สวยตามตำราก็ยังให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงต่ำกว่า 1:1 ได้ ต้องคำนวณตัวเลขก่อนเข้าไม้เสมอ
รูปแบบกลับตัวต้องมีแนวโน้มให้กลับ ถ้ารูปทรงเดียวกันเกิดขึ้นภายในกรอบราคาที่ออกข้าง มันเป็นเพียงขอบของกรอบเท่านั้น
ราคาทำจุดสูงใหม่ แรงซื้อหมดแรง ราคาหันลง ระดับนี้คือแนวต้านที่ถูกกำหนดขึ้น
ราคาย่อลงมาแล้วเจอแรงซื้อ จุดต่ำนี้กลายเป็นเส้นคอ
ราคากลับขึ้นไปที่ระดับใกล้เคียงเดิมแล้วไปต่อไม่ได้ ความล้มเหลวครั้งนี้คือข้อมูลสำคัญ ผู้ซื้อได้โอกาสครั้งที่สองแล้วยังผ่านแนวต้านไม่ได้
เทรดเดอร์เรียกรูปทรงนี้ว่า M pattern และเรียกภาพสะท้อนของมันซึ่งก็คือ Double Bottom ว่า W pattern
Double Top เป็นสัญญาณขาลง แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการยืนยันแล้วเท่านั้น การแตะแนวต้านสองครั้งบอกเพียงว่ามีแรงขายอยู่ตรงนั้น ไม่ได้แปลว่าแนวโน้มเปลี่ยนทิศแล้ว แนวโน้มขาขึ้นหยุดพักที่ระดับเดิมสองครั้ง ดูดซับอุปทานจนหมด แล้วไปต่อในครั้งที่สามได้บ่อย
สัญญาณขาลงปรากฏตอนราคาปิดต่ำกว่าเส้นคอ ณ จุดนั้นตลาดได้สร้างจุดสูงที่ล้มเหลวและจุดต่ำที่ต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของแนวโน้มขาลง
รูปแบบกราฟล้มเหลวมากที่สุดตั้งแต่ขั้นตอนการระบุ เพราะรูปทรงขึ้นอยู่กับสายตาของคนดู เกณฑ์ห้าข้อนี้เปลี่ยนการมองด้วยตาให้เป็นเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้
| สิ่งที่ตรวจ | สิ่งที่ต้องเห็น |
|---|---|
| ความสมมาตรของยอด | ยอดทั้งสองอยู่ในกรอบราว 1.5% จากค่าเฉลี่ยของยอดทั้งคู่ |
| ระยะเวลาระหว่างยอด | งานวิจัยบนกราฟรายวันใช้เกณฑ์อย่างน้อย 22 วันทำการ |
| แนวโน้มก่อนหน้า | มีแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจนก่อนถึงยอดแรก |
| การทะลุเส้นคอ | แท่งเทียนปิดต่ำกว่าเส้นคอ ไม่ใช่แค่ไส้เทียนแทงลงไป |
| ปริมาณการซื้อขาย | ลดลงที่ยอดที่สอง และขยายตัวตอนราคาทะลุลง |
ปริมาณการซื้อขายเป็นตัวกรองที่มีประโยชน์ที่สุดในห้าข้อนี้ และเป็นข้อที่ถูกข้ามบ่อยที่สุดเช่นกัน ดูวิธีอ่านควบคู่กับราคาได้ในคู่มืออ่านปริมาณการซื้อขาย (Volume)
แนวทางมาตรฐานมีสามส่วน จุดเข้าเกิดหลังแท่งเทียนปิดต่ำกว่าเส้นคอ หรือเข้าตอนราคาย้อนกลับมาทดสอบเส้นคอจากด้านล่าง จุดตัดขาดทุนวางเหนือยอดที่สอง เพราะการปิดกลับขึ้นไปเหนือระดับนั้นทำให้รูปแบบเป็นโมฆะ ส่วนเป้าหมายคือระยะจากยอดลงมาถึงเส้นคอ ฉายลงไปอีกเท่ากันจากเส้นคอ
สมมติหุ้นตัวหนึ่งทำจุดสูงที่ 52.00 ดอลลาร์ ย่อลงมาที่ 48.00 ดอลลาร์ แล้วขึ้นไปทำยอดที่สองที่ 51.70 ดอลลาร์ ยอดทั้งสองอยู่ในกรอบ 0.6% จากค่าเฉลี่ยของยอดทั้งคู่ ระดับแนวต้านจึงถือว่าสะอาด จากนั้นราคาปิดต่ำกว่าเส้นคอที่ 47.90 ดอลลาร์
| รายการ | ตัวเลข |
|---|---|
| ความสูงของรูปแบบ | 52.00 ลบ 48.00 เท่ากับ 4.00 ดอลลาร์ |
| เป้าหมายตามการวัด | 48.00 ลบ 4.00 เท่ากับ 44.00 ดอลลาร์ |
| จุดเข้า | 47.90 ดอลลาร์ |
| จุดตัดขาดทุน | 52.30 ดอลลาร์ |
| ความเสี่ยง | 4.40 ดอลลาร์ |
| ผลตอบแทนที่เป็นไปได้ถึงเป้าหมาย | 3.90 ดอลลาร์ |
นั่นคืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ต่ำกว่า 1:1 รูปแบบตรงตำราทุกข้อ แต่ตัวเลขยังแย่ เพราะจุดตัดขาดทุนอยู่เหนือยอดในระยะที่เกือบเท่ากับระยะไปถึงเป้าหมาย Double Top ที่กว้างแต่ตื้นมักให้ผลลัพธ์แบบนี้ การคำนวณคือสิ่งที่แยกรูปแบบที่เทรดได้จริง ออกจากรูปแบบที่แค่วาดออกมาสวย
บทความส่วนใหญ่อ้างอัตราความสำเร็จโดยไม่มีแหล่งที่มา หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดมาจากงานศึกษาของ Lo, Mamaysky และ Wang ที่ทดสอบหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1962 ถึง 1996 โดยใช้นิยามเชิงอัลกอริทึมแบบเดียวกับเกณฑ์ข้างต้น
Double Top ปรากฏ 2,076 ครั้งในกลุ่มตัวอย่างหุ้น NYSE และ AMEX มากกว่ารูปแบบอื่นอีกเก้าแบบที่ถูกทดสอบ รวมถึง Head and Shoulders ที่พบ 1,611 ครั้ง
ผลตอบแทนหลังเกิด Double Top แตกต่างจากการแจกแจงผลตอบแทนโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วน Double Bottom ที่ทดสอบด้วยวิธีเดียวกันบนหุ้นชุดเดียวกัน ไม่ให้ผลแบบนั้น
อัลกอริทึมชุดเดิมเมื่อรันบนราคาจำลองแบบ random walk ให้ Double Top ออกมา 535 ครั้ง น้อยกว่าข้อมูลจริงมาก แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่เยอะ รูปทรงที่โผล่ขึ้นมาบ่อยขนาดนี้ในข้อมูลสุ่ม คือเหตุผลที่ต้องรอการยืนยัน แทนที่จะเทรดตามรูปร่างที่เห็น
สาเหตุสี่ข้อนี้อธิบายความล้มเหลวส่วนใหญ่ได้
ไม่มีแนวโน้มก่อนหน้า รูปแบบก่อตัวที่ขอบบนของกรอบราคาที่ออกข้าง จึงไม่มีแนวโน้มอะไรให้กลับตัว
มีแค่ไส้เทียน ไม่มีการปิด ราคาแทงลงต่ำกว่าเส้นคอระหว่างวัน กระตุ้นคำสั่งเข้า แล้วปิดกลับขึ้นมาเหนือเส้น การรอราคาปิดของเซสชันตัดกรณีแบบนี้ออกไปได้จำนวนมาก
เลือกระดับผิด เส้นคออยู่เหนือโซนแนวรับใหญ่เพียงเล็กน้อย ทำให้เป้าหมายที่วัดได้ตกอยู่ในโซนนั้น การทำเครื่องหมายแนวรับ แนวต้าน บนกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าก่อน ช่วยจับปัญหานี้ได้ตั้งแต่ต้น
หลักฐานด้านโมเมนตัมอ่อน ยอดที่สองมาพร้อมปริมาณการซื้อขายที่หนา และไม่มี divergence ของโมเมนตัม การเกิด divergence บนดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) ซึ่งยอดที่สองสูงกว่าในเชิงราคาแต่ต่ำกว่าในเชิงโมเมนตัม ช่วยสนับสนุนการตั้งค่า และการไม่มีสัญญาณนี้เป็นเหตุผลให้ระมัดระวัง
สิ่งที่เรียกกันว่า fake double top มักเป็นหนึ่งในสี่ข้อนี้ และบ่อยที่สุดคือข้อที่สอง อ่านเพิ่มเติมได้ในรูปแบบกราฟที่ล้มเหลว: วิธีสังเกตการทะลุแนวต้านที่ผิดพลาด
Double Bottom คือภาพสะท้อนของ Double Top และกฎทุกข้อกลับด้านหมด ในงานศึกษาของ Lo รูปแบบนี้ไม่ได้ให้นัยสำคัญทางสถิติในระดับเดียวกับ Double Top ดูการเปรียบเทียบแบบเต็มได้ในรูปแบบ Double Top และ Double Bottom ในการเทรด
ไม่มีตัวเลขอัตราความสำเร็จที่เผยแพร่และเชื่อถือได้ ตัวเลขที่หมุนเวียนอยู่ทั่วอินเทอร์เน็ตมักไม่มีแหล่งอ้างอิง งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิของ Lo, Mamaysky และ Wang พบว่าผลตอบแทนหลังการตรวจจับ Double Top ด้วยอัลกอริทึมในหุ้นสหรัฐฯ ปี 1962 ถึง 1996 แตกต่างจากการแจกแจงผลตอบแทนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นบ่งชี้ว่ารูปแบบนี้มีข้อมูลอยู่ ไม่ได้บ่งชี้อัตราการชนะ
ขึ้นอยู่กับกรอบเวลา งานวิจัยบนกราฟรายวันกำหนดให้ยอดทั้งสองห่างกันอย่างน้อย 22 วันทำการ ส่วนบนกราฟ 15 นาที โครงสร้างเดียวกันก่อตัวจนจบได้ภายในเซสชันเดียว
ไม่ต้อง มาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบเชิงวิชาการยอมให้แต่ละยอดอยู่ในกรอบ 1.5% จากค่าเฉลี่ยของยอดทั้งคู่ ยอดที่สองจึงสูงกว่าหรือต่ำกว่ายอดแรกเล็กน้อยได้
พบได้ในทุกตลาด เพราะสะท้อนภาพผู้ซื้อที่ล้มเหลวสองครั้งที่ระดับราคาเดียวกัน มีการนำไปใช้กับCFD หุ้น คู่สกุลเงิน และ CFD ดัชนี แม้การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายจะทำได้ยากกว่าในตลาด spot forex เพราะไม่มีตัวเลขปริมาณจากตลาดกลาง
Double Top คุ้มค่าที่จะรู้จัก เพราะพบบ่อย กฎการยืนยันชัดเจนไม่กำกวม และหลักฐานว่ารูปแบบนี้มีข้อมูลอยู่จริงหนักแน่นกว่ารูปแบบกราฟส่วนใหญ่
ขั้นตอนที่เทรดเดอร์มักข้ามคือการคำนวณ รูปแบบที่ตรงตำราทุกข้อยังให้เป้าหมายที่สั้นกว่าระยะจุดตัดขาดทุนที่จำเป็นต้องใช้ได้ วัดความสูง กำหนดจุดตัดขาดทุน แล้วเทียบตัวเลขให้เสร็จก่อนที่เส้นคอจะแตก ไม่ใช่หลังจากนั้น ใครที่อยากลองคำนวณขนาดสถานะและค่า pip ก่อนวางแผน ลองใช้เครื่องมือคำนวณการเทรดของ EBC ได้ฟรี
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็นคำแนะนำ) ความคิดเห็นใด ๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำของ EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใด ๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
การซื้อขาย CFD เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากการใช้เลเวอเรจ การขาดทุนอาจมากกว่าเงินฝาก ท่านควรพิจารณาว่าเข้าใจการทำงานของ CFD และรับความเสี่ยงนี้ได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจ