เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-23
ถ้าพูดถึง "หุ้นไทย" หลายคนอาจนึกถึงดัชนี SET ที่วิ่งขึ้นลงตามข่าวเศรษฐกิจ หรืออาจเคยได้ยินว่า "หุ้นไทยไม่มีตัวดี" จนไม่อยากมองตลาดนี้อีก แต่ความจริงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยังมีบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กำไรสม่ำเสมอ และผลตอบแทนที่น่าพอใจซ่อนอยู่ หากรู้วิธีคัดเลือก
บทความนี้ไม่ได้มาแจกสูตรรวยทางลัด แต่จะพาคุณทำความเข้าใจว่า การเลือกหุ้นไทยที่ดี ต้องมองอะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในปีนี้ รวมถึงอธิบายว่าเหตุใดการมองแค่ "ดัชนีหุ้นไทย" อย่างเดียวอาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ
หุ้นไทย หรือ ตราสารทุน (Equity) ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 กระดานหลัก ได้แก่
SET (Stock Exchange of Thailand) คือกระดานหลักสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนสูง
mai (Market for Alternative Investment) คือกระดานสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโต
นักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นไทยมักมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ได้แก่ ประการแรกคือความคุ้นเคยกับธุรกิจและบริบทในประเทศ ประการที่สองคือเงินปันผล (Dividend) ที่หลายบริษัทไทยจ่ายสม่ำเสมอ และประการที่สามคือโอกาสสร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อธุรกิจเติบโต

ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index คือตัวชี้วัดภาพรวมของตลาดหุ้นไทยทั้งหมด คำนวณจากราคาตลาดของหุ้นที่จดทะเบียนทั้งหมดใน SET โดยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (Market Capitalization)
สิ่งที่ดัชนีหุ้นไทยบอกได้คือภาพรวมของความเชื่อมั่นนักลงทุน ทิศทางของเม็ดเงินจากต่างประเทศ และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม แต่สิ่งที่ดัชนีบอกไม่ได้คือคุณภาพของแต่ละบริษัทในดัชนี เพราะบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงมักมีน้ำหนักในดัชนีมาก ทำให้ภาพรวมอาจดูดีหรือแย่กว่าความเป็นจริงของบริษัทส่วนใหญ่
ข้อเท็จจริงที่นักลงทุนหลายคนมองข้ามคือ แม้ดัชนี SET จะไม่ได้วิ่งแรงเท่าตลาดต่างประเทศบางแห่ง แต่ภายใน SET ยังมีหุ้นรายตัวที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีมากในแต่ละปี การลงทุนโดยอ้างอิงดัชนีเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้พลาดโอกาสที่ซ่อนอยู่ในหุ้นรายตัว
ก่อนที่จะเปิดโพย สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรเข้าใจคือตรรกะเบื้องหลังการคัดหุ้น เพราะหุ้นที่ดีในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตเสมอไป
1. ดูกำไรสุทธิ (Net Profit) และความสม่ำเสมอ
บริษัทที่มีพื้นฐานดีมักมีกำไรสุทธิที่เติบโตหรือทรงตัวในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปี ไม่ใช่กำไรพุ่งปีเดียวแล้วหายไป
2. ดู ROE (Return on Equity) หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
ROE ที่สูงกว่า 15% ถือว่าดี บ่งบอกว่าบริษัทใช้เงินของผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. วิเคราะห์ค่า P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร
ค่า P/E บอกว่านักลงทุนยอมจ่ายเงินกี่บาทต่อกำไร 1 บาทของบริษัท หาก P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม อาจหมายถึงหุ้นถูก แต่ต้องตรวจสอบว่าไม่ได้ถูกเพราะธุรกิจกำลังถดถอย
4. ดูหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio หรือ Debt-to-Equity Ratio)
บริษัทที่มี D/E ต่ำหมายความว่ามีความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
5. พิจารณาเงินปันผล (Dividend Yield)
หุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอเป็นสัญญาณของกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการบริหารที่โปร่งใส
การคัดหุ้นที่ดีไม่ได้มาจากกระแสหรือคำแนะนำของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบด้าน ด้านล่างนี้คือ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนในปีนี้
กลุ่มพลังงานถือเป็นรากฐานของตลาดหุ้นไทยมาตลอด บริษัทในกลุ่มนี้มักมีรายได้สม่ำเสมอจากสัญญาระยะยาว ซึ่งช่วยลดความผันผวนของกำไร
ปัจจัยสนับสนุนในปี 2025 ได้แก่
ประการแรก นโยบายรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการลงทุนในพลังงานทดแทน (Renewable Energy) เปิดโอกาสให้บริษัทพลังงานไทยขยายพอร์ตการลงทุนไปยังพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ประการที่สอง ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับที่เอื้อต่อกำไร
ประการที่สาม ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ
สิ่งที่ควรระวัง คือบริษัทพลังงานบางแห่งมีการลงทุนในต่างประเทศสูง ซึ่งมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในไทยยังคงเป็นแกนหลักของดัชนีหุ้นไทย ด้วยสัดส่วนมูลค่าตลาดที่สูง
ปัจจัยสนับสนุนในปี 2025 ได้แก่
ประการแรก อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM หรือ Net Interest Margin) ของธนาคาร
ประการที่สอง สินเชื่อภาครัฐและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Investment) ขนาดใหญ่ที่กระตุ้นการปล่อยกู้
ประการที่สาม การเติบโตของธุรกิจ Digital Banking (ธนาคารดิจิทัล) ที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
สิ่งที่ควรระวัง คือคุณภาพสินทรัพย์และอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL หรือ Non-Performing Loan) ซึ่งหากสูงขึ้นจะกดดันกำไรธนาคาร
กลุ่มสุขภาพในตลาดหุ้นไทยเป็นกลุ่มที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติให้ความสนใจสูง เพราะไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)
ปัจจัยสนับสนุนในปี 2025 ได้แก่
ประการแรก จำนวนนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์จากตะวันออกกลางและเอเชียกลางที่กลับมาฟื้นตัวชัดเจน
ประการที่สอง ประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในประเทศสร้างความต้องการบริการสุขภาพระยะยาว
ประการที่สาม การขยายสาขาและบริการเฉพาะทางที่เพิ่มรายได้ต่อผู้ป่วย
สิ่งที่ควรระวัง คือค่า P/E ของหุ้นกลุ่มนี้มักสูงกว่าตลาด หมายความว่าราคาหุ้นรวมการคาดหวังการเติบโตไว้ค่อนข้างมากแล้ว
นักลงทุนจำนวนมากตัดสินตลาดหุ้นไทยจาก SET Index เพียงตัวเดียว แต่ความจริงคือดัชนีนี้ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด บริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่งจึงมีอิทธิพลต่อดัชนีอย่างมาก
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดใน SET บางแห่งอาจมีกำไรที่ลดลง แต่ราคาหุ้นยังทรงตัวได้เพราะแรงซื้อจากกองทุนรวม (Mutual Fund) ที่ต้องลงทุนตามดัชนี ในขณะที่บริษัทขนาดกลางที่มีกำไรเติบโตแข็งแกร่งกลับได้รับความสนใจน้อยกว่า
ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นไทยรายตัวโดยดูปัจจัยพื้นฐานจึงมีความสำคัญมาก แทนที่จะรอให้ดัชนีวิ่งก่อนค่อยเข้า
ความเข้าใจผิดที่ 1: "หุ้นไทยไม่มีตัวดีเลย"
ความจริงคือตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่แข็งแกร่งในหลายอุตสาหกรรม ทั้งกลุ่มพลังงาน ธนาคาร สุขภาพ อาหาร และค้าปลีก การที่ใครบางคนหาไม่เจออาจหมายความว่ายังใช้เกณฑ์คัดเลือกที่ยังไม่รัดกุมพอ
ความเข้าใจผิดที่ 2: "ลงทุนตามดัชนีก็พอแล้ว"
การลงทุนใน ETF (Exchange-Traded Fund) ที่อ้างอิงดัชนี SET เป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่ใช่ทางเดียว เพราะดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นหลายแห่งในโลก การเลือกหุ้นรายตัวที่ดีอาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
ความเข้าใจผิดที่ 3: "หุ้นถูกคือหุ้นดี"
หุ้นที่ราคาต่ำอาจถูกเพราะนักลงทุนสะท้อนปัญหาพื้นฐานของบริษัทไปแล้วในราคา ไม่ใช่ทุกหุ้นราคาต่ำที่เป็นโอกาสซื้อ
ความเข้าใจผิดที่ 4: "ดูแค่เงินปันผลสูงก็พอ"
บางครั้งเงินปันผลสูงผิดปกติอาจหมายความว่าราคาหุ้นลดลงมากเพราะปัญหาพื้นฐาน ไม่ใช่เพราะบริษัทใจดี ต้องดูควบคู่กับ Payout Ratio (อัตราการจ่ายปันผลต่อกำไร) และความยั่งยืนของกำไรด้วย
ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ขาดนักลงทุนที่รู้วิธีมองหามัน การเลือกหุ้นพื้นฐานดีต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในธุรกิจ การวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงิน และความเข้าใจในบริบทเศรษฐกิจของประเทศ
3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำในบทความนี้ ได้แก่ พลังงาน ธนาคาร และสุขภาพ ล้วนมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนที่ชัดเจน แต่การลงทุนทุกครั้งมีความเสี่ยง และผลตอบแทนในอดีตไม่ได้รับประกันอนาคต
สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เปรียบเทียบหลายแหล่ง และไม่ตัดสินใจลงทุนจากคำแนะนำเพียงแหล่งเดียว
นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มจากหุ้นในกลุ่มที่ตัวเองเข้าใจธุรกิจ เช่น กลุ่มค้าปลีก อาหาร หรือธนาคาร เพราะสามารถสังเกตผลประกอบการจากชีวิตประจำวันได้ง่าย จากนั้นค่อยดูตัวเลขทางการเงินประกอบ เช่น P/E Ratio ROE และอัตราการจ่ายเงินปันผล ก่อนตัดสินใจลงทุน
SET Index คำนวณจากราคาหุ้นทุกตัวใน SET ขณะที่ SET50 Index คือดัชนีที่คัดเฉพาะ 50 บริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงสุด SET50 จึงสะท้อนพฤติกรรมของหุ้นบลูชิป (Blue-chip) และมักใช้เป็นอ้างอิงสำหรับกองทุน ETF และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ (Derivatives)
แหล่งข้อมูลหลักที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (set.or.th) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานประจำปีของบริษัท (Annual Report) และบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาต การใช้หลายแหล่งร่วมกันจะช่วยให้มุมมองสมดุลขึ้น
ขึ้นอยู่กับระดับความรู้และเวลาที่มี หากคุณมีเวลาศึกษาและติดตามผลประกอบการรายบริษัท การเลือกหุ้นรายตัวอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่หากต้องการกระจายความเสี่ยงโดยไม่ต้องบริหารด้วยตัวเอง กองทุนรวม (Mutual Fund) หรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นไทยเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ