เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-25

กรุงเทพฯ — 25 มีนาคม 2569 : วงการทองคำไทยกลับมาคึกคักและตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดเช้านี้ด้วยการกระโดดเพิ่มขึ้นรวดเดียวถึง 2,400 บาท ส่งผลให้ทองรูปพรรณทะยานแตะระดับ 71,500 บาท ท่ามกลางกระแสการรีบาวด์ของราคา Gold Spot ในตลาดเอเชียที่พยายามยืนเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ ทว่าหนักวิเคราะห์ยังเตือน "อย่าเพิ่งวางใจ" เพราะเงาของตลาดหมียังคงทอดตัวยาวอยู่เบื้องหลัง
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นแรงในเช้าวันนี้ (ตามสัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) คือกระแสข่าวความคืบหน้าด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยฝั่งสหรัฐฯ กำลังเร่งเดินหน้าเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านในพื้นที่ความขัดแย้ง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์จาก Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุว่าข่าวนี้เป็นตัวช่วยหนุนให้ราคาทองคำรีบาวด์สูงขึ้นเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง หลังจากที่ทองคำถูกเทขายอย่างหนักหน่วงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนร่วงลงไปเกือบ 10% ซึ่งเป็นสถิติการร่วงที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011
วิเคราะห์ XAUUSD: จุดเปลี่ยนสำคัญและกลยุทธ์การรับมือ
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามกราฟ XAUUSD หรือราคาทองคำโลก สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นจุดวัดใจที่สำคัญมาก แม้ราคาจะดีดตัวกลับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดของวัน แต่การที่ XAUUSD ยังไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญในโซน 4,600-4,650 ดอลลาร์ขึ้นไปได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้การรีบาวด์ครั้งนี้อาจเป็นเพียงการพักตัวเพื่อลงต่อตามปัจจัยทางเทคนิค
ข้อแนะนำสำหรับนักลงทุน:
สายเก็งกำไรระยะสั้น (Day Trade): ควรเน้นการเข้าซื้อตามรอบรีบาวด์และตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่เข้มงวด เนื่องจากความผันผวนจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ราคาสวิงได้แรงและเร็ว
สายสะสมระยะยาว (DCA/Long-term): หากราคายังไม่หลุดแนวรับสำคัญในระดับถัดไป อาจพิจารณาแบ่งไม้เข้าซื้อเพื่อสะสมเพิ่ม แต่ควรสำรองเงินสดไว้เผื่อกรณีดอลลาร์แข็งค่ากดดันราคาให้ปรับฐานลงไปลึกกว่านี้
การบริหารความเสี่ยง: ในสภาวะที่ทองไทยพุ่งแรงกว่าตลาดโลกจากค่าเงินบาทที่ผันผวน นักลงทุนควรพิจารณา Spread หรือส่วนต่างราคารับซื้อ-ขายออกให้ดีก่อนทำรายการ

แม้ราคาในไทยจะดูพุ่งแรง แต่หากมองไปที่ตลาดโลก ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันมหาศาลจาก 2 ปัจจัยหลัก:
The Power of Dollar: ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นถึง 3% นับตั้งแต่เริ่มมีความขัดแย้ง และปรับขึ้นอีก 0.5% ในวันนี้ ทำให้ทองคำซึ่งตั้งราคาเป็นดอลลาร์ดู "แพงเกินไป" สำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น
อัตราดอกเบี้ยที่ค้างสูง: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield) อายุ 10 ปี ยังคงพุ่งเหนือระดับ 4.384% เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่มีสัญญาณที่จะลดดอกเบี้ยแบบรุนแรงในสภาวะเงินเฟ้อที่ยังคุมไม่อยู่ ส่งผลให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยมีความน่าสนใจลดลง
ราจัต ภัตตาชารียา นักกลยุทธ์จาก Standard Chartered ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การปรับตัวลดลงกว่า 21% จากจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ที่ $5,594 เมื่อปลายเดือนมกราคม เกิดจากรูปแบบพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบัน เมื่อตลาดเผชิญความผันผวนสูง นักลงทุนมักจะ "ขายทองคำ" เพื่อดึงสภาพคล่องออกมาใช้ชำระเงินประกัน (Margin Call) ในพอร์ตการลงทุนอื่น หรือทำกำไรในจังหวะที่ทำได้ (Take Profit) มากกว่าจะถือไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว

ถึงแม้ในระยะสั้นทองคำจะดูผันผวนและติดอยู่ในสภาวะตลาดหมี แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองบวกในระยะยาว โดยชี้ว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่าง "การขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ" และ "ความเชื่อมั่นในดอลลาร์ที่ลดลง" จนทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาสะสมทองคำเพิ่มขึ้น จะยังคงเป็นเกราะกำไรที่แข็งแกร่งให้กับราคาทองคำในอนาคต
ทองรูปพรรณ: รับซื้อ 69,084.12 บาท | ขายออก 71,500.00 บาท
ทองคำแท่ง: รับซื้อ 70,500.00 บาท | ขายออก 70,700.00 บาท
Gold Spot (XAUUSD): 4,591.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน: การปรับตัวขึ้น 2,400 บาทในวันนี้คือ "การรีบาวด์ทางเทคนิค" ในแนวโน้มขาลง นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์การเจรจาในตะวันออกกลางและค่าเงินดอลลาร์อย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเข้าสะสมในปริมาณมาก
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ