เผยแพร่เมื่อ: 2023-07-31
อัปเดตเมื่อ: 2026-07-21
ทองคำกระดาษ (Paper Gold) หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่าทองกระดาษ คือการลงทุนในทองคำที่อิงราคาทองคำจริง แต่ไม่มีการส่งมอบทองที่จับต้องได้ นักลงทุนถือครองในรูปสัญญา หน่วยลงทุน หรือยอดในบัญชีแทนทองแท่ง จึงซื้อขายได้สะดวก มีสภาพคล่องสูง และมีต้นทุนการถือครองต่ำกว่าการซื้อทองจริง
ทองคำกระดาษคือทองคำในรูปสัญญาหรือหน่วยลงทุนที่ราคาเคลื่อนไหวตามทองคำสากล ไม่ใช่ทองที่ถือไว้ในมือ
รูปแบบหลักที่คนไทยเข้าถึงได้ ได้แก่ ออมทอง กองทุนรวมทองคำและ Gold ETF โกลด์ฟิวเจอร์สบนตลาด TFEX และทองคำ CFD ในชื่อสัญญา XAUUSD
จุดเด่นคือเริ่มด้วยเงินน้อย สภาพคล่องสูง ต้นทุนถือครองต่ำ และบางรูปแบบซื้อขายได้เกือบ 24 ชั่วโมงในวันทำการ
บางรูปแบบใช้เลเวอเรจ ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและความเสี่ยงขาดทุนในสัดส่วนเดียวกัน จึงต้องบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย
ทองแท่งเหมาะกับการสะสมมูลค่าระยะยาว ส่วนทองคำกระดาษเหมาะกับการเก็งกำไรและการกระจายพอร์ตการลงทุน
คำว่าทองคำกระดาษถูกใช้ใน 2 บริบทที่ต่างกัน และเป็นจุดที่ทำให้หลายคนสับสน
ความหมายนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ค้นหา ทองกระดาษคือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ราคาเคลื่อนไหวตามราคาทองคำในตลาดโลก แต่คุณไม่ได้รับมอบทองแท่งจริง สิ่งที่คุณถือคือสัญญาหรือหน่วยลงทุนที่บันทึกไว้ในระบบ กำไรหรือขาดทุนเกิดจากส่วนต่างราคาทองที่เปลี่ยนไป
ในปี 1969 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้สร้างสิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights หรือ SDR) ขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรอง และสื่อในยุคนั้นเรียกเล่น ๆ ว่าทองคำกระดาษ เพราะทำหน้าที่เสริมทองคำในฐานะทุนสำรอง ความหมายนี้เป็นเรื่องระดับประเทศ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนรายย่อยซื้อขาย
บทความนี้จะเน้นความหมายแรก เพราะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการรู้เมื่อค้นหาคำว่าทองคำกระดาษคืออะไรหรือทองกระดาษคืออะไร
หลักการพื้นฐานเรียบง่าย คุณซื้อสัญญาหรือหน่วยลงทุนที่ผูกกับราคาทอง ผ่านธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ร้านทองที่มีบริการออนไลน์ หรือโบรกเกอร์ เมื่อราคาทองขึ้น มูลค่าที่คุณถือก็เพิ่มขึ้น เมื่อราคาลง มูลค่าก็ลดลง การทำกำไรมาจากการซื้อในราคาต่ำแล้วขายในราคาสูง โดยไม่ต้องเบิกทองจริงออกมา

จุดที่ต่างกันในแต่ละรูปแบบคือเรื่องเลเวอเรจ ผลิตภัณฑ์อย่างออมทองและกองทุนทองคำไม่มีเลเวอเรจ คุณลงเงินเท่าไรก็ถือมูลค่าทองเท่านั้น ส่วนโกลด์ฟิวเจอร์สและทองคำ CFD ใช้ระบบมาร์จิ้น คือวางเงินหลักประกันเพียงส่วนหนึ่งเพื่อควบคุมมูลค่าสัญญาที่ใหญ่กว่า ทำให้ทั้งกำไรและขาดทุนถูกขยายเทียบกับเงินที่วางไว้
ราคาทองคำที่ทองกระดาษอ้างอิงได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภาวะเงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ที่ลงทุนทองคำกระดาษจึงควรติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ
ในตลาดไทยมีทองคำกระดาษหลายรูปแบบ แต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ต่างกัน
| ประเภท | ลักษณะ | ใช้เลเวอเรจ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| ออมทอง (Gold Savings) | สะสมทองผ่านร้านทองหรือธนาคาร บันทึกเป็นน้ำหนักทอง ถอนเป็นเงินหรือรับทองจริงได้ | ไม่ | ผู้เริ่มต้นที่ต้องการสะสมระยะยาวด้วยเงินก้อนเล็ก |
| กองทุนรวมทองคำ และ Gold ETF | ลงทุนผ่านบริษัทจัดการกองทุน อิงราคาทองหรือกองทุน ETF ทองในต่างประเทศ | ไม่ | ผู้ที่ต้องการลงทุนระยะกลางถึงยาวแบบมีมืออาชีพดูแล |
| โกลด์ฟิวเจอร์ส (TFEX Gold Futures) | สัญญาซื้อขายทองล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ TFEX ของไทย | ใช่ | ผู้ที่มีความรู้เรื่องอนุพันธ์และต้องการเก็งกำไร |
| ทองคำ CFD (XAUUSD) | สัญญาส่วนต่างที่อิงราคาทองสากล ซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง | ใช่ (สูงสุด 1:500) | ผู้ที่ต้องการเทรดสั้น เก็งกำไรสองทาง และเข้าถึงตลาดโลก |
รูปแบบดั้งเดิมอีกกลุ่มหนึ่งที่จัดเป็นทองคำกระดาษได้เช่นกันคือใบรับฝากทองหรือใบสำคัญแสดงสิทธิในทอง (Gold Certificate) และบัญชีเงินฝากทองคำ ซึ่งยืนยันความเป็นเจ้าของทองโดยไม่ต้องถือทองไว้เอง
หากคุณเพิ่งเริ่มและอยากเห็นภาพรวมของการลงทุนในทองและโลหะมีค่าทั้งหมด อ่านเพิ่มได้ที่บทความ วิธีลงทุนในโลหะมีค่า และทำความเข้าใจสินทรัพย์ตัวนี้ให้ลึกขึ้นที่ ทองคำ (Gold) คืออะไร
นี่คือคำถามที่นักลงทุนไทยถามบ่อยที่สุด คำตอบสั้น ๆ คือทองแท่งให้ความรู้สึกมั่นคงเพราะจับต้องได้ ส่วนทองกระดาษให้ความคล่องตัวและต้นทุนที่ต่ำกว่า ตารางด้านล่างเปรียบเทียบให้เห็นชัด
| หัวข้อ | ทองคำจริง (ทองแท่ง หรือ ทองรูปพรรณ) | ทองคำกระดาษ |
|---|---|---|
| การถือครอง | เป็นทองที่จับต้องได้ เก็บไว้เองหรือฝากตู้เซฟ | เป็นสัญญาหรือหน่วยลงทุนที่บันทึกในระบบ |
| การเก็บรักษา | ต้องดูแลเอง มีความเสี่ยงสูญหายและต้นทุนตู้นิรภัย | ไม่ต้องเก็บรักษา ไม่มีความเสี่ยงโจรกรรม |
| สภาพคล่อง | ต้องหาผู้รับซื้อ ตรวจสอบความแท้ก่อนขาย | ซื้อขายได้รวดเร็วในตลาด |
| ต้นทุนและส่วนต่าง | มีค่ากำเหน็จและส่วนต่างราคาซื้อขายของร้านทอง | ส่วนต่างราคา (spread) มักต่ำกว่า |
| เลเวอเรจ | ไม่มี ต้องจ่ายเต็มมูลค่า | มีในบางผลิตภัณฑ์ เช่น ฟิวเจอร์สและ CFD |
| เวลาซื้อขาย | ตามเวลาทำการของร้านทองหรือตลาด | บางรูปแบบเปิดเกือบ 24 ชั่วโมงในวันทำการ |
| เหมาะกับ | สะสมมูลค่าระยะยาว ส่งต่อเป็นมรดก หรือใช้จริง | เก็งกำไรตามราคา กระจายพอร์ต และเทรดระยะสั้น |
ทั้งสองแบบไม่มีแบบไหนดีกว่ากันแบบเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ หากต้องการเก็บทองไว้ยาว ๆ หรืออยากได้ทองไว้ในมือ ทองแท่งตอบโจทย์กว่า หากต้องการทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาโดยไม่อยากแบกภาระการเก็บรักษา ทองกระดาษยืดหยุ่นกว่า นักลงทุนบางคนถือทั้งสองแบบเพื่อให้พอร์ตสมดุล
การเข้าใจทั้งสองด้านช่วยให้ตัดสินใจได้ตรงกับความต้องการจริง
เริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย ไม่ต้องมีเงินก้อนใหญ่เท่าการซื้อทองแท่ง
สภาพคล่องสูง เข้าและออกจากตลาดได้รวดเร็วตามราคาที่เห็น
ต้นทุนการถือครองต่ำ ไม่มีค่าตู้นิรภัยและไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา
บางผลิตภัณฑ์เปิดทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง และซื้อขายได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำการ
ใช้กระจายความเสี่ยงในพอร์ต เพราะทองมักเคลื่อนไหวต่างจากหุ้นในภาวะที่ตลาดผันผวน
คุณไม่ได้ถือทองจริง หากต้องการทองไว้ในมือ รูปแบบนี้ไม่ตอบโจทย์
ผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจขยายทั้งกำไรและขาดทุน การขาดทุนอาจเกิดเร็วหากไม่คุมความเสี่ยง
มีค่าธรรมเนียมที่ต้องดู เช่น สเปรด ค่าคอมมิชชั่น และค่าถือครองข้ามคืน (swap) สำหรับสัญญาที่เปิดค้างคืน
ราคาทองผันผวนตามปัจจัยเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
มีความเสี่ยงด้านผู้ให้บริการและแพลตฟอร์ม จึงควรเลือกผู้ให้บริการที่มีการกำกับดูแลชัดเจน
ทองคำ CFD เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเทรดเดอร์ เพราะราคาผูกกับทองคำสากลโดยตรงและซื้อขายได้สองทาง สัญญาทองคำมาตรฐานใช้ชื่อ XAUUSD ซึ่งหมายถึงราคาทองคำ 1 ทรอยออนซ์ เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ลองดูตัวอย่างเชิงสมมติเพื่อให้เห็นกลไก (ตัวเลขด้านล่างเป็นการสมมติเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ราคาจริงในขณะที่คุณอ่าน)
สมมติราคาทองอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และคุณเปิดสถานะซื้อขนาด 0.01 ล็อต ซึ่งเท่ากับทอง 1 ออนซ์
มูลค่าสัญญาที่คุณควบคุมคือ 1 ออนซ์ คูณ 4,000 ดอลลาร์ เท่ากับ 4,000 ดอลลาร์
หากใช้เลเวอเรจสมมติที่ 1:100 เงินหลักประกัน (margin) ที่ต้องวางคือ 4,000 หารด้วย 100 เท่ากับ 40 ดอลลาร์
ถ้าราคาขยับขึ้น 10 ดอลลาร์ (จาก 4,000 เป็น 4,010) กำไรของคุณคือ 1 ออนซ์ คูณ 10 ดอลลาร์ เท่ากับ 10 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน ถ้าราคาลง 10 ดอลลาร์ คุณจะขาดทุน 10 ดอลลาร์เท่ากัน
ตัวอย่างนี้แสดงจุดสำคัญที่สุดของการเทรดด้วยเลเวอเรจ เงินหลักประกันเพียง 40 ดอลลาร์ควบคุมมูลค่าทอง 4,000 ดอลลาร์ กำไรและขาดทุนจึงคิดจากมูลค่าเต็ม ไม่ใช่จากเงินที่วาง เลเวอเรจจึงเป็นดาบสองคมที่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ ระดับเลเวอเรจสูงสุดอยู่ที่ 1:500 แต่เลเวอเรจที่ใช้ได้จริงขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีและกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่ดูแลบัญชีของคุณ ซึ่งลูกค้ารายย่อยมักถูกจำกัดให้ต่ำกว่านั้น
สำหรับผู้ที่สนใจเทรดทองในรูปแบบ CFD สามารถดูรายละเอียดสัญญา XAUUSD และสินค้าอื่นได้ที่หน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของ EBC ซึ่งทองคำ XAUUSD มีขนาดสัญญา 100 ออนซ์ต่อ 1 ล็อต ราคาแสดงทศนิยม 2 ตำแหน่ง และเทรดได้เกือบ 24 ชั่วโมงในวันทำการ
เรื่องเวลาเป็นสิ่งที่นักเทรดทองไทยควรรู้ ตลาดทองสากลคึกคักที่สุดในช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับซ้อนกัน ซึ่งตรงกับช่วงเย็นถึงดึกของไทยราว 19:00 ถึง 24:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7) ช่วงนี้ราคามักเคลื่อนไหวแรงและมีสภาพคล่องสูง เวลาดังกล่าวอาจขยับเล็กน้อยตามช่วงปรับเวลาออมแสงของยุโรปและสหรัฐ
หากคุณเป็นมือใหม่ ลองทำตามลำดับนี้เพื่อวางรากฐานที่มั่นคง
กำหนดเป้าหมายก่อน ต้องการสะสมทองระยะยาว หรือต้องการเก็งกำไรระยะสั้น คำตอบนี้จะบอกว่ารูปแบบไหนเหมาะกับคุณ เช่น ออมทองหรือกองทุนสำหรับระยะยาว และ CFD หรือฟิวเจอร์สสำหรับการเก็งกำไร
เลือกผู้ให้บริการที่มีการกำกับดูแลชัดเจน ตรวจสอบใบอนุญาตและมาตรการดูแลเงินทุนของลูกค้า
เปิดบัญชีและเริ่มจากบัญชีเดโมก่อน เพื่อฝึกส่งคำสั่งและทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่เสี่ยงเงินจริง
วางแผนบริหารความเสี่ยงทุกครั้ง กำหนดจุดตัดขาดทุน (stop loss) และคำนวณขนาดสถานะให้เหมาะกับเงินทุน คุณใช้เครื่องมือคำนวณการเทรดเพื่อคำนวณขนาดล็อตและมูลค่าต่อ pip ได้
ติดตามปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาทอง ทั้งค่าเงินดอลลาร์ นโยบายดอกเบี้ยของ Fed ตัวเลขเงินเฟ้อ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ทองคำกระดาษเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดทองได้ง่าย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ ราคาทองผันผวนได้ตลอดเวลา และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจอาจทำให้ขาดทุนมากกว่าที่คาดไว้ในเวลาอันสั้น การเลือกผู้ให้บริการที่มีการกำกับดูแลและมีมาตรการแยกเก็บเงินลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณดูแนวทางการดูแลเงินทุนและใบอนุญาตของ EBC ได้ที่หน้าความปลอดภัยของเงินทุน
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ก่อนตัดสินใจ ควรพิจารณาเป้าหมาย ประสบการณ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง และควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาอิสระเมื่อจำเป็น
ทองคำจริงคือทองที่จับต้องได้และต้องเก็บรักษาเอง ส่วนทองคำกระดาษคือการถือทองในรูปสัญญาหรือหน่วยลงทุนที่อิงราคาทอง ไม่มีการส่งมอบทองจริง ทองกระดาษมีสภาพคล่องสูงกว่าและต้นทุนถือครองต่ำกว่า แต่ไม่ได้ให้ทองไว้ในมือ
ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ออมทองบางแห่งเริ่มได้ด้วยเงินหลักร้อยบาท กองทุนทองคำมักเริ่มที่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ส่วนทองคำ CFD เริ่มได้ด้วยขนาดสัญญาเล็กสุดที่ 0.01 ล็อต ทำให้ใช้เงินหลักประกันไม่มาก จำนวนเงินที่เหมาะสมควรอิงจากแผนบริหารความเสี่ยงของคุณ ไม่ใช่ขั้นต่ำที่ระบบกำหนด
ในไทยเข้าถึงได้หลายช่องทาง ทั้งบริการออมทองของร้านทองและธนาคาร กองทุนรวมทองคำผ่านบริษัทจัดการกองทุน โกลด์ฟิวเจอร์สในตลาด TFEX และทองคำ CFD ผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการตลาดต่างประเทศ
ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับสองส่วน ส่วนแรกคือความผันผวนของราคาทองซึ่งเป็นความเสี่ยงตามธรรมชาติของตลาด ส่วนที่สองคือความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ การเลือกผู้ให้บริการที่มีการกำกับดูแลและแยกเก็บเงินลูกค้าช่วยลดความเสี่ยงด้านนี้ได้ แต่ไม่มีการลงทุนใดปลอดความเสี่ยงจากราคา
XAUUSD คือสัญลักษณ์ราคาทองคำ 1 ออนซ์เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เป็นสัญญาทองคำมาตรฐานที่ใช้เทรดทองในรูปแบบ CFD ซึ่งเป็นทองคำกระดาษประเภทหนึ่งที่ราคาผูกกับทองสากลโดยตรง
ทองคำ CFD ซื้อขายได้เกือบ 24 ชั่วโมงในวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยมีช่วงพักสั้น ๆ ต่อวัน ช่วงที่ราคาคึกคักที่สุดคือเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับซ้อนกัน ตรงกับเวลาเย็นถึงดึกของไทยราว 19:00 ถึง 24:00 น. (GMT+7)
เรื่องภาษีขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์และช่องทางที่ลงทุน รวมถึงว่ามีการนำเงินได้เข้ามาในประเทศอย่างไร กฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา จึงควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความถูกต้องตามสถานการณ์ของคุณ
หากคุณอยากลองเทรดทองคำในรูปแบบ CFD สามารถศึกษารายละเอียดสัญญาได้ที่หน้าสินค้าโภคภัณฑ์ หรือเปิดบัญชีเทรดและทดลองบัญชีเดโมเพื่อฝึกฝนก่อนลงเงินจริง การเริ่มจากเดโมและการวางแผนความเสี่ยงคือก้าวแรกที่ดีของนักเทรดทองทุกคน
คำเตือนความเสี่ยง: การซื้อขายสัญญาส่วนต่าง (CFD) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงจากการใช้เลเวอเรจ ผลขาดทุนอาจมากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น คุณควรพิจารณาว่าเข้าใจวิธีการทำงานของ CFD และรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุน โปรดอ่านคำชี้แจงความเสี่ยงอย่างละเอียด