เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-24
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-24
แนวโน้มราคาทองจะขึ้นอีกไหม แล้วทองจะถึง 6000 ดอลลาร์จริงไหม ก่อนสิ้นปี 2569 คือคำถามสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตา หลังจากราคาทองคำสปอต (XAU/USD) ไต่ระดับกลับมาเคลื่อนไหวเหนือ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะเคยร่วงลงมาจากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,602.22 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี ท่ามกลางมุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำที่ยังคงเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ราคาทองคำปี 2569 ผันผวนสูงมาก จากจุดสูงสุด 5,602.22 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม ร่วงลงเกือบร้อยละ 30 มาต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี ก่อนไต่กลับขึ้นมาเหนือ 4,600 ดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุดของเดือนสิงหาคม
เป้าหมายราคาทองสิ้นปี 2569 จากธนาคารและสถาบันการเงินต่างกันตั้งแต่ราว 4,000 ดอลลาร์ ไปจนถึง 6,000-6,300 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดจากสมมติฐานที่ต่างกัน
หลายสถาบันปรับเป้าหมายลดลงระหว่างปี หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดในช่วงกลางปี แต่บางแห่งอย่าง JPMorgan กลับยืนยันเป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ไว้เช่นเดิม
แรงหนุนล่าสุดในเดือนสิงหาคมมาจากความกังวลด้านวินัยการคลังสหรัฐฯ หลังกระทรวงการคลังขยายวงเงินรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์และหนุนกระแส “การด้อยค่าของสกุลเงิน”
ตลาดกำลังจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดในการประชุมแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) ปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคาทองในไตรมาสสี่ของปี 2569
ตัวเลข 6,000 ดอลลาร์ไม่ใช่การคาดการณ์ที่เกินจริง แต่อาจต้องอาศัยเงื่อนไขเฉพาะจึงจะเกิดขึ้นได้ภายในสิ้นปีนี้
ราคาทองคำเปิดปี 2569 ด้วยแรงส่งจากปีก่อนหน้า ก่อนไต่ระดับขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,602.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 28 มกราคม จากนั้นราคาปรับฐานลงต่อเนื่องจนหลุดต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี คิดเป็นการปรับฐานลงราวร้อยละ 29 จากจุดสูงสุด ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่เหนือ 4,600 ดอลลาร์อีกครั้งในวันที่ 24 สิงหาคม ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ราคาปรับขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม
สิ่งที่น่าสนใจกว่าเส้นทางราคาทองรายวัน คือระหว่างที่ราคาแกว่งตัวในกรอบกว้างเช่นนี้ สถาบันการเงินรายใหญ่ของโลกกลับยังคงยึดเป้าหมายราคาสิ้นปีที่ต่างกันไว้อย่างชัดเจน แทบไม่มีท่าทีปรับมาอยู่จุดกลางแม้ราคาจะเคลื่อนไหวผ่านทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดมาแล้ว คำถามคือความต่างระดับของราคาทองนี้มาจากอะไร

ต้นปี 2569 สถาบันการเงินรายใหญ่หลายรายประกาศเป้าหมายราคาทองคำว่าจะขึ้นไปที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์หรือสูงกว่า ดอยซ์แบงค์ (Deutsche Bank) ปรับเป้าหมายขึ้นสู่ 6,000 ดอลลาร์ในวันที่ 27 มกราคม 2569 โดยอ้างอิงการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลางและนักลงทุนออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง
วันถัดมา Societe Generale ก็ปรับคาดการณ์จากเดิม 5,000 ดอลลาร์ เป็นตัวเลขที่สูงกว่าอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงกระแสเงินไหลเข้า ETF ที่ทำให้ยอดถือครองทองคำรวมเพิ่มขึ้นกว่า 500 ตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America) ยังคงเป้าหมาย 12 เดือนที่ 6,000 ดอลลาร์มาจนถึงกลางปี
JPMorgan เป็นกรณีที่น่าสนใจที่สุด เพราะยืนยันเป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ซ้ำหลายครั้งตลอดครึ่งปีแรก แม้จะปรับลดตัวเลขราคาเฉลี่ยทั้งปีลงจาก 5,708 ดอลลาร์เหลือ 5,243 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมก็ตาม นักวิเคราะห์ของธนาคารให้เหตุผลว่าครึ่งปีแรกเป็นเพียงช่วงพักฐานทางเทคนิค ก่อนที่ดีมานด์จากนักลงทุนสถาบันและธนาคารกลางจะกลับมาเร่งตัวในครึ่งปีหลัง
เหตุผลเชิงโครงสร้างที่ฝ่ายมองบวกใช้สนับสนุนตัวเลขนี้ มีอยู่สองข้อหลัก
ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน อินเดีย ตุรกี และโปแลนด์ ยังคงซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่อง ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ยอดซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกในครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่ที่กว่า 1,100 ตัน ซึ่งสูงที่สุดในรอบสิบปี
กระแสลดสัดส่วนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งหลายสถาบันมองว่าเป็นแนวโน้มระยะยาวที่ยังไม่จบ ไม่ใช่กระแสระยะสั้น
ภาพเชิงบวกข้างต้นเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ไตรมาสสอง อย่างโกลด์แมน แซกส์ (Goldman Sachs) ที่ปรับเป้าหมายขึ้นจาก 4,900 เป็น 5,400 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม กลับปรับลงมาที่ 4,900 ดอลลาร์อีกครั้งในเดือนมิถุนายน โดยอ้างเหตุผลว่ากระแสเงินไหลเข้า ETF ชะลอตัว และ Fed ตัดความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยออกจากแบบจำลองทั้งหมดสำหรับปีนี้ UBS และ Wells Fargo เดินตามทิศทางเดียวกัน ปรับเป้าหมายลงจากกรอบ 5,900-6,300 ดอลลาร์ เหลือราว 5,300-5,500 ดอลลาร์
แม้แต่ JPMorgan ซึ่งยืนยันเป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์มาตลอด ก็ยังปรับลดเป้าหมายไตรมาสสี่ลงมาอยู่ที่ราว 4,500 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม คิดเป็นการปรับลดราวร้อยละ 25 จากตัวเลขเดิม โดยอ้างเหตุผลว่าดีมานด์จากกลุ่มผู้ซื้อหลักอ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ แต่กลายเป็นว่า เมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม รายงานจาก JPMorgan กลับมาอ้างอิงตัวเลข 6,000 ดอลลาร์อีกครั้ง สะท้อนว่าแม้แต่มุมมองของสถาบันเดียวก็แกว่งไปมาได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ตามข้อมูลใหม่ที่ทยอยเข้ามาแต่ละสัปดาห์
ปัจจัยร่วมที่ทุกสถาบันฝั่งนี้อ้างถึงคือท่าทีของ Fed ที่แข็งกร้าวขึ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่อ่อนแรงพอจะกระตุ้นการลดดอกเบี้ย และแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปี
ความต่างของเป้าหมายราคาทองคำ 4,000 ดอลลาร์กับ 6,300 ดอลลาร์ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในทางปฏิบัติ ตัวเลขเหล่านี้มักตอบคำถามคนละข้อ นักเทรดที่อ่านข่าวคาดการณ์ราคาทองควรตรวจสอบ 3 จุดต่อไปนี้ก่อนนำตัวเลขไปใช้
ยกตัวอย่างตัวเลข 6,300 ดอลลาร์ของ JPMorgan บางครั้งอ้างอิงเป้าหมายสิ้นปี 2569 บางครั้งอ้างอิงกรอบเวลาที่ยาวกว่านั้น ขณะที่ตัวเลข 8,000-8,500 ดอลลาร์ที่มีการพูดถึงเป็นเป้าหมายปี 2573 ไม่ใช่ปีนี้ การนำตัวเลขคนละกรอบเวลามาเปรียบเทียบกันโดยตรงทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย
เบสเคส (base case) คือ ราคาไปในแนวโน้มปกติที่คาดการณ์ไว้ ส่วนบลูเคส (bull case) คือ ราคาพุ่งแรงแบบไม่มีแนวต้านเดิมขวางอยู่ รายงานของธนาคารส่วนใหญ่ให้ตัวเลขสามระดับ แต่สื่อมักหยิบเฉพาะตัวเลขที่สูงที่สุดไปพาดหัว เช่น UBS มีเป้าหมายฐานที่ 5,500 ดอลลาร์ แต่มีสถานการณ์ขาขึ้นที่ 7,200 ดอลลาร์หากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตารางคาดการณ์ของธนาคารเดียวกันอาจเปลี่ยนไปสามหรือสี่ครั้งภายในปีเดียว กรณีของ JPMorgan เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือยืนยัน 6,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ปรับลงเหลือ 4,500 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ก่อนกลับไปอ้างอิงตัวเลขเดิมอีกครั้งในเดือนสิงหาคม การตรวจสอบวันที่เผยแพร่จึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวเลขราคาเอง
ทิศทางราคาทองในไตรมาสสี่ของปี 2569 จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 5 ข้อ ได้แก่
ถ้อยแถลงของประธานเฟดในการประชุม Jackson Hole 2026 ที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์นี้ ตลาดรอฟังสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี หากน้ำเสียงออกไปทางผ่อนคลายมากขึ้น ราคาทองมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนเพิ่ม
ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ Core PCE เดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นดัชนีเงินเฟ้อหลักที่เฟดใช้ประกอบการตัดสินใจ
ความเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว หากมีการขยายวงเงินเพิ่มเติมตามที่รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ส่งสัญญาณไว้ ความกังวลเรื่องวินัยการคลังและการด้อยค่าของสกุลเงินดอลลาร์อาจยังคงเป็นแรงหนุนราคาทองต่อเนื่อง
สถานการณ์คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน หากราคาพลังงานปรับขึ้น อาจกดดันเงินเฟ้อและลดพื้นที่ให้เฟดผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลสองทางต่อทองคำ
แรงซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นดีมานด์เชิงโครงสร้างที่ค่อนข้างมั่นคงและไม่อ่อนไหวต่อความผันผวนรายวันเท่ากับดีมานด์จากนักลงทุนรายย่อยหรือกองทุนเก็งกำไร
ช่องว่าง 2,000 ดอลลาร์ระหว่างเป้าหมายราคาทองต่ำสุดกับสูงสุดของสถาบันการเงินรายใหญ่ส่งผลต่อน้ำหนักความเชื่อมั่นในกลยุทธ์การเทรดโดยตรง การคาดการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ ทำให้การเปิดสถานะเทรดทองคำขนาดใหญ่ในแนวโน้มราคาทองทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าราคาทองจะขึ้นหรือลง มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
สิ่งที่นักเทรดทำได้ คือ ใช้ตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำที่สถาบันต่าง ๆ ระบุไว้เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับ Take Profit และ Stop Loss หลายระดับ แทนที่จะยึดตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเป็นเป้าหมายเดียว ตัวอย่างเช่น หากราคาทองคำเคลื่อนไหวหลุดกรอบ 4,200-4,900 ดอลลาร์ไปทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน อาจถือเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเทน้ำหนักไปทางสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งมากขึ้น
ทองคำในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เทรดหลักบนแพลตฟอร์มของ EBC ซึ่งนักเทรดก็สามารถเปิดบัญชีเริ่มเทรดและเข้าถึงกราฟ XAUUSD แบบเรียลไทม์ผ่าน MT4 หรือ MT5 พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคประกอบการตัดสินใจ
ยังไม่เคย จุดสูงสุดตลอดกาลของราคาทองคำสปอตอยู่ที่ 5,602.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569
สาเหตุหลักมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ ทั้งด้าน GDP และการจ้างงาน ทำให้ Fed คงท่าทีแข็งกร้าวและไม่มีทีท่าจะลดดอกเบี้ย ประกอบกับแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปี และเงินไหลออกจากกองทุน ETF ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน
ทำไมราคาทองถึงกลับมาพุ่งขึ้นเหนือ 4,600 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ปัจจัยหลักคือการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายวงเงินรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างไม่คาดคิด ซึ่งกดดันดัชนีดอลลาร์ให้อ่อนค่า ประกอบกับความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ที่อาจกระทบอุปทานน้ำมัน ทำให้นักลงทุนหันมาถือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
ตัวเลขคาดการณ์เป็นการประเมินภายใต้สมมติฐานชุดหนึ่ง ณ เวลาที่เผยแพร่ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว หลักฐานจากปี 2569 แสดงให้เห็นว่าธนาคารรายใหญ่หลายแห่งปรับเป้าหมายลงมากถึง 1,000-1,800 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึงหกเดือน จึงไม่ควรติดตามตัวเลขจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งเพียงแห่งเดียว
ควรมองเป็นสถานการณ์สมมติสำหรับวางแผนความเสี่ยง ไม่ใช่คำทำนายที่แน่นอน การกำหนดขนาดสถานะ จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายทำกำไรของตนเองยังคงเป็นปัจจัยที่นักเทรดควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าราคาทองปลายปี 2569 จะออกมาใกล้ 4,000 ดอลลาร์หรือ 6,000 ดอลลาร์ก็ตาม