ไม่ใช่แค่ก๊าซ! สงครามอิหร่านเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก 5.5% อุตสาหกรรมไหนคือ "ผู้ชนะ" ที่ซ่อนอยู่?
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

ไม่ใช่แค่ก๊าซ! สงครามอิหร่านเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก 5.5% อุตสาหกรรมไหนคือ "ผู้ชนะ" ที่ซ่อนอยู่?

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-03-16

ถ้าคุณคิดว่าสงครามในตะวันออกกลางจะกระทบแค่ราคาน้ำมันที่ปั๊ม คุณอาจกำลังมองข้ามความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นมากอยู่


ความขัดแย้งของอิหร่านที่ยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมที่วิ่งทะลุผ่านทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ชิปคอมพิวเตอร์ในไต้หวัน ไปจนถึงเตาทำอาหารในอินเดีย และบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางในฝรั่งเศส ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงแล้วกว่า 5.5% และกำลังปิดเดือนด้วยผลตอบแทนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022


บทความนี้จะพาคุณ "มองทะลุชั้นแรก" ของผลกระทบ เพื่อให้คุณเห็นภาพว่าเงินของคุณกำลังอยู่ในจุดเสี่ยงหรือจุดโอกาส และจะปรับพอร์ตอย่างไรให้รอดในสภาวะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนักแบบนี้


ภาพรวมที่น่ากังวล: ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญอะไรอยู่?

ตั้งแต่ความขัดแย้งในอิหร่านปะทุขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในตลาดหุ้นทั่วโลกคือการที่นักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงใหม่หมด หรือที่เรียกว่า "War Premium Repricing" (การกำหนดราคาใหม่จากความเสี่ยงสงคราม)


Hebe Chen นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Vantage Global Prime อธิบายไว้ชัดเจนว่า สิ่งที่เริ่มต้นเป็นแค่ช็อคด้านพลังงานในวงจำกัด กำลังแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ เหมือนมะเร็ง ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานอีกต่อไปแล้ว


ผลกระทบที่ตามมาชัดเจนมาก ได้แก่

ตลาดเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในบรรดาตลาดหุ้นทั่วโลก

ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ถูกเลื่อนออกไปจนถึงกลางปี 2027 จากเดิมที่คาดว่าจะเร็วกว่านี้มาก


เงินเฟ้อมีสัญญาณกลับมา เนื่องจากต้นทุนพลังงานพุ่งสูง

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่วางแผนพอร์ตระยะยาว การเข้าใจว่าอุตสาหกรรมไหนกำลัง "ร่วง" และไหนกำลัง "รวย" จากวิกฤตครั้งนี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย


ชิปเซมิคอนดักเตอร์: เมื่อฮีเลียมกลายเป็นจุดอ่อนของโลก

คุณอาจสงสัยว่าชิปเซมิคอนดักเตอร์เกี่ยวอะไรกับสงครามอิหร่าน คำตอบอยู่ที่ก๊าซชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามอยู่ นั่นคือ ฮีเลียม


โรงงาน LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ขนาดใหญ่ของกาตาร์ที่ถูกโดรนของอิหร่านโจมตีนั้น ทำให้กำลังการผลิตฮีเลียมของโลกหายไปถึง หนึ่งในสาม ตามการประเมินของ Bloomberg Economics ฮีเลียมถูกใช้ในกระบวนการผลิตชิปเป็นทั้งก๊าซหล่อเย็นและสร้างบรรยากาศปลอดการปนเปื้อน และที่แย่กว่านั้นคือยังไม่มีตัวแทนที่ใช้แทนกันได้โดยตรง


ผลที่ตามมาในตลาดหุ้นทั่วโลกมีดังนี้

Philadelphia Stock Exchange Semiconductor Index (ดัชนีหุ้นชิปของสหรัฐฯ) ร่วงไปแล้วกว่า 5%

Samsung Electronics และ SK Hynix จากเกาหลีใต้ รวมถึง TSMC จากไต้หวัน ต่างปรับตัวลงในทิศทางเดียวกัน

ในทางกลับกัน Linde India ผู้ผลิตฮีเลียม กลับพุ่งสวนกระแส

แม้ UBS และ Jefferies จะมองว่าผลกระทบระยะสั้นยังพอจำกัดได้ โดย TSMC ระบุว่ามีสต็อกฮีเลียมสำรองราว 6 เดือน แต่ Gary Tan จาก Allspring Global Investments ชี้ว่าตลาดยังมองข้ามความเสี่ยงนี้อยู่มาก เพราะโรงงานผลิตชิปใช้พลังงานมหาศาล และทั้งไต้หวันกับเกาหลีใต้ต่างพึ่งพา LNG อย่างหนัก


อาหารและการขนส่ง: เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนคาดไม่ถึง

ใครจะคิดว่าสงครามในตะวันออกกลางจะทำให้แอปส่งอาหารในอินเดียราคาหุ้นดิ่ง แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว อินเดียนำเข้าก๊าซจากตะวันออกกลางเป็นหลัก การขาดแคลนก๊าซที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทำให้ร้านอาหารทั่วอินเดียต้องตัดเมนูและลดชั่วโมงทำการ ผลลัพธ์ตรงไปยังหุ้นของ Zomato, Swiggy และ Jubilant Foodworks ที่ต่างร่วงหนักตามกัน แต่ในวิกฤตนี้กลับมีผู้ได้ประโยชน์อย่างไม่คาดคิด ผู้ผลิตเตาไฟฟ้าอย่าง TTK Prestige และ Stove Kraft มีราคาหุ้นพุ่งขึ้น เพราะผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้เตาไฟฟ้าแทนก๊าซ


ในฝั่งสหรัฐฯ Uber, DoorDash และ Lyft ก็ไม่รอดพ้น Bloomberg Intelligence ชี้ว่าต้นทุนน้ำมันเป็นค่าใช้จ่ายผันแปรที่ใหญ่ที่สุดของคนขับ ดังนั้นเมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนการให้บริการก็สูงตาม และกดดันผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้โดยตรง


รถยนต์: Ford โดนเต็มๆ Toyota และ Hyundai สะเทือนจากตะวันออกกลาง

ในกลุ่มรถยนต์ Ford Motor ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะ Bloomberg Intelligence ระบุว่ารายได้ส่วนใหญ่ของ Ford มาจากรถกระบะที่กินน้ำมันมาก เมื่อน้ำมันแพง ผู้บริโภคย่อมลังเลที่จะซื้อ

ฝั่งเอเชีย Toyota และ Hyundai ต้องเผชิญกับยอดขายในตะวันออกกลางที่ลดลง โดยภูมิภาคนี้คิดเป็น 17% ของยอดขายรวมของ Toyota และ 10% ของ Hyundai ตาม Bernstein ผลที่ออกมาชัดเจนมาก คือหุ้น Hyundai ดิ่งลงถึง 23% ในเดือนนี้ ส่วน Toyota ลดลง 12%

และยังมีมิติที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับรถยนต์จีน เพราะตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปลายทางส่งออกที่สำคัญสำหรับแบรนด์อย่าง SAIC, Chery และ Great Wall ถ้าช่องแคบ Hormuz (ฮอร์มุซ) ปิดตัว ต้นทุนโลจิสติกส์จะพุ่งและการส่งมอบจะล่าช้า กระทบยอดขายรถจีนในภูมิภาคโดยตรง


ค้าปลีกและเสื้อผ้า: ปัญหามาสองทางพร้อมกัน

ในภาคค้าปลีก ความเจ็บปวดมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ได้แก่

  • ต้นทุนการกระจายสินค้าสูงขึ้น เพราะน้ำมันแพง

  • กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง เพราะเงินถูกดูดออกไปที่ปั๊มน้ำมัน

  • หุ้นแบรนด์ดังอย่าง Lululemon, Nike, Macy's และ RH ต่างร่วงลงเป็นหลักสองหลักในเดือนนี้

  • ฝั่งผู้ผลิตเสื้อผ้าในจีนก็โดนเต็มๆ เช่นกัน เพราะเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์และอะคริลิกล้วนได้มาจากน้ำมัน หุ้นอย่าง Huafu Fashion และ Youngor Fashion จึงผันผวนอย่างหนัก


ปุ๋ยและเกษตร: ระเบิดเวลาที่ส่งผลถึงราคาอาหาร

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่คนมักมองข้าม Morningstar DBRS ระบุว่าวัตถุดิบสำหรับปุ๋ยโลกถึง 35% ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz เมื่อช่องแคบมีปัญหา ราคาปุ๋ยในอเมริกาเหนือคาดว่าจะพุ่งสูงตามอุปทานที่ตึงตัว ผู้ที่ได้ประโยชน์ในฝั่งสหรัฐฯ คือ Nutrien และ The Mosaic เพราะตลาดคาดว่าพวกเขาจะได้กำไรจากราคาที่สูงขึ้น


แต่ภาพในเอเชีย-แปซิฟิกตรงข้ามกันสิ้นเชิง Dyno Nobel ของออสเตรเลียร่วงลงกว่า 9% ส่วน Nufarm ก็ลดลงราว 4% ในอินเดีย สงครามทำให้การผลิตปุ๋ยในประเทศเสียหาย จนรัฐบาลต้องขอซื้อยูเรียจากจีน และหุ้น Rashtriya Chemicals & Fertilizers ก็ร่วงลงตามไปด้วย


สารเคมีและพลาสติก: โดมิโนที่ยาวกว่าที่คิด

KeyBanc Capital Markets ประเมินว่าอุปทาน เอทิลีน และ โพลีเอทิลีน (สารเคมีพื้นฐานในอุตสาหกรรมพลาสติก) ของโลกประมาณ 15% ได้รับผลกระทบโดยตรง


เมื่ออุปทานโลกตึงตัว ความต้องการสารเคมีจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น บริษัทอย่าง Dow Inc. และ LyondellBasell จึงน่าจะได้มาร์จิ้นที่ดีขึ้น ส่วนในจีน Hebei Jinniu Chemical Industry พุ่งขึ้นถึง 80% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ผลกระทบที่ตามมาเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ทั้งพลาสติก ผงซักฟอก โพลีเอสเตอร์ และสีทาบ้าน หุ้นเครื่องสำอางยุโรปอย่าง L'Oréal และ LVMH ที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างมากก็อยู่ในข่ายที่ต้องจับตา


ICICI Securities ประเมินว่าถ้าน้ำมันคงที่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทอย่าง Asian Paints จะต้องขึ้นราคาสินค้าถึง 22% เพื่อรักษามาร์จิ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่กระทบผู้บริโภคโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


พลังงานทางเลือก: กลุ่มเดียวที่ "ยิ้มออก" ในวิกฤตนี้

ท่ามกลางความโกลาหลของตลาดหุ้นทั่วโลก มีกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนในช่วงนี้ นั่นคือกลุ่มพลังงานทางเลือก เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ความต้องการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ลิเธียม และระบบจัดเก็บพลังงานก็พุ่งตาม


Goldwind Science & Technology ผู้ผลิตกังหันลม บวกขึ้นราว 10% ในเดือนนี้

Contemporary Amperex Technology (CATL) ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่ ปรับตัวขึ้นถึง 16%

นี่คือสัญญาณที่บอกว่าตลาดเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เร็วขึ้นกว่าแผนเดิมอย่างมีนัยสำคัญ


อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง: ดอกเบี้ยที่ไม่ยอมลงมาทำพิษ

สำหรับตลาดบ้านและผู้รับเหมาก่อสร้างในสหรัฐฯ ปัญหาหลักไม่ใช่น้ำมัน แต่คือดอกเบี้ยที่ไม่ยอมลง เมื่อความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed ถูกเลื่อนออกไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีก็ยืนสูง ส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยจำนองบ้าน

Truist Securities ชี้ว่าคำถามสำคัญคือผลกระทบเหล่านี้จะยาวนานแค่ไหน เพราะถ้า yield 10 ปีพุ่ง ดอกเบี้ยบ้านก็พุ่งตาม กระทบทั้งการซื้อบ้านและความเชื่อมั่นผู้บริโภค บริษัทอย่าง TopBuild, Builders FirstSource, Mohawk Industries และ Amrize ต่างอยู่ภายใต้แรงกดดันในขณะนี้


โลหะและอะลูมิเนียม: โดมิโนอีกก้อนในตลาดหุ้นทั่วโลก

อ่าวเปอร์เซียผลิตอะลูมิเนียมได้ประมาณ 9% ของโลก เมื่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าถูกกีดขวาง ราคาอะลูมิเนียมพุ่งขึ้นสู่ ระดับสูงสุดในรอบสี่ปี Norsk Hydro ยักษ์ใหญ่อะลูมิเนียมยุโรปถือหุ้น 50% ในโครงการ Qatalum และเมื่อโรงงานต้องปิดตัวแบบควบคุมในเดือนมีนาคม เพราะขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ Citigroup เตือนว่าแม้ความเสี่ยงจากการโจมตีจะคลี่คลาย ผลกระทบก็ยังจะรู้สึกได้อีกนาน เพราะโรงถลุงอะลูมิเนียมต้องใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือน กว่าจะกลับมาผลิตได้เต็มกำลัง


ในทางกลับกัน Alcoa ของสหรัฐฯ จะได้อานิสงส์จากราคาโลหะที่สูงขึ้น เพราะโรงงานถลุงของตัวเองได้รับผลกระทบจำกัด


น้ำตาลกับยางรถยนต์: สองขั้วที่น่าสนใจในอินเดีย

ในอินเดีย บริษัทน้ำตาลอย่าง Balrampur Chini Mills และ Shree Renuka Sugars กลับเป็นผู้ได้ประโยชน์ที่อาจดูแปลกตา เหตุผลคือเมื่อน้ำมันแพง อัตราค่าตอบแทนเอทานอลที่โรงงานน้ำตาลผลิตเพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงก็สูงตาม โมเดลธุรกิจนี้ทำให้น้ำตาลและน้ำมันเชื่อมโยงกันโดยตรง ในทางตรงข้าม ผู้ผลิตยางรถยนต์อย่าง Apollo Tyres และ MRF ตกอยู่ในสถานะยากลำบาก เพราะยางสังเคราะห์และสารเติมแต่งในการผลิตยางล้วนเป็น byproduct ของน้ำมันดิบ เมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง กำไรก็ถูกกัดกร่อน


สรุปภาพรวม: อุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในวิกฤตนี้

เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น นี่คือการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมตามทิศทางในวิกฤตนี้

กลุ่มที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์

  • พลังงานทางเลือก (CATL, Goldwind)

  • ผู้ผลิตสารเคมีในสหรัฐฯ (Dow Inc., LyondellBasell)

  • ผู้ผลิตปุ๋ยในอเมริกาเหนือ (Nutrien, Mosaic)

  • อะลูมิเนียมในสหรัฐฯ (Alcoa)

  • บริษัทน้ำตาลในอินเดีย (Balrampur Chini)

  • ผู้ผลิตเตาไฟฟ้า (TTK Prestige, Stove Kraft)


กลุ่มที่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดัน

  • ชิปเซมิคอนดักเตอร์ (Samsung, SK Hynix, TSMC)

  • รถยนต์ (Ford, Toyota, Hyundai)

  • ค้าปลีกและแฟชั่น (Nike, Lululemon, Macy's)

  • บริการส่งอาหาร (Uber, DoorDash, Zomato, Swiggy)

  • อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในสหรัฐฯ

  • ยางรถยนต์ในอินเดีย


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

1: สงครามอิหร่านกระทบตลาดหุ้นทั่วโลกมากแค่ไหน?

ตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงแล้วกว่า 5.5% และกำลังปิดเดือนด้วยผลตอบแทนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 โดยตลาดเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด และความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed ก็ถูกเลื่อนออกไปจนถึงกลางปี 2027


2: ทำไมชิปเซมิคอนดักเตอร์จึงได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง?

เพราะการผลิตชิปต้องพึ่งพาฮีเลียมในกระบวนการผลิต และโรงงาน LNG ขนาดใหญ่ของกาตาร์ที่ถูกโจมตีทำให้กำลังการผลิตฮีเลียมของโลกหายไปถึงหนึ่งในสาม ส่งผลให้ดัชนี Philadelphia Stock Exchange Semiconductor Index ร่วงกว่า 5% และหุ้น Samsung, SK Hynix รวมถึง TSMC ต่างปรับตัวลง


3: นักลงทุนควรปรับพอร์ตอย่างไรในสภาวะนี้?

ควรพิจารณามองหาโอกาสในกลุ่มพลังงานทางเลือก สารเคมีในสหรัฐฯ และผู้ผลิตปุ๋ยในอเมริกาเหนือ ในขณะที่ควรระมัดระวังหุ้นในกลุ่มค้าปลีก รถยนต์ที่กินน้ำมันมาก และบริการส่งอาหาร อย่างไรก็ตามการตัดสินใจลงทุนควรอ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน


4: อุตสาหกรรมไหนที่ได้ประโยชน์จากสงครามอิหร่านอย่างไม่คาดคิด?

อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์อย่างไม่คาดคิด ได้แก่ ผู้ผลิตเตาไฟฟ้าในอินเดีย (เพราะคนหันมาใช้แทนก๊าซ) บริษัทน้ำตาลในอินเดียที่ผลิตเอทานอล (เพราะอัตราค่าตอบแทนเอทานอลสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน) และบริษัทสารเคมีในจีนอย่าง Hebei Jinniu Chemical Industry ที่หุ้นพุ่งขึ้นถึง 80%


สรุป: มองทะลุชั้นแรก แล้วคุณจะเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส

สิ่งที่วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดที่สุดคือ ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โลกเชื่อมโยงกันแน่นเฟ้นขนาดนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่มีวันส่งผลแค่จุดเดียวอีกแล้ว มันเดินทางผ่านหลายชั้น จากน้ำมัน ไปสู่ก๊าซ ไปสู่สารเคมี ไปสู่บรรจุภัณฑ์ ไปสู่เสื้อผ้า ไปสู่ค่าอาหาร และกลับมาถึงกระเป๋าของนักลงทุนทุกคนในที่สุด


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
หยุดไม่อยู่! น้ำมันโลกพุ่งนิวไฮ วันที่ 6 ของสงครามอิหร่าน เขย่าขวัญนักลงทุน
น้ำมันโลกแตก! พุ่งพรวด 13% รับศึกตะวันออกกลาง คาดปั๊มไทยจ่อขยับด่วน!
ดาวโจนส์ดิ่งเหว 289 จุด เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ จับตาน้ำมันพุ่งทะลุเพดาน!
สงครามปะทุ ตลาดโลกสะเทือน! กระทบ Nikkei 225 แค่ไหน?
น้ำมันดิบผันผวน! ทรัมป์กดดัน S&P 500 ท่ามกลางกระแส Oracle กำไรทุบสถิติ