เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-03

ในการเทรด forex สิ่งที่คุณเทรดสำคัญพอๆ กับวิธีที่คุณเทรด คู่สกุลเงินแต่ละคู่มีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องสภาพคล่อง ความผันผวน ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม และปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนราคา
เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนมองว่าคู่สกุลเงินทุกคู่เหมือนกันและคิดว่าการเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว แต่ละประเภทของคู่สกุลเงินมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน และต้องการแนวทางที่ต่างกันในเรื่องความเสี่ยง จังหวะเวลา และความคาดหวัง
บทความนี้จะอธิบายคู่สกุลเงิน 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Majors, Minors และ Exotics และการทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
คู่สกุลเงินแสดงถึงมูลค่าสัมพัทธ์ของสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง การเทรด forex ทุกครั้งจะเกี่ยวข้องกับการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายอีกสกุลหนึ่งพร้อมกัน
แต่ละคู่ประกอบด้วย:
สกุลเงินฐาน (สกุลเงินแรกที่ระบุ)
สกุลเงินอ้างอิง (สกุลเงินที่สองที่ระบุ)
หาก GBP/USD ซื้อขายที่ 1.2800 หมายความว่าเงินปอนด์อังกฤษ 1 ปอนด์มีมูลค่า 1.28 ดอลลาร์สหรัฐ
ราคา forex เป็นราคาสัมพัทธ์เสมอ ไม่มีสกุลเงินใดที่ซื้อขาย "ด้วยตัวมันเอง"

คู่สกุลเงินหลักคือคู่ที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ทั้งหมดมีดอลลาร์สหรัฐจับคู่กับสกุลเงินสำคัญอื่นๆ ของโลก
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์)
GBP/USD (ปอนด์/ดอลลาร์)
USD/JPY (ดอลลาร์/เยน)
USD/CHF (ดอลลาร์/ฟรังก์สวิส)
AUD/USD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์)
USD/CAD (ดอลลาร์/ดอลลาร์แคนาดา)
NZD/USD (ดอลลาร์นิวซีแลนด์/ดอลลาร์)
คุณสมบัติสำคัญของคู่สกุลเงินหลัก:
สภาพคล่องสูง
ส่วนต่างราคา Bid-Ask แคบ
มีสถาบันการเงินเข้ามาเทรดอย่างหนาแน่น
ตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคอย่างชัดเจน
คู่สกุลเงินหลักมักมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวของราคามักถูกขับเคลื่อนโดยเรื่องราวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เช่น ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มเงินเฟ้อ และนโยบายธนาคารกลาง
สำหรับมือใหม่ คู่สกุลเงินหลักมักเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมต่ำกว่าและการดำเนินการมีเสถียรภาพมากกว่า
คู่สกุลเงินรอง บางครั้งเรียกว่า Cross Pairs ไม่มีดอลลาร์สหรัฐ แต่เป็นการผสมผสานระหว่างสกุลเงินหลักสองสกุล
ตัวอย่าง:
EUR/GBP (ยูโร/ปอนด์)
EUR/JPY (ยูโร/เยน)
GBP/JPY (ปอนด์/เยน)
AUD/JPY (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/เยน)
EUR/CHF (ยูโร/ฟรังก์สวิส)
คุณสมบัติสำคัญของคู่สกุลเงินรอง:
สภาพคล่องปานกลาง
ส่วนต่างราคากว้างกว่าคู่หลัก
ได้รับอิทธิพลจากสองภูมิภาคทางเศรษฐกิจที่แยกกัน
มักจะผันผวนมากกว่าคู่หลัก
เนื่องจากคู่สกุลเงินรองสะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ จึงมีความอ่อนไหวต่อการเติบโตและความแตกต่างของนโยบายมากขึ้น ซึ่งอาจสร้างเทรนด์ที่แข็งแกร่ง แต่ก็เพิ่มความซับซ้อนด้วยเช่นกัน
เทรดเดอร์ต้องคำนึงถึงว่าทั้งสองสกุลเงินตอบสนองต่อความรู้สึกเสี่ยงของโลกอย่างไร ไม่ใช่แค่ข้อมูลในประเทศเท่านั้น
คู่สกุลเงินแปลกใหม่ประกอบด้วยสกุลเงินหลักหนึ่งสกุลจับคู่กับสกุลเงินจากประเทศเกิดใหม่หรือเศรษฐกิจขนาดเล็ก
ตัวอย่าง:
USD/TRY (ดอลลาร์/ลีราตุรกี)
USD/ZAR (ดอลลาร์/แรนด์แอฟริกาใต้)
USD/MXN (ดอลลาร์/เปโซเม็กซิโก)
EUR/PLN (ยูโร/ซลอตีโปแลนด์)
USD/THB (ดอลลาร์/บาทไทย)
คุณสมบัติสำคัญของคู่สกุลเงินแปลกใหม่:
สภาพคล่องต่ำ
ส่วนต่างราคากว้าง
ความผันผวนสูงกว่า
ความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงทางการเมืองและโครงสร้างมากกว่า
สกุลเงินแปลกใหม่มักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่นอกเหนือจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคมาตรฐาน รวมถึงการควบคุมเงินทุน ความไม่มั่นคงทางการเมือง การพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ และการแทรกแซงของธนาคารกลาง
แม้ว่าคู่สกุลเงินแปลกใหม่จะมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ใหญ่ได้ แต่ก็มีความท้าทายในการดำเนินการและการจัดการความเสี่ยงสูงกว่ามาก ทำให้ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่ส่วนใหญ่
สภาพคล่องกำหนดว่าคุณสามารถเปิดหรือปิดสถานะได้ง่ายเพียงใดโดยไม่มีต้นทุนมากเกินไป สภาพคล่องที่สูงขึ้นมักส่งผลให้:
ส่วนต่างราคาแคบลง
การดำเนินการที่สม่ำเสมอมากขึ้น
Slippage ต่ำลง
คู่สกุลเงินหลักได้ประโยชน์จากการมีสถาบันการเงินเข้ามาเทรดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คู่สกุลเงินรองและแปลกใหม่อาจประสบกับช่องว่างราคาที่รุนแรงในช่วงที่กิจกรรมต่ำหรือมีข่าวที่ไม่คาดคิด
การทำความเข้าใจสภาพคล่องเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเลือกว่าจะเทรดคู่ไหนและเทรดเมื่อไหร่
ความผันผวนแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเภทของคู่สกุลเงิน ความผันผวนที่สูงขึ้นสามารถสร้างโอกาส แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงด้วย
ข้อพิจารณาสำคัญ:
ขนาดของสถานะต้องปรับให้เหมาะกับความผันผวน
การวาง Stop-loss แตกต่างกันในแต่ละประเภทของคู่
ความเสี่ยงจากเหตุการณ์จะขยายตัวในตลาดที่มีสภาพคล่องน้อย
เทรดเดอร์มือโปรจะปรับการเลือกคู่สกุลเงินให้สอดคล้องกับความยอมรับความเสี่ยง ระยะเวลาการถือครอง และกลยุทธ์ของตน ไม่ใช่แค่ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคาเพียงอย่างเดียว
สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่ การเริ่มต้นด้วยคู่สกุลเงินหลักจำนวนน้อยๆ จะให้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถ:
สังเกตว่าข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคส่งผลต่อราคาอย่างไร
ประสบกับการดำเนินการที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
พัฒนาความสม่ำเสมอโดยไม่มีความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น
เมื่อประสบการณ์เพิ่มขึ้น เทรดเดอร์อาจค่อยๆ ขยายไปยังคู่สกุลเงินรอง ในขณะที่คู่สกุลเงินแปลกใหม่มักสงวนไว้สำหรับผู้เข้าร่วมระดับสูงที่มีกรอบการบริหารความเสี่ยงเฉพาะ
คู่สกุลเงินไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้แทนกันได้ แต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น Majors, Minors หรือ Exotics สะท้อนถึงสภาพคล่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น และปรับแนวทางการเทรดให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด
การเลือกคู่สกุลเงินที่เหมาะสมไม่ได้เกี่ยวกับการหาการเคลื่อนไหวที่มากที่สุด แต่เป็นการเลือกสภาพแวดล้อมที่สามารถตัดสินใจอย่างมีระเบียบวินัยได้
คำตอบ: EUR/USD (Euro / US Dollar) คือตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้เริ่มต้น ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ:
ค่าสเปรด (Spread) ต่ำสุด: เนื่องจากเป็นคู่เงินที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในโลก ทำให้ส่วนต่างราคาซื้อ-ขายแคบมาก ช่วยลดต้นทุนในการเข้าออเดอร์
สภาพคล่องสูง (High Liquidity): คุณสามารถเปิดและปิดคำสั่งซื้อขายได้ทันทีในราคาที่ต้องการ โดยแทบไม่มีปัญหาเรื่องราคาที่กระโดด (Slippage)
แหล่งข้อมูลมหาศาล: ข่าวเศรษฐกิจและบทวิเคราะห์จากกูรูทั่วโลกส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่คู่นี้ ทำให้มือใหม่หาความรู้และแนวทางในการเทรดได้ง่ายกว่าคู่เงินอื่น
คำตอบ: แนะนำให้เริ่มต้นที่ 1-2 คู่ ในช่วง 3-6 เดือนแรก
โฟกัสคือหัวใจสำคัญ: การตามดูหลายคู่พร้อมกันจะทำให้เกิดภาวะ "ข้อมูลล้น" (Information Overload) และอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด
การจดจำพฤติกรรม: แต่ละคู่เงินมี "นิสัย" หรือรอบการวิ่งที่ไม่เหมือนกัน การเทรดน้อยคู่จะช่วยให้คุณจำพฤติกรรมราคาได้แม่นยำขึ้น
การขยับขยาย: เมื่อคุณมีกำไรสม่ำเสมอและมีระบบเทรดที่นิ่งแล้ว จึงค่อยขยับไปที่ 3-5 คู่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
คำตอบ: จริงครับ และความเสี่ยงนี้มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างของตลาด:
สภาพคล่องต่ำ: เมื่อคนเทรดน้อย ค่า Spread จะสูงมาก (บางครั้งอาจสูงกว่าคู่หลัก 10-20 เท่า) ทำให้คุณเริ่มต้นด้วยการขาดทุนที่มากกว่าปกติ
ความผันผวนที่คาดเดายาก: คู่เงินเหล่านี้ (เช่น USD/TRY หรือ USD/MXN) มักขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองหรือวิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งอาจเกิดการกระชากของราคาอย่างรุนแรงจนล้างพอร์ตได้ในเสี้ยววินาที
ข้อแนะนำ: ควรเทรด Exotic Pairs ต่อเมื่อคุณเข้าใจการวางกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ($Risk Management$) อย่างเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น
4: EBC Financial Group ปลอดภัยแค่ไหน
คำตอบ: EBC Financial Group จัดอยู่ในกลุ่มโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล:
การกำกับดูแล (Regulation): ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานชั้นนำ เช่น FCA (สหราชอาณาจักร) และ ASIC (ออสเตรเลีย) ซึ่งมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก
การแยกเงินทุนลูกค้า (Segregated Funds): เงินของนักลงทุนจะถูกเก็บแยกไว้ในธนาคารชั้นหนึ่ง (Tier 1 Banks) แยกจากบัญชีการดำเนินงานของบริษัท เพื่อยืนยันว่าเงินของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
Negative Balance Protection: เป็นระบบป้องกันยอดเงินติดลบ หมายความว่าในกรณีที่ตลาดผันผวนรุนแรงจนพอร์ตเสียหาย คุณจะไม่ขาดทุนเกินกว่าจำนวนเงินที่ฝากไว้
5: ต้องใช้เงินทุนเท่าไรในการเริ่มต้น
คำตอบ: แม้ในทางเทคนิคคุณจะสามารถฝากเงินเริ่มต้นได้ที่ $100 แต่ในเชิงกลยุทธ์มีความแตกต่างกันดังนี้:
เริ่มต้น $100: เหมาะสำหรับการ "ทดลองสนามจริง" ด้วยบัญชี Micro หรือ Cent เพื่อฝึกควบคุมอารมณ์ แต่มีข้อจำกัดในการทนทานต่อการลากของราคา (Drawdown)
แนะนำ $500 - $1,000: เป็นระดับเงินทุนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะช่วยให้คุณสามารถใช้กฎ Risk per Trade 1-2% ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น ขาดทุนต่อครั้งเพียง $5-$10) ทำให้คุณมีโอกาสผิดพลาดได้หลายครั้งเพื่อเรียนรู้ โดยที่พอร์ตยังไม่เสียหายหนัก
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ