เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-20
ยามที่ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มขับเคลื่อนไปข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งและความมั่งคั่งของภาคธุรกิจไทยได้อย่างดีเยี่ยม คือการส่งต่อความสำเร็จนั้นกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้นปันผล ในปี 2568
ที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของตลาดทุนไทย เมื่อบริษัทจดทะเบียนทั้งใน SET (หุ้นขนาดใหญ่) และ mai (หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก) ผนึกกำลังจ่ายเงินปันผลรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 651,239 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงผลกำไรที่เติบโต แต่ยังบ่งบอกถึง "วินัยทางการเงิน" และ "ความเชื่อมั่น" ที่บริษัทมีต่อทิศทางธุรกิจในอนาคต โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเม็ดเงินเหล่านี้ ประกอบด้วย 5 กลุ่มธุรกิจสำคัญ ดังนี้

มูลค่าปันผลรวม: 149,497 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ยังคงครองแชมป์การจ่ายปันผลสูงสุด โดยมีบริษัทที่โดดเด่นอย่าง:
PTT (ปตท.): ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานครบวงจรที่เป็นรากฐานของไทย จากธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สู่การขยายตัวในธุรกิจค้าปลีกและพลังงานสะอาดผ่านปั๊มน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ
GULF (กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์): ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ แต่ปัจจุบันได้ยกระดับสู่การเป็นโฮลดิ้งข้ามอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพล ทั้งในด้านโทรคมนาคม (ADVANC) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง Binance ประเทศไทย
PTG (พีทีจี เอ็นเนอร์ยี): ผู้สร้างนิเวศทางธุรกิจรอบปั๊มน้ำมัน PT ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปั้น "กาแฟพันธุ์ไทย" ให้กลายเป็นแบรนด์โปรดในใจคนไทยทั่วประเทศ
มูลค่าปันผลรวม: 143,609 ล้านบาท
สถาบันการเงินไทยพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานเงินกองทุน และการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างสง่างาม:
SCB (เอสซีบี เอกซ์): ยานแม่ที่ปรับตัวจากธนาคารดั้งเดิมสู่กลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินที่ครอบคลุม ทั้งการลงทุนผ่าน InnovestX และสินเชื่อรายย่อยอย่าง Card X
KBANK (ธนาคารกสิกรไทย): ผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ยังคงรักษามาตรฐานการบริหารงานที่ยอดเยี่ยมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจทุกระดับ
BBL (ธนาคารกรุงเทพ): ธนาคารที่มีรากฐานมั่นคงและมีความโดดเด่นในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
มูลค่าปันผลรวม: 81,694 ล้านบาท
ในยุคที่ข้อมูลคือขุมทรัพย์ใหม่ กลุ่มสื่อสารจึงกลายเป็นผู้เล่นที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง:
ADVANC (เอไอเอส): ผู้ให้บริการโครงข่ายที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง พร้อมการรุกคืบสู่บริการดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร
JMART (เจ มาร์ท): โฮลดิ้งที่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกมือถือ ต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่หลากหลาย รวมถึงความสำเร็จในการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ "สุกี้ตี๋น้อย" ร้านอาหารขวัญใจมหาชน
TRUE (ทรู คอร์ปอเรชั่น): หลังการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ ทรูได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทเลคอมเทคที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ใช้งานในวงกว้าง
มูลค่าปันผลรวม: 44,358 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ซึ่งมีการเติบโตที่น่าสนใจจากการปรับโมเดลธุรกิจให้ทันสมัย:
M (เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป): ตำนานร้านสุกี้ MK ที่อยู่คู่ครอบครัวไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงรักษามาตรฐานความเชื่อมั่นได้เสมอ
ICHI (อิชิตัน กรุ๊ป): ผู้พลิกแพลงกลยุทธ์สินค้าเครื่องดื่มได้เก่งกาจ ทั้งชาเขียวและน้ำด่าง (Alkaline Water) ที่ตอบโจทย์เทรนด์คนรักสุขภาพ
OKJ (ปลูกผักเพราะรักแม่): เจ้าของแบรนด์ "โอ้กะจู๋" ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ร้านสลัดออร์แกนิกให้กลายเป็นธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
MAGURO (มากุโร กรุ๊ป): ดาวรุ่งในเซกเมนต์พรีเมียมที่ส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นคุณภาพสูง ทั้งแบรนด์ MAGURO และความนิยมใน HITORI SHABU
มูลค่าปันผลรวม: 44,236 ล้านบาท
สะท้อนภาพรวมการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงคึกคัก ผ่านช่องทางการค้าปลีกและค้าส่งที่แข็งแกร่ง:
CPALL (ซีพี ออลล์): ผู้บริหารร้าน 7-Eleven ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านสะดวกซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานในการใช้ชีวิตของคนไทย
CPAXT (ซีพี แอ็กซ์ตร้า): พลังความร่วมมือระหว่าง Makro และ Lotus’s ที่สร้างความได้เปรียบทั้งในด้านการค้าส่งแก่ผู้ประกอบการ และการค้าปลีกแก่ผู้บริโภคทั่วไป
MOSHI (โมชิ โมชิ รีเทล): ร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ที่เข้าใจหัวใจของกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ ด้วยสินค้าที่มีดีไซน์น่ารักในราคาที่เข้าถึงง่าย
บทสรุป: การเติบโตของมูลค่าเงินปันผลในปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่บอกเราว่า ธุรกิจไทยมีศักยภาพในการรับมือกับความท้าทาย และพร้อมที่จะส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับเหล่านักลงทุน การทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการลงทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้นในอนาคต
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ