เผยแพร่เมื่อ: 2025-08-29
อัปเดตเมื่อ: 2025-12-22
เมื่อใดก็ตามที่ตลาดขึ้นไปทำ จุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) จะไม่มีราคาที่สูงกว่าในอดีตให้ใช้เป็นจุดเปรียบเทียบได้อีกต่อไป และเพียงข้อเท็จจริงข้อนี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของนักเทรด เปลี่ยนแนวทางการบริหารความเสี่ยง และทำให้กำไรหรือขาดทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม
จุดสูงสุดตลอดกาล หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า ATH (All Time High) คือราคาที่สูงที่สุดที่สินทรัพย์หนึ่งเคยทำได้ตลอดประวัติการซื้อขาย ซึ่งสามารถใช้ได้กับหุ้น คู่เงินฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี หรือคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อราคาขึ้นไปแตะ ATH นั่นหมายความว่าตลาดไม่เคยซื้อขายสินทรัพย์นั้นในระดับที่สูงกว่านี้มาก่อน
สำหรับนักเทรด ช่วงเวลานี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมักมาพร้อมกับอารมณ์ที่รุนแรง ปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น และการตัดสินใจสำคัญเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง จังหวะเข้า-ออกตลาด และทิศทางของราคา
ในทางการเทรด All Time High (ATH) คือราคาสูงสุดที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่สินทรัพย์เริ่มมีการซื้อขาย แตกต่างจากจุดสูงสุดรายปีหรือรายเดือน ซึ่งพิจารณาเพียงช่วงเวลาที่สั้นกว่า ขณะที่ ATH ใช้ประวัติราคาทั้งหมด
เมื่อราคาไปถึงระดับนี้ จะ ไม่มีแนวต้านทางประวัติศาสตร์อยู่เหนือราคา แนวต้านคือบริเวณราคาที่ในอดีตมักมีแรงขายเกิดขึ้น แต่เมื่ออยู่ที่ระดับ All-Time High จุดอ้างอิงดังกล่าวจะไม่เหลืออยู่
นักเทรดสามารถเห็นระดับ ATH ได้โดยตรงบนกราฟราคา หลายแพลตฟอร์มจะแสดงระดับนี้ให้อัตโนมัติ นักวิเคราะห์ก็มักกล่าวถึงในรายงานตลาดและพาดหัวข่าว นักลงทุนระยะยาว นักเทรดระยะสั้น รวมถึงสื่อต่าง ๆ เฝ้าติดตามระดับเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะมักเป็นสัญญาณของแนวโน้มที่แข็งแกร่ง หรืออาจบ่งชี้ถึงจุดเปลี่ยนที่เป็นไปได้ของตลาด
มีหลายปัจจัยที่สามารถผลักดันราคาให้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล โดยปัจจัยเหล่านี้มักเกิดร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อุปสงค์ที่แข็งแกร่ง: เมื่อมีผู้ซื้อจำนวนมากเข้าสู่ตลาด ขณะที่ผู้ขายมีจำกัด ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น มักเกิดในช่วงข่าวเศรษฐกิจเชิงบวกหรือผลประกอบการของบริษัทที่แข็งแกร่ง
ความคาดหวังเชิงบวก: หากนักเทรดเชื่อว่ากำไร การเติบโต หรือการยอมรับในอนาคตจะดีขึ้น พวกเขาอาจยอมซื้อในราคาที่สูงขึ้น
ภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย: อัตราดอกเบี้ยต่ำหรือท่าทีสนับสนุนจากธนาคารกลางสามารถดึงเงินเข้าสู่ตลาด และช่วยดันราคาให้สูงขึ้น
การเทรดตามโมเมนตัม: เมื่อราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง นักเทรดบางส่วนจะเข้าซื้อเพียงเพราะแนวโน้มยังเป็นขาขึ้น ซึ่งยิ่งเร่งการเคลื่อนไหวของราคา
| คำศัพท์ | ความหมาย | เหตุใดจึงสำคัญ |
| All-Time High (ATH) | ราคาสูงสุดที่สินทรัพย์เคยทำได้ตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขาย | บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอาจสะท้อนความแข็งแกร่งของแนวโน้มต่อเนื่อง |
| 52-Week High | ราคาสูงสุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา | มักใช้เพื่อจับสัญญาณโมเมนตัม เมื่อยังไม่เกิดจุดสูงสุดตลอดกาล |
| Resistance และ Breakout | แนวต้านของราคา และการทะลุผ่านแนวต้านอย่างชัดเจน | การเบรกเอาต์อย่างชัดเจนที่ระดับ ATH สามารถลดแรงขายที่ค้างอยู่ด้านบนได้ |
| Relative Strength (RS) | ผลการดำเนินงานของสินทรัพย์เมื่อเทียบกับดัชนีอ้างอิง | สินทรัพย์ที่มี RS สูงในช่วงทำจุดสูงใหม่ มักรักษาแนวโน้มที่แข็งแกร่งได้ดี |
จุดสูงสุดตลอดกาลเปลี่ยนวิธีที่นักเทรดตัดสินใจทั้งการเข้าและออกจากตลาด เมื่อไม่มีแนวต้านในอดีตอยู่เหนือราคาปัจจุบัน นักเทรดบางส่วนจึงมั่นใจในการ ซื้อเมื่อเกิดการเบรกเอาต์ หรือเข้าซื้อเมื่อราคาทะลุสถิติเดิม ขณะที่บางคนลังเล เพราะกังวลว่าการปรับขึ้นอาจยืดเยื้อเกินไปและใกล้ถึงจังหวะพักฐานหรือย่อตัว
ในมุมมองด้านความเสี่ยง การเทรดใกล้ระดับ All-Time High มักมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้น ความผันผวนหมายถึงความเร็วและขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา
เมื่อราคาอยู่ในระดับสถิติใหม่ อาจเกิดการแกว่งตัวรุนแรง หากผู้ที่เข้าซื้อก่อนหน้าเริ่มขายทำกำไร หรือหากแรงซื้อใหม่เริ่มชะลอตัว ในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายหนาแน่นเช่นนี้ ต้นทุนการเทรดอย่าง สเปรด ก็อาจขยายกว้างขึ้น เพิ่มความเสี่ยงด้านการส่งคำสั่ง (execution risk)
สถานการณ์ที่พบบ่อยรอบระดับ All Time High
เอื้ออำนวย (Favourable):
แนวโน้มแข็งแกร่งและต่อเนื่อง
ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นแต่ยังควบคุมได้
การย่อตัวตื้น
มีจุดจำกัดความเสี่ยงที่ชัดเจน
ไม่เอื้ออำนวย (Unfavourable):
ราคาพุ่งขึ้นฉับพลัน
การซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์
การแกว่งตัวกว้าง
จังหวะเข้าเทรดไม่เหมาะสม
ลองจินตนาการถึงหุ้นตัวหนึ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราคา 90–100 มาหลายปี จากนั้นราคาทะลุ 100 ขึ้นไปแตะ 105 ทำให้เกิด All-Time High ใหม่ นักเทรดคนหนึ่งเข้าซื้อเร็วที่ระดับ 101 โดยคาดหวังว่าการเบรกเอาต์จะไปต่อ หากแรงซื้อยังแข็งแกร่ง ราคาอาจขึ้นไปถึง 110 ส่งผลให้ได้กำไร 9 จุด
ขณะที่นักเทรดอีกคนเข้าซื้อช้า ที่ระดับ 105 หลังจากราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว หากผู้ที่เข้าซื้อก่อนหน้าเริ่มขายทำกำไร ราคาอาจย่อลงกลับมาที่ 100 ทำให้นักเทรดรายนี้ขาดทุน 5 จุด จุดสูงสุดตลอดกาลไม่ได้เป็นสาเหตุของการขาดทุนโดยตรง แต่เกิดจากจังหวะที่ไม่เหมาะสมและการบริหารความเสี่ยงที่อ่อนแอ ตัวอย่างนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าใจพฤติกรรมของตลาดรอบระดับ All-Time High สำคัญกว่าการมองที่ระดับราคานั้นเพียงอย่างเดียว
ก่อนกดคำสั่งซื้อหรือขาย นักเทรดควรตรวจสอบประเด็นพื้นฐานบางอย่างก่อนเสมอ ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยแยกแยะระหว่างการเบรกเอาต์ที่แข็งแกร่ง กับการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงและขับเคลื่อนด้วยอารมณ์
ตรวจสอบกราฟระยะยาว: ใช้กราฟรายวัน (Daily) หรือรายสัปดาห์ (Weekly) เพื่อยืนยันว่าระดับราคานั้นเป็น All-Time High จริง ๆ ไม่ใช่แค่จุดสูงสุดระยะสั้น
ดูปริมาณการซื้อขาย (Volume): ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นสามารถสนับสนุนการปรับขึ้นของราคาได้ ขณะที่ปริมาณที่ลดลงอาจบ่งชี้ว่าการไปต่อขาดแรงหนุน
สังเกตพฤติกรรมราคา: การเคลื่อนไหวที่เรียบเนียนและต่อเนื่องมักมีสุขภาพดีกว่าการพุ่งขึ้นฉับพลันแล้วกลับทิศอย่างรวดเร็ว
ทบทวนปฏิทินข่าว: การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหรือผลประกอบการสามารถเปลี่ยนทิศทางราคาได้อย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ในระดับสถิติใหม่ก็ตาม
นิสัยที่ดีคือการตรวจสอบเงื่อนไขของ All Time High อย่างน้อยหนึ่งครั้งในแต่ละรอบการเทรด โดยเฉพาะเมื่อราคาเข้าใกล้โซนสถิติใหม่
คิดว่าราคาต้องลงแน่นอน: การทำจุดสูงสุดตลอดกาลไม่ได้หมายความว่าตลาดแพงเกินไปเสมอไป แนวโน้มที่แข็งแกร่งสามารถไปต่อได้นานกว่าที่หลายคนคาด
เข้าซื้อโดยไม่มีแผน: การเข้าเทรดเพียงเพราะข่าวหรือความตื่นเต้น มักนำไปสู่จังหวะที่ไม่เหมาะสม
มองข้ามการควบคุมความเสี่ยง: ระดับ ATH สามารถกลับทิศอย่างรวดเร็ว ทำให้การตั้งจุดตัดขาดทุนและการกำหนดขนาดสถานะมีความสำคัญมาก
โฟกัสแค่ไทม์เฟรมเดียว: กราฟระยะสั้นอาจบดบังบริบทสำคัญของแนวโน้มระยะยาว
ปล่อยให้อารมณ์นำการตัดสินใจ: ความกลัวตกรถ (Fear of Missing Out – FOMO) พบได้บ่อยใกล้ระดับสถิติใหม่ และมักทำให้ตัดสินใจอย่างเร่งรีบ
วันครบกำหนด (Maturity date): วันที่ตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตร สิ้นสุดอายุ และมีการชำระคืนเงินต้นให้ผู้ลงทุน
Market order: คำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ทันทีในราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น
แนวโน้ม: ทิศทางโดยรวมที่ราคาเคลื่อนไหวในช่วงเวลาหนึ่ง อาจเป็นขาขึ้น ขาลง หรือแกว่งตัวด้านข้าง
ผลตอบแทน: รายได้หรือผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุน มักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
ความผันผวนของตลาด: ตัวชี้วัดว่าราคาเคลื่อนไหวมากและเร็วเพียงใด ความผันผวนมักเพิ่มขึ้นเมื่อราคาเทรดใกล้ระดับ All Time High เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมตลาดมากขึ้นและปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรง
อัตราผลตอบแทน: เปอร์เซ็นต์กำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด การทำ All-Time High ใหม่อาจช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้กับสถานะที่ถืออยู่แล้ว แต่ก็ส่งผลต่อความเสี่ยงของการเข้าเทรดในอนาคตด้วย
1. All Time High เป็นสัญญาณขาขึ้นหรือขาลง?
โดยทั่วไป All Time High มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก (ขาขึ้น) เพราะสะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากฝั่งผู้ซื้อ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้การันตีว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าระดับราคา คือสภาพตลาด ปริมาณการซื้อขาย และพฤติกรรมของราคาหลังจากทำจุดสูงสุดใหม่
2. ราคาสามารถปรับขึ้นต่อหลังทำ All Time High ได้หรือไม่?
ได้ ราคาสามารถปรับขึ้นต่อหลังจากทำ All Time High และบางครั้งอาจยาวนานหลายช่วงเวลา แนวโน้มที่แข็งแกร่งมักสร้างจุดสูงสุดใหม่ซ้ำ ๆ ตราบใดที่แรงซื้อยังคงอยู่และแรงขายมีจำกัด ประเด็นสำคัญคืออุปสงค์ยังคงสม่ำเสมอหลังการเบรกเอาต์หรือไม่
3. การเทรดใกล้ระดับ All Time High มีความเสี่ยงหรือไม่?
การเทรดใกล้ระดับ All Time High มักมีความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะการแกว่งตัวของราคามักกว้างและรวดเร็ว การย่อตัวอย่างฉับพลันอาจเกิดขึ้นได้ หากนักเทรดเริ่มขายทำกำไรหรือแรงซื้อชะลอลง ดังนั้นการเลือกจังหวะและการควบคุมความเสี่ยงจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ
4. ตลาดทุกประเภทสามารถมี All Time High ได้หรือไม่?
ตลาดใดก็ตามที่มีประวัติการซื้อขายยาวนานเพียงพอ สามารถทำ All Time High ได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ หรือคริปโทเคอร์เรนซี ตลาดที่เกิดใหม่อาจทำสถิติใหม่บ่อยกว่า เพียงเพราะมีประวัติราคาที่สั้นกว่า
5. มือใหม่ควรเทรดในช่วง All Time High หรือไม่?
มือใหม่ควรเข้าใกล้ระดับ All Time High ด้วยความระมัดระวัง ระดับเหล่านี้มักเต็มไปด้วยอารมณ์และความผันผวน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย การโฟกัสที่การบริหารความเสี่ยงและการอ่านพฤติกรรมตลาด มักเป็นประโยชน์มากกว่าการไล่ราคาตามสถิติใหม่
All Time High คือราคาสูงสุดที่สินทรัพย์เคยทำได้ สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง และมักดึงดูดความสนใจอย่างมากจากนักเทรดและนักลงทุน
นักเทรดมืออาชีพจะยึดการตัดสินใจจากการยืนยันสัญญาณ ความกว้างของตลาด และความเสี่ยงที่กำหนดไว้ล่วงหน้า มากกว่าพาดหัวข่าว พวกเขากำหนดขนาดสถานะจากความเสี่ยงต่อหุ้นหนึ่งหน่วยและขีดจำกัดความเสี่ยงรวมของพอร์ต ผสานแนวคิด 52-Week High และ Relative Strength เข้ากับการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขาย พร้อมมีแผนรับมือทั้งกรณีไปต่อและกรณีทำจุดสูงสุดแล้วล้มเหลว
สำหรับดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยง การเข้าร่วมตลาดอย่างเป็นระบบใกล้ระดับสถิติใหม่อาจเหมาะสมได้ ขณะที่การเทรดหุ้นรายตัวต้องการการยืนยันที่เข้มงวดกว่าและจุดออกที่มีวินัย
เมื่อใช้ร่วมกับแผนที่ชัดเจนและการควบคุมความเสี่ยงที่ดี ระดับ ATH สามารถช่วยชี้ให้เห็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งได้ แต่หากเทรดด้วยอารมณ์ ก็อาจเพิ่มความผิดพลาดและการขาดทุนได้เช่นกัน
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ