Holy Grail Setup เป็นวิธีเทรดตามแนวโน้มที่รอราคาย่อตัว (pullback) ไม่ใช่ทางลัดไปสู่การเทรดที่ชนะทุกครั้ง รูปแบบดั้งเดิมของกลยุทธ์นี้จะรอให้ ADX รอบ 14 วันอยู่เหนือระดับ 30 และปรับตัวสูงขึ้น จากนั้นรอให้ราคาย่อตัวลงมาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) รอบ 20 วัน ก่อนที่แนวโน้มเดิมจะแสดงสัญญาณกลับมาอีกครั้ง
Linda Bradford Raschke และ Laurence Connors เป็นผู้ตั้งชื่อกลยุทธ์นี้ไว้ในหนังสือ Street Smarts โดยตั้งใจให้ชื่อฟังดูขบขัน จุดเด่นของกลยุทธ์นี้อยู่ที่แนวคิดเดียว คือไม่ไล่ซื้อตามแนวโน้มที่แข็งแรง แต่รอให้ราคากลับมาหาเราเอง ข้อจำกัดคือค่า ADX ที่สูงบอกเพียงความแข็งแรงของแนวโน้มที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ได้บอกว่าแนวโน้มนั้นจะดำเนินต่อไปอีกหรือไม่

กลยุทธ์นี้มองหาจังหวะราคาย่อตัวภายในแนวโน้มที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การหาแนวโน้มใหม่
รูปแบบดั้งเดิมใช้ ADX รอบ 14 วันที่อยู่เหนือระดับ 30 และปรับตัวสูงขึ้น ร่วมกับเส้น EMA รอบ 20 วัน
การที่ราคาย่อตัวมาแตะเส้น EMA ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าเทรดทันที ราคาต้องแสดงสัญญาณว่าแนวโน้มเดิมกำลังกลับมาก่อน
ADX วัดความแข็งแรงของแนวโน้ม ไม่ได้บอกทิศทาง ดังนั้นค่าที่สูงจึงเกิดขึ้นได้ทั้งในแนวโน้มขึ้นและแนวโน้มลง
แม้เป็นกลยุทธ์ที่ตรงตามหลักตำราทุกข้อ ก็ยังมีโอกาสล้มเหลวได้ เพราะโมเมนตัมในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าราคาจะเคลื่อนไหวต่อในทิศทางเดิม
ลำดับของกลยุทธ์นี้คือ โมเมนตัม จากนั้นราคาย่อตัว แล้วตามด้วยการกลับสู่แนวโน้มเดิม โดยแต่ละองค์ประกอบมีหน้าที่ของตัวเอง
| องค์ประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|
| ADX (14) | บ่งชี้ตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแรง |
| EMA รอบ 20 วัน | เป็นระดับอ้างอิงสำหรับจังหวะราคาย่อตัว |
| ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดของแท่งก่อนหน้า | ทดสอบว่าราคากำลังเคลื่อนไหวตามแนวโน้มอีกครั้งหรือไม่ |
ADX ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าการเทรดจะเป็นฝั่งซื้อหรือฝั่งขาย เพราะADX วัดความแข็งแรงของทิศทางไม่ได้บอกทิศทางที่แท้จริง ค่า 36 สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงที่ราคาพุ่งขึ้นแรงและร่วงลงแรงเท่า ๆ กัน ดังนั้นโครงสร้างของราคาเท่านั้นที่จะเป็นตัวกำหนดฝั่งที่จะเทรด
การปรับใช้ในภายหลังมักเปลี่ยนจากเส้นค่าเฉลี่ยแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลไปใช้เส้นค่าเฉลี่ยแบบธรรมดา หรือปรับลดเกณฑ์ ADX ให้ต่ำลง แต่บทความนี้จะใช้กฎดั้งเดิมของกลยุทธ์นี้
ต้องมีแนวโน้มที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว โดย ADX รอบ 14 วันอยู่เหนือระดับ 30 และปรับตัวสูงขึ้น กลยุทธ์นี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจับจังหวะช่วงต้นของการเคลื่อนไหว
ราคาย่อตัวลงมาใกล้เส้น EMA รอบ 20 วัน ในแนวโน้มขึ้นราคาจะย่อตัวลง ส่วนในแนวโน้มลงราคาจะดีดตัวขึ้น หลักการดั้งเดิมให้ความสำคัญกับจังหวะย่อตัวครั้งแรกหลังจากโมเมนตัมที่แข็งแรง ส่วนรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในภายหลังกำหนดให้ ADX ต้องกลับขึ้นไปเหนือระดับ 30 อีกครั้ง
ราคาต้องแสดงความพยายามกลับเข้าสู่แนวโน้มเดิม สำหรับสถานะซื้อ (Long) จะตั้งคำสั่ง buy stop ไว้เหนือราคาสูงสุดของแท่งก่อนหน้า หลังจากราคาแตะเส้นค่าเฉลี่ยแล้ว สำหรับสถานะขาย (Short) หลักการจะกลับกัน คือตั้งไว้ใต้ราคาต่ำสุดของแท่งก่อนหน้า
จุดสวิงใหม่ที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกำหนดจุดยกเลิกสัญญาณ สถานะซื้ออ้างอิงจากจุดต่ำสุดของการย่อตัวที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่วนสถานะขายอ้างอิงจากจุดสูงสุดของการย่อตัว
ตัวเลขด้านล่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ราคาปรับตัวขึ้นจาก 100 เป็น 105 จากนั้นเป็น 110 และ 116 ในช่วงเวลาเดียวกัน ADX ขยับจาก 24 เป็น 28 จากนั้นเป็น 32 และ 36 ตลาดได้เคลื่อนไหวไปไกลมากแล้ว การเข้าซื้อที่ระดับ 116 จึงเท่ากับเข้าเทรดหลังจากราคาขึ้นมามากแล้ว ก่อนที่จังหวะย่อตัวตามกลยุทธ์จะเกิดขึ้น

จากนั้นราคาชะลอตัวลงจาก 116 เป็น 114 และ 112 ขณะที่เส้น EMA รอบ 20 วันอยู่ที่ 111.80 แท่งราคาถัดมาปรับตัวลงไปที่ 111.60 แตะเส้นค่าเฉลี่ยในช่วงสั้น ๆ ก่อนปิดใกล้ระดับ 112.20 โดยราคาสูงสุดของแท่งนี้อยู่ที่ 112.80
กลยุทธ์นี้จะไม่เข้าซื้อที่ 111.60 แต่จุดกระตุ้นการเข้าเทรดคือการที่ราคาขึ้นไปเหนือ 112.80 หากแท่งถัดไปเคลื่อนไหวที่ 112.30 จากนั้น 112.55 และ 112.90 ราคาก็ทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้าไปแล้ว และสัญญาณเข้าเทรดจะเกิดขึ้น จุดต่ำสุดของการย่อตัวที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ที่ 111.40 จะกลายเป็นระดับอ้างอิงด้านล่าง ส่วนจุดสูงสุดก่อนหน้าที่ 116 คือจุดแรกที่จะทดสอบว่าแนวโน้มยังดำเนินต่อไปได้หรือไม่
ตัวอย่างนี้เป็นภาพสะท้อนกลับของกรณีขาขึ้น ราคาปรับตัวลงจาก 82 เป็น 77 จากนั้นเป็น 72 และ 67 ขณะที่ ADX ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 34 แต่กลยุทธ์นี้จะไม่ขายทันทีที่ระดับ 67 แต่จะรอก่อน
ราคาดีดตัวขึ้นมาที่ 68.20 จากนั้น 69.10 ขณะที่เส้น EMA รอบ 20 วันอยู่ใกล้ระดับ 69.20 ราคาขึ้นไปแตะ 69.25 แต่ไม่สามารถยืนอยู่ได้ โดยจุดต่ำสุดของแท่งนี้อยู่ที่ 68.50 การที่ราคาหลุดลงต่ำกว่า 68.50 คือหลักฐานว่าแนวโน้มลงกำลังพยายามกลับมาอีกครั้ง โดยมีจุดสูงสุดของการดีดตัวเป็นระดับอ้างอิงด้านบน และจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ 67 เป็นจุดแรกที่จะถูกทดสอบ
สมมติว่า ADX เคลื่อนไหวจาก 27 เป็น 31 36 และ 39 ขณะที่แนวโน้มพัฒนาไป แล้วค่อย ๆ ลดลงมาที่ 37 และ 34 ขณะที่ราคาย่อตัว เทรดเดอร์จำนวนมากมองว่าการลดลงนี้เป็นสัญญาณเตือน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มกำลังพังทลายเสมอไป เพราะ ADX วัดความแข็งแรงของการเคลื่อนไหวตามทิศทาง ดังนั้นเมื่อราคาหยุดเร่งตัวและเริ่มเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ค่า ADX ก็สามารถลดลงได้ ทั้งที่โครงสร้างแนวโน้มใหญ่ยังคงอยู่ คำอธิบายดั้งเดิมของกลยุทธ์นี้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว โดยระบุว่าการย่อตัวของราคามักมาพร้อมกับ ADX ที่ปรับตัวลดลง
ADX ที่ลดลงเพียงบอกว่าตลาดกำลังสูญเสียโมเมนตัม แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าทิศทางของตลาดเปลี่ยนไปแล้ว
ลองพิจารณาตัวอย่างที่ชัดเจนขึ้น ราคาปรับตัวขึ้นจาก 50 เป็น 54 จากนั้นเป็น 58 และ 63 ขณะที่ ADX ขึ้นไปแตะ 43 ราคาย่อตัวลงมาใกล้เส้น EMA รอบ 20 วันที่ระดับประมาณ 59 และเกิดแท่งราคาที่มีจุดต่ำสุด 58.70 และจุดสูงสุด 60.20 ในวันซื้อขายถัดมาราคาขึ้นไปแตะ 60.30
ทุกเงื่อนไขครบถ้วน แนวโน้มแข็งแรง ADX อยู่เหนือระดับ 30 ราคาย่อตัวกลับมาที่เส้นค่าเฉลี่ยแล้ว และราคาสูงสุดของแท่งก่อนหน้าก็ถูกทะลุไปแล้ว
ราคาปรับตัวขึ้นไปที่ 60.80 ก่อนที่แรงขายจะกลับเข้ามา ราคาร่วงลงผ่านระดับ 59 หลุดต่ำกว่า 58.70 และโครงสร้างขาขึ้นก็สิ้นสุดลง
ไม่มีอะไรผิดพลาด ในแง่ที่ว่าอินดิเคเตอร์ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างถูกต้อง ค่า ADX ที่ 43 ยืนยันเพียงว่าการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้แข็งแรงจริง แต่ไม่ได้บอกว่ายังมีแรงซื้อเหลือเพียงพอสำหรับการเคลื่อนไหวอีกช่วงหรือไม่
แนวโน้มอาจอยู่ในช่วงปลาย การย่อตัวของราคาอาจพัฒนากลายเป็นการกลับตัวครั้งใหญ่ มากกว่าจะเป็นแค่การย่อตัวชั่วคราว หรืออาจมีปัจจัยใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระดับราคาที่ผู้เล่นในตลาดยินดีจ่าย กลยุทธ์นี้อธิบายเพียงสภาวะของตลาด ไม่ได้การันตีผลลัพธ์
ลองเปรียบเทียบราคาสองรูปแบบ รูปแบบแรกเคลื่อนไหวจาก 100 105 110 114 จากนั้นลงมาที่ 112 แล้วขึ้นไปที่ 115 เป็นการปรับตัวขึ้นตามแนวโน้มที่ถูกขัดจังหวะด้วยการย่อตัวเพียงครั้งเดียวในกรอบที่จำกัด รูปแบบที่สองเคลื่อนไหวจาก 100 114 107 113 105 111 ซึ่งเป็นการแกว่งตัวขึ้นลงรุนแรงทั้งสองทาง ที่อาจทำให้ ADX ยังอยู่ในระดับสูงได้ แม้ตลาดจะมีความเป็นระเบียบน้อยลง
ค่า ADX ที่สูงจึงไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความชัดเจนของโครงสร้างราคาที่อยู่เบื้องหลัง การที่ราคาเข้าเงื่อนไขของอินดิเคเตอร์ กับคุณภาพของแนวโน้มจริง เป็นคนละเรื่องกัน
Holy Grail Setup เป็นเพียงกรอบสำหรับการเข้าเทรด ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าควรเสี่ยงเงินทุนเท่าใด ควรคำนวณขนาดสถานะอย่างไร ต้นทุนการเทรดจะส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างไร หรือตลาดและกรอบเวลาใดที่เหมาะกับกลยุทธ์นี้ แม้เนื้อหาต้นฉบับจะกล่าวถึงจุดตัดขาดทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง การเลื่อนจุดตัดขาดทุนตามราคา การทำกำไรใกล้จุดสูงสุดหรือต่ำสุดก่อนหน้า และการเข้าเทรดใหม่อีกครั้ง แต่เทรดเดอร์สองคนที่มองเห็นสัญญาณเดียวกันก็อาจได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากได้
กำหนดนิยามของแต่ละองค์ประกอบให้ชัดเจนก่อนเริ่มดูผลย้อนหลังใด ๆ
| ตัวแปร | จุดตั้งต้นแบบดั้งเดิม |
|---|---|
| ช่วงเวลาของ ADX | 14 |
| เงื่อนไขของ ADX | อยู่เหนือระดับ 30 และปรับตัวสูงขึ้น |
| ระดับอ้างอิงสำหรับการย่อตัว | EMA รอบ 20 วัน |
| จุดกระตุ้นสำหรับสถานะซื้อ | เหนือราคาสูงสุดของแท่งก่อนหน้า |
| จุดกระตุ้นสำหรับสถานะขาย | ใต้ราคาต่ำสุดของแท่งก่อนหน้า |
| จุดตัดขาดทุนเริ่มต้น | จุดสวิงของการย่อตัว |
หากเปลี่ยนเกณฑ์จาก 30 เป็น 25 เปลี่ยนเส้นค่าเฉลี่ยแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลเป็นแบบธรรมดา หรือเปลี่ยนจุดกระตุ้นให้เข้าเทรดทันทีที่ราคาแตะเส้นค่าเฉลี่ย ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นของกลยุทธ์อีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่กลยุทธ์ดั้งเดิมอีกต่อไป
หากตัดส่วนเสริมทั้งหมดออกไป หลักการของกลยุทธ์นี้ก็คือ หาแนวโน้มที่แข็งแรง รอจังหวะที่อ่อนแรงลง แล้วรอให้ความแข็งแรงกลับมาอีกครั้ง ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนอยู่ในนั้นเลย
ประโยชน์ที่แท้จริงของกลยุทธ์นี้อยู่ที่ด้านพฤติกรรมการเทรด โดยช่วยหยุดเทรดเดอร์ไม่ให้ไล่ซื้อหลังราคาขึ้นมามากแล้ว เพียงเพราะแนวโน้มดูแข็งแรง และเรียกร้องให้มีความอดทนพร้อมหลักฐานยืนยันก่อนเข้าเทรด ทั้งเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และค่า ADX ไม่สามารถบอกได้ว่าการย่อตัวของราคาจะยังคงเป็นแค่การย่อตัวต่อไปหรือไม่
บางครั้งการย่อตัวนั้นก็พัฒนากลายเป็นการกลับตัวของแนวโน้มไปเลย นี่คือเหตุผลที่ชื่อ Holy Grail เหมาะกับการเป็นชื่อที่จดจำง่ายสำหรับกรอบการเทรดแบบย่อตัว มากกว่าจะเป็นคำอธิบายถึงผลลัพธ์ที่กลยุทธ์นี้สามารถให้ได้จริง
Linda Bradford Raschke และ Laurence Connors ทำให้กลยุทธ์นี้เป็นที่รู้จักผ่านหนังสือ Street Smarts ในปี 1995 โดยตั้งชื่อไว้อย่างขบขัน เพราะต้องการสื่อถึงความเรียบง่ายของกฎ ไม่ได้หมายถึงความน่าเชื่อถือของกลยุทธ์แต่อย่างใด
ใช้ ADX รอบ 14 วันที่อยู่เหนือระดับ 30 และปรับตัวสูงขึ้น บางรูปแบบที่ปรับใช้ในภายหลังอาจลดเกณฑ์ให้ต่ำลง แต่การใช้ค่าที่ต่ำลงจะทำให้กลยุทธ์นี้ยอมรับแนวโน้มที่อ่อนแรงกว่าเดิม และเปลี่ยนลักษณะของสัญญาณที่กลยุทธ์นี้เลือกไป
กฎดั้งเดิมกำหนดให้ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียลรอบ 20 วัน (EMA 20) แต่การตีความในภายหลังหลายแบบเปลี่ยนไปใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (SMA 20) แทน จึงเป็นเหตุผลที่พบทั้งสองแบบในคำอธิบายของกลยุทธ์เดียวกันนี้
ไม่ใช่ ADX วัดความแข็งแรงของแนวโน้ม ไม่ได้บอกทิศทาง ดังนั้นค่าที่สูงจึงเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงที่ราคาร่วงลงแรงและพุ่งขึ้นแรงเท่า ๆ กัน โครงสร้างของราคาเท่านั้นที่จะเป็นตัวกำหนดว่ากลยุทธ์นี้จะเป็นสถานะซื้อหรือสถานะขาย