เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-24
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-24
ราคาบิทคอยน์วันนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 77,000-78,000 ดอลลาร์ หลังพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่บริเวณ 78,003 ดอลลาร์ โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2026 ยืนยันว่าราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่นอกเขต 77,123 ดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.5% จากราคาปิดก่อนหน้า การฟื้นตัวรอบนี้เป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่ง Bitcoin ปิดบวกถึง 22% ทำสถิติผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024
ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นราว 22% ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 สิงหาคม และมีจังหวะพุ่งทดสอบระดับ 80,000 ดอลลาร์
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และความคาดหวังเรื่องสภาพคล่องในระบบ เป็นแรงหนุนสำคัญให้สินทรัพย์ทางเลือก
โครงการ Treasury Buyback ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร แต่ไม่ใช่การพิมพ์เงิน และไม่ได้การันตีว่า Bond Yield จะปรับตัวลงต่อเนื่อง
นักเทรด Forex ควรติดตาม DXY, US Treasury Yield และความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับ Risk Asset ภาพรวม มากกว่าการมองราคา Bitcoin เพียงอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา Bitcoin ปิดตลาดสหรัฐฯ บริเวณ 77,006 ดอลลาร์ ปรับตัวขึ้นกว่า 6% ในวันเดียว และเคยขึ้นไปทดสอบโซน 80,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้ภาพรวมรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นถึง 22% ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าสองปี ไม่ใช่แค่ทำสถิติสูงสุดของปีนี้เท่านั้น
สำหรับเช้าวันนี้ (24 สิงหาคม) ราคาบิทคอยน์เคลื่อนไหวอยู่แถว 77,123 ดอลลาร์ โดยมีกรอบการแกว่งตัวระหว่างวันที่ 75,937–78,003 ดอลลาร์ แรงซื้อระลอกนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลผสมผสานจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ความหวังเรื่องสภาพคล่อง โครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมไปถึงกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF อย่างไรก็ตาม Bond Yield ระยะยาวยังทรงตัวในระดับสูง จึงยังไม่อาจวางใจเรื่องความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ทั้งหมด

เนื่องจาก Bitcoin ซื้อขายและประเมินมูลค่าด้วยสกุลเงิน USD เป็นหลัก เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง สินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดมักจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ในสัปดาห์ที่ Bitcoin พุ่งขึ้นนั้น ดัชนี WSJ Dollar Index ปรับตัวลดลงราว 0.7% ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหนุนทางอ้อมให้กับตลาด
ถึงอย่างนั้น ความสัมพันธ์นี้ก็ไม่ได้คงที่เสมอไป หากดอลลาร์อ่อนค่าเพราะตลาดกังวลเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจนเกิดภาวะ Panic Sell บิทคอยน์ก็มีโอกาสถูกเทขายพร้อมกับตลาดหุ้นได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์ให้ลึกว่า ดอลลาร์อ่อนค่าจากสาเหตุใด รวมถึงทิศทางของ Real Yield และกระแสเงินทุนในสินทรัพย์เสี่ยงว่าเป็นอย่างไร
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ดำเนินโครงการ Buyback โดยการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลบางรุ่นจากตลาด เพื่อเสริมสภาพคล่องในการซื้อขายและบริหารจัดการโครงสร้างหนี้ โดยตารางปฏิบัติการไตรมาสที่สามซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้ระบุวงเงินซื้อคืนพันธบัตรหลายช่วงอายุ เช่น การตั้งวงเงินสูงสุด 4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือ 5-7 ปี ในรอบวันที่ 25 สิงหาคม
กลไกนี้มีความแตกต่างจากการทำ QE ของ Fed เนื่องจากกระทรวงการคลังต้องบริหารจัดการเงินสดและการออกพันธบัตรใหม่ควบคู่กันไป ผลสุทธิต่อสภาพคล่องจริงจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างการออกหนี้และการชำระราคาด้วย ตลาดอาจตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นเพราะช่วยลดความตึงตัว แต่การที่ Yield ระยะยาวยังค้างสูง สะท้อนว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและภาระทางการคลังยังไม่หมดไป
รายงานสถิติตลาดระบุว่า กองทุน Crypto ETF มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิราว 1.45 พันล้านดอลลาร์ ตลอดการซื้อขาย 4 วันทำการติดต่อกัน หลังจากก่อนหน้านี้มีเงินไหลออกราว 220 ล้านดอลลาร์ การที่ราคาปรับตัวขึ้นพร้อมกับมีเงินทุนไหลเข้าจริง ช่วยยืนยันว่าแรงซื้อไม่ได้เกิดจากการเก็บบล็อกเพื่อปิดสถานะ Short เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การ Short Squeeze ซึ่งมีการล้างสถานะ Short Position ไปมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ก็มีส่วนเร่งให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกินปัจจัยพื้นฐานระยะสั้น เมื่อแรงบังคับซื้อคืนหมดลง ราคาในระยะถัดไปจึงต้องพึ่งพาเม็ดเงินใหม่เข้ามาหนุนเพื่อรักษาระดับราคาเอาไว้
แม้ Bitcoin และทองคำมักถูกนำมาเปรียบเทียบในฐานะสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่โครงสร้างผู้ถือครองและพฤติกรรมราคายังมีความแตกต่างกัน ทองคำได้รับการถือครองโดยสถาบันการเงินและธนาคารกลางทั่วโลก ในขณะที่ Bitcoin ยังมีความผันผวนสูงและอิงอยู่กับสภาพคล่องของกลุ่มเทคโนโลยีเสียเป็นส่วนใหญ่
ทั้งสองสินทรัพย์สามารถวิ่งขึ้นพร้อมกันได้เมื่อมีปัจจัยขับเคลื่อนร่วม เช่น ความกังวลเรื่องการเสื่อมค่าของเงินตรา ฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ หรือการลดลงของ Real Yield นักลงทุนจึงอาจแบ่งน้ำหนักเข้าซื้อทั้งคู่โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์หนึ่งเพื่อไปซื้ออีกสินทรัพย์หนึ่ง ประเด็นสำคัญคือการติดตามว่าเงินที่ไหลเข้ามาจากนักลงทุนกลุ่มใด
DXY (ดัชนีดอลลาร์) หาก DXY รีบาวด์กลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ GBP/USD อาจเจอแรงกดดัน เช่นเดียวกับ Bitcoin ที่มีโอกาสย่อตัว
US Treasury Yield โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี และ 30 ปี หาก Yield พุ่งขึ้นจาก Term Premium หรือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ สินทรัพย์เสี่ยงก็อาจโดนเทขาย แม้จะมีโครงการ Buyback เข้ามาช่วยก็ตาม
Bitcoin Dominance และหุ้นกลุ่ม คริปโต หากราคา Bitcoin ขึ้นไปได้แต่หุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับคริปโตหรือ Altcoin เริ่มแรงหมด อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแรงส่งของตลาดเริ่มแคบลง สำหรับนักเทรด Forex สามารถใช้ Bitcoin เป็นตัวชี้วัด Sentiment ความเสี่ยง (Risk Appetite) ได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นสัญญาณเข้าเทรดเพียงอย่างเดียว
โซน 78,000-80,000 ดอลลาร์ ถือเป็นแนวต้านสำคัญที่ราคาเพิ่งขึ้นไปทดสอบ ส่วนบริเวณ 74,000–75,000 ดอลลาร์ จะทำหน้าที่เป็นแนวรับแรกเพื่อดูแรงซื้อย่อตัว หากราคาหลุดกรอบนี้ลงมา โซน 70,000 ดอลลาร์ จะกลายเป็นจุดทดสอบถัดไป การระบุระดับราคาเหล่านี้เป็นการประเมินโครงสร้างราคา ไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาด
การที่ราคาปรับตัวขึ้นมามากกว่า 20% ภายในสัปดาห์เดียว ย่อมตามมาด้วยความผันผวนที่สูงขึ้นทั้งสองทาง เทรดเดอร์ที่ใช้ Leverage สูง ควรลดขนาด Position เผื่อระยะ Slippage และเลี่ยงการไล่ราคาโดยการเลื่อน Stop Loss
การพุ่งขึ้นสู่ระดับ 77,000–78,000 ดอลลาร์ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องและความเชื่อมั่นในตลาดอย่างรวดเร็ว แต่การที่ราคาบวกขึ้นมาแรงในเวลาอันสั้น ย่อมเพิ่มความเสี่ยงจากการพักตัวและแรงขายทำกำไร ระยะถัดไปจึงต้องจับตาดูความต่อเนื่องของกระแสเงินทุน ETF ทิศทางของดอลลาร์ และการตอบรับของ Bond Yield ต่อโครงการ Buyback อย่างใกล้ชิด
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ความคาดหวังเรื่องสภาพคล่อง เม็ดเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF การเกิด Short Squeeze รวมถึงท่าทีเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
ไม่เสมอไป โครงการซื้อคืนเน้นไปที่การบริหารจัดการหนี้และสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร ผลกระทบต่อ Bitcoin จึงเป็นเพียงทางอ้อมผ่านแนวโน้ม Yield, เงินดอลลาร์ และ Sentiment การรับความเสี่ยงของนักลงทุน
ทั้งสองมีคุณสมบัติบางประการคล้ายกัน แต่ฐานนักลงทุน สภาพคล่อง และระดับความผันผวนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงสามารถปรับตัวขึ้น หรือลงพร้อมกันได้ตามปัจจัยมหภาค
สามารถใช้ประเมินอารมณ์ตลาด (Risk-on / Risk-off) ร่วมกับการวิเคราะห์ DXY, Bond Yield และดัชนีหุ้น หากสัญญาณขัดแย้งกัน ไม่ควรนำ Bitcoin มาใช้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเทรด Forex