เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-27
ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าเศรษฐกิจโลกกำลังไปทิศทางไหน แค่เปิดดูดัชนี S&P 500 (ดัชนีหุ้นสหรัฐอเมริกา 500 บริษัทชั้นนำ) ทุกเช้าก็บอกได้มากแล้วค่ะ
วันนี้เราจะไม่แค่อ่านตัวเลข แต่จะเจาะลึกว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของดัชนีนี้จริงๆ ผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งวิกฤตศรัทธา AI จากผลประกอบการ Nvidia ดราม่าดีลมูลค่า 111,000 ล้านดอลลาร์ในฮอลลีวูด ศึกจริยธรรม AI ระหว่าง Anthropic กับ Pentagon และเส้นตายการเจรจานิวเคลียร์สหรัฐฯ-อิหร่านที่โลกต้องจับตา
ดัชนี S&P 500 คือดัชนีหุ้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 แห่งในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี สุขภาพ พลังงาน ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค นักลงทุนทั่วโลกใช้ดัชนีนี้เป็นเกณฑ์วัด (Benchmark) ว่าพอร์ตการลงทุนของตัวเองทำผลได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้น S&P 500 ยังเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่น่าเชื่อถือที่สุดค่ะ
ตลาดหุ้นวันนี้ส่งสัญญาณที่น่าสนใจมากค่ะ ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.5% แต่ถ้าดูให้ลึก จะพบว่ามีหุ้นในดัชนีนี้ถึงราว 350 ตัวที่ปิดบวก
ตัวเลขนี้บอกอะไรเราได้?
มันบอกว่าตลาดไม่ได้แย่ไปทั้งกระดาน แต่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (ชิปคอมพิวเตอร์) เป็นตัวถ่วงหลักค่ะ
Nasdaq 100 (ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี): ลดลง 1.2%
Dow Jones (ดัชนีหุ้นอุตสาหกรรม 30 บริษัท): แทบไม่เปลี่ยนแปลง
MSCI World Index (ดัชนีหุ้นโลก): ลดลง 0.3%
ฝั่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทน (Yield) ลดลง 4 basis points มาอยู่ที่ 4.01% สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนย้ายเงินออกจากหุ้นไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยค่ะ
นี่คือหัวใจของความผันผวนในดัชนี S&P 500 วันนี้ค่ะ Nvidia รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดทุกตัวเลข ทั้งรายได้ กำไร และแนวโน้ม (Guidance) ธุรกิจ แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลง 5.5% และพาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ตัวอื่นๆ ร่วงตามไปด้วย

Hardika Singh จาก Fundstrat Global Advisors อธิบายไว้ดีมากว่า Nvidia แทบไม่เคยพลาดตัวเลขพวกนี้อยู่แล้ว มันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สิ่งที่นักลงทุนอยากฟังจริงๆ คือกลยุทธ์รับมือ "Economic Moat" (ความได้เปรียบในการแข่งขัน) ที่กำลังแคบลง ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า Moat เหมือนคูเมืองรอบปราสาทค่ะ ถ้าคูเมืองแคบลง คู่แข่งก็เข้ามาแย่งตลาดได้ง่ายขึ้น และตอนนี้โลก AI กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วมากจนนักลงทุนไม่แน่ใจว่า Nvidia จะยังครองความได้เปรียบนั้นได้นานแค่ไหน Michael Burry นักลงทุนระดับตำนานที่เคยทำกำไรมหาศาลจากการ Short ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก่อนวิกฤตปี 2008 ชี้ให้เห็นว่า Nvidia มีภาระผูกพันในการซื้อสินค้า (Purchase Obligations) สูงถึง 95,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 16,100 ล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ถ้าดีมานด์ชิป AI ชะลอตัว ภาระก้อนนี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญค่ะ
นอกจาก Nvidia ยังมีสัญญาณที่น่าสังเกตในตลาดวันนี้ เช่น Block Inc. ของ Jack Dorsey ประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบครึ่งบริษัท (4,000 คน) โดยเดิมพันว่า AI จะเข้ามาทำงานแทน นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานจริงๆ ค่ะ
ดราม่า 111,000 ล้านดอลลาร์: เมื่อ Netflix ยอมถอย และ Paramount คว้า Warner Bros.
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าฮอลลีวูด แต่มันส่งผลต่อราคาหุ้นโดยตรงและเป็นตัวอย่างดีของวิธีที่ข่าว M&A (การควบรวมกิจการ) กระทบดัชนีหุ้น S&P 500 ค่ะ
Netflix ตัดสินใจถอนตัวจากการประมูลซื้อ Warner Bros. Discovery เปิดทางให้ Paramount Skydance ปิดดีลมูลค่า 111,000 ล้านดอลลาร์ Netflix แถลงชัดว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสู้กับ Paramount ไม่คุ้มค่าทางการเงินอีกต่อไป หุ้น Netflix พุ่งขึ้น 13% ใน After-Hours Trading นักลงทุนดีใจที่บริษัทมีวินัยทางการเงิน
หุ้น Warner Bros. ลดลง เพราะไม่มีสงครามประมูลที่จะดันราคาขึ้น หุ้น Paramount แทบไม่เปลี่ยนแปลง เบื้องหลังดีลนี้ Paramount สู้อย่างหนักจนถึงที่สุด ทั้งเปิด Tender Offer ซื้อหุ้น Warner Bros. โดยตรง ล็อบบี้รัฐบาลและนักการเมือง รวมถึงให้ Larry Ellison ประธาน Oracle Corp. พ่อของผู้นำ Paramount ค้ำประกันส่วนทุนกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์
ทำไมการควบรวมในวงการบันเทิงถึงเกิดขึ้นถี่ขนาดนี้? เพราะ Netflix มีสมาชิกกว่า 325 ล้านคนทั่วโลก ในขณะที่ Paramount และ Warner Bros. แบบดั้งเดิมยังขาดฐานสมาชิกที่จะแข่งขันได้ การรวมกันจึงเป็นทางรอดค่ะ
Anthropic บริษัทสร้าง Claude (AI Assistant ชื่อดัง) ปฏิเสธข้อเสนอกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ต้องการใช้ AI โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ จากบริษัท Anthropic ยืนหยัดว่าจะไม่ยกเว้นมาตรการป้องกันสำคัญ เช่น ข้อห้ามใช้ AI เพื่อเฝ้าระวังมวลชน (Mass Surveillance) และห้ามใช้ในอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous Weapons) ที่ทำงานโดยไม่มีมนุษย์ควบคุม
Pentagon ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะประกาศให้ Anthropic เป็น "Supply Chain Risk" (ความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน) ซึ่งหมายความว่า Anthropic อาจถูกห้ามทำงานกับผู้รับเหมากลาโหมทุกรายค่ะ
เส้นตายที่กำหนดไว้คือ 17.01 น. ตามเวลาตะวันออกของวันศุกร์ นี่คือการเผชิญหน้าที่จะกำหนดทิศทางว่า บริษัท AI จะมีสิทธิ์กำหนดเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีของตัวเองมากน้อยแค่ไหน เมื่อลูกค้าคือรัฐบาลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) อยู่ที่ 212,000 ราย ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 216,000 ราย ส่วนผู้รับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Claims) ลดลงมาอยู่ที่ 1.83 ล้านรายค่ะ
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ (Four-Week Moving Average) อยู่ที่ 220,250 ราย แทบไม่เปลี่ยนแปลง ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพค่ะ รายงานการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์จะออกในวันที่ 6 มีนาคม และจะช่วยให้ภาพชัดขึ้นอีกครั้ง
นี่คือปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันและดัชนีหุ้น S&P 500 ผันผวนหนักที่สุดวันนี้ค่ะ
สหรัฐฯ และอิหร่านปิดการเจรจารอบล่าสุดที่เจนีวา ตกลงจะกลับมาเจรจาอีกครั้งเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า น้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 1.8% ไปเหนือ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนพลิกกลับมาลดลงหลังข่าวนี้ออก ความซับซ้อนของการเจรจาคืออิหร่านประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (Highly Enriched Uranium) ออกนอกประเทศ ซึ่งขัดกับจุดยืนของสหรัฐฯ โดยตรง
สหรัฐฯ ระดมกำลังทหารในภูมิภาคมากที่สุดนับตั้งแต่การบุกอิรักปี 2003 และกำลังรอเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองมาเสริมกำลัง ทรัมป์เคยให้กำหนดเวลาอิหร่าน 10-15 วัน ซึ่งเวลาเหลือน้อยมากแล้วค่ะ
นักเทรดพลังงานจับตาช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดในโลก ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบนี้ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงและกระตุ้นเงินเฟ้อทั่วโลกค่ะ
ความเข้าใจผิดที่ 1: "ดัชนี S&P 500 ลง หมายความว่าหุ้นทุกตัวในตลาดลง" ความจริงคือวันนี้ดัชนีลง 0.5% แต่มีหุ้น 350 ตัวที่ปิดบวก ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ดังนั้นหุ้นใหญ่อย่าง Nvidia ที่ลง 5.5% ถ่วงตลาดได้มากกว่าหุ้นเล็กหลายร้อยตัวรวมกัน
ความเข้าใจผิดที่ 2: "งบดีหมายความว่าหุ้นต้องขึ้น" Nvidia พิสูจน์ว่าไม่ใช่เสมอไป ตลาดมองอนาคต ถ้า "ความคาดหวัง" สูงเกินไปแล้ว แม้ตัวเลขจะดีกว่าคาด หุ้นก็อาจร่วงได้
ความเข้าใจผิดที่ 3: "ดัชนี S&P 500 กับ Dow Jones คือตัวเดียวกัน" Dow Jones ติดตามเพียง 30 บริษัท ส่วน S&P 500 ครอบคลุม 500 บริษัท และใช้การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดจึงสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้ดีกว่ามากค่ะ
ความเข้าใจผิดที่ 4: "ซื้อกองทุนดัชนี S&P 500 แล้วต้องได้กำไรแน่นอน" ในระยะยาว S&P 500 มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่น่าพอใจ แต่ระยะสั้นมีความผันผวนสูงค่ะ ต้องเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเสมอ
วันนี้ดัชนี S&P 500 สอนเราหลายอย่างค่ะ ตลาดไม่ได้ตอบสนองแค่ตัวเลขงบประกอบการ แต่ตอบสนองต่อ "ความไม่แน่นอนในอนาคต" ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่า AI จะคุ้มกับการลงทุนมหาศาลหรือไม่ สงครามราคาในวงการ Streaming จะจบลงอย่างไร จริยธรรม AI จะกำหนดขอบเขตธุรกิจแค่ไหน หรือราคาน้ำมันจะพุ่งสูงจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้งหรือเปล่า
การซื้อขายดัชนี S&P 500 ไม่ใช่แค่การเดิมพันกับตัวเลข แต่คือการทำความเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนที่เก่งกว่าไม่ใช่คนที่ทายถูกทุกวัน แต่คือคนที่เข้าใจว่าทำไมตลาดถึงเคลื่อนไหวแบบนั้น และจัดการความเสี่ยงได้ดีค่ะ
ดัชนี S&P 500 คือตัวชี้วัด (Index) ที่บอกว่ากลุ่มหุ้น 500 บริษัทนั้นเคลื่อนไหวอย่างไร ส่วนกองทุนดัชนี S&P 500 คือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่พยายามให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามดัชนีนั้นค่ะ ซึ่งมีทั้งรูปแบบกองทุนรวม (Mutual Fund) และ ETF (Exchange-Traded Fund)
คนไทยสามารถเข้าถึงดัชนี S&P 500 ได้หลายทาง ได้แก่ ซื้อ ETF ที่อ้างอิงดัชนี S&P 500 ผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ ลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ผ่านบลจ.ในไทย หรือซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม CFD (สัญญาส่วนต่าง) ของโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต เช่น EBC Financial Group ค่ะ
S&P 500 เหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองระยะกลางถึงยาว ไม่ต้องการเลือกหุ้นรายตัว และต้องการกระจายความเสี่ยงในตลาดสหรัฐฯ แต่ถ้าต้องการเก็งกำไรระยะสั้น ก็ต้องเข้าใจเรื่องการจัดการความเสี่ยงให้ดีก่อนนะคะ
ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมค่ะ ทางตรงคือราคาน้ำมันที่ผันผวนกระทบต้นทุนธุรกิจ ทางอ้อมคือความไม่แน่นอนทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Aversion) โดยย้ายเงินออกจากหุ้นไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรและทองคำ ซึ่งทำให้ดัชนีปรับตัวลงค่ะ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ